(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
The two sides of late Nobel laureate Liu Xiaobo
By George Koo
17/07/2017
หลิว เสี่ยวโป ชาวจีนผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา โลกตะวันตกพากันประโคมยกย่องเขา ขณะที่แทบไม่เป็นที่สนใจอะไรในประเทศจีน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ลองคิดไตร่ตรองกันหน่อยก็สามารถอธิบายความแตกต่างไปคนละขั้วเช่นนี้ได้
หลิว เสี่ยวโป ชาวจีนผู้ได้รับรางวัลโนเบล เพิ่งเสียชีวิตเมื่อไม่กี่วันก่อนด้วยโรคมะเร็งตับ ในโลกตะวันตกนั้นมีการประโคมยกย่องเขาอย่างใหญ่โต ขณะที่การจากไปของเขาแทบไม่เป็นที่สนใจอะไรนักในประเทศจีน เพียงแค่ขบคิดไตร่ตรองกันสักเล็กน้อยก็สามารถอธิบายความแตกต่างไปคนละขั้วเช่นนี้ได้
หลิวไม่ได้ชนะรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ หรือสาขาเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆ ใดๆ ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการรางวัลโนเบล (Nobel Committee) ในกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เขาชนะรางวัลในสาขาสันติภาพ ซึ่งดำเนินการจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์
คณะกรรมการรางวัลโนเบลของนอร์เวย์นั้นได้รับแต่งตั้งโดยรัฐสภาประเทศนอร์เวย์ และเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบแทบทั้งหมดสำหรับการทำให้การตัดสินมอบรางวัลโนเบล ปรากฏเกียรติประวัติว่ากลายเป็นเรื่องทางการเมือง
เนื่องจากแทบไม่ได้มีสันติภาพอะไรเยอะแยะมากมายในตลอดทั่วทั้งโลกนี้ จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าจำนวนปีที่ไม่มีการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้น จะมากกว่าของรางวัลโนเบลสาขาอื่นๆ ขณะเดียวกันการเลือกมอบรางวัลของคณะกรรมการชุดนี้ในบางปีก็ยังก่อให้เกิดการอภิปรายถกเถียงกัน
รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้นเป็นสาขาซึ่งต้องแบกภาระหนักที่สุดในเรื่องก่อให้เกิดความขัดแย้งไม่เห็นพ้อง ตัวอย่างเช่น บางคนบางฝ่ายบอกว่าการที่คณะกรรมการมอบรางวัลนี้ให้แก่ ทะไลลามะ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการไถ่บาปสำหรับการเพิกเฉยละเลยครั้งแล้วครั้งเล่าไม่มอบรางวัลให้แก่ มหาตมะ คานธี ผู้เป็นที่ตระหนักรับรู้กันทั่วทั้งสากลโลกว่า เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับเกียรตินี้มากที่สุดทว่าไม่เคยได้รับรางวัลนี้เลย
แต่ในบางปีคณะกรรมการก็สะเพร่ารีบร้อนไปในอีกทิศทางหนึ่ง เป็นต้นว่ารู้สึกไม่สามารถรอคอยให้เห็นกันชัดเจนเสียก่อนว่า บารัค โอบามา กำลังจะทำอะไรบ้างเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ พวกเขารีบมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้โอบามาเพียงไม่นานนักหลังจากเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ทั้งนี้เพียงเพื่ออวดโอ่ความขุ่นเคืองไม่พอใจของชาวนอร์เวย์ที่มีต่อนโยบายกระหายสงครามของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้เป็นประธานาธิบดีอเมริกันก่อนหน้าโอบามา
อนิจจา ช่างน่าสมเพทสำหรับเกียรติศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการรางวัลโนเบลนอร์เวย์ และของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเองด้วย โอบามาจะต้องประสบความลำบากสุดแสนจะฝืดอย่างแน่นอน หากต้องชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จที่มุ่งไปสู่สันติภาพใดๆ ในตลอดช่วง 2 วาระแห่งการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯของเขา
ถ้าหากเป็นเรื่องง่ายเสียแล้วที่จะกลายเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จึงไม่ค่อยน่าประหลาดใจอะไรเลยสำหรับการมีหลักเกณฑ์ที่ต่ำเตี้ยเหลือเกินในการที่ใครสักคนจะกลายเป็นผู้ได้รับเสนอชื่อเพื่อได้รับรางวัลนี้ ทั้งหมดที่ต้องทำก็มีเพียงการบิดเบือนแปรรูปประวัติความเป็นมาและผลงานต่างๆ ให้ดูเหมาะสมเตะตาเท่านั้น
กรณีของ แฮร์รี วู Harry Wu (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อู่ หงต้า Wu Hongda) ผู้ล่วงลับ เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ หลังจากเขาเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว จึงได้มีการเปิดเผยกันว่า เขาเป็นทั้งโจรและคนเจ้าชู้ประตูดิน (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.atimes.com/the-contradictions-of-harry-wu/) เขาขโมยเงินทองซึ่งจัดเตรียมเอาไว้สำหรับให้แก่พวกนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวจีน และยังมีพฤติการณ์แตะอั๋งผู้หญิงอยู่บ่อยๆ
วู มีชื่อเสียงขึ้นมาเมื่อเขาถูกจับกุมเนื่องจากพยายามเข้าประเทศจีนด้วยการปลอมตัว หลังจากได้รับการปล่อยตัวที่มีการเสนอข่าวกันอย่างเอิกเกริกแล้ว เขาก็เดินทางท่องไปทั่วโลกโดยประกาศอ้างตัวเองว่าเป็นนักพิทักษ์ปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศจีน การแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์แบบมุ่งต่อต้านจีนของเขา และการที่เขาหมั่นออกมาปรากฏตัวต่อสาธารณชนบ่อยๆ ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
วู และคนประเภทเดียวกับเขาเรียนรู้ว่า สามารถที่จะประกอบอาชีพด้วยการ “ไป๋ หม่า ปี้” (拍马屁) ซึ่งเป็นคำพังเพยภาษาจีนที่ตามตัวอักษรแล้วมีความหมายว่า การตบก้นม้า หรือ ถ้าพูดเป็นเวอร์ชั่นที่หยาบคายมากขึ้น ก็คือ การตบก้นม้าเพื่อให้มันผายลมออกมา สรุปแล้ว นี่คือคำในภาษาจีนที่หมายถึงการประจบสอพลอนั่นเอง
ผลประโยชน์กำรี้กำไรซึ่งคนเหล่านี้หามานั้น อยู่ที่การตบ “หม่า ปี้” ของชาวตะวันตก ด้วยการแสดงความยกย่องชมเชยแนวความคิดแบบตะวันตกในเรื่องประชาธิปไตย ราวกับว่ามีเพียงต้องผ่านทางประชาธิปไตยแบบนี้เท่านั้น จึงจะสามารถบรรลุถึงสิทธิมนุษยชนและเกียรติศักดิ์ศรีได้
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง วู กับ หลิว อยู่ตรงที่ว่า ขณะที่ วู ยังคงอยู่ในความปลอดภัยด้วยการปกป้องคุ้มครองของตะวันตก หลิวซึ่งเคยมีตำแหน่งสอนหนังสืออยู่ในสหรัฐฯ ได้เดินทางกลับไปยังประเทศจีนเพื่อป่าวร้องสนับสนุนให้โค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์จีน
หลิวกระทั่งเสนอแนวความคิดว่า ถ้าหากตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกสักรายหนึ่งเป็นเวลา 300 ปีแล้ว ก็น่าจะทำให้จีนกลายเป็นแดนมหัศจรรย์ และสามารถที่จะไล่ตามทันมาตรฐานต่างๆ ของประชาธิปไตยแบบตะวันตก นี่ก็คือ “ไป๋ หม่า ปี้” อันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ไม่น่าแปลกใจอะไรเลยทำไมตะวันตกเคารพรักใครเขานัก
สิ่งที่หลิวมองข้ามเมินเฉยไปอย่างสะดวกง่ายดายเหลือเกินก็คือ ในระยะเวลาเกือบๆ 3 ทศวรรษนับตั้งแต่ที่หลิวเดินทางกลับประเทศจีนนั้น แดนมังกรได้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับสองของโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เกณฑ์ไหนมาเป็นเครื่องวัด
ตามผลการสำรวจอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในประเทศจีน ที่ทำอยู่เป็นประจำทุกปีของสำนัก พิว (Pew) ความพึงพอใจของพวกเขาและอัตราการยอมรับของพวกเขาในการปกครองแบบพรรคเดียวของประเทศและในพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น สูงลิ่วอยู่ในระดับราวๆ 80% ในระยะไม่กี่ปีหลังสุดนี้
ดังนี้แล้ว เราจึงอยู่ในสถานการณ์ที่พวกประเทศตะวันตกซึ่งคุยได้แค่ว่ามีอัตราการยอมรับจากประชาชนในระดับต่ำกว่า 50% กำลังข่มขู่วางโตให้จีนทำการปฏิรูป พวกเขาเร่งเร้าสนับสนุนให้จีนเปลี่ยนแปลงระบบรัฐบาลของตน เพื่อที่ความนิยมในหมู่ประชาชนของรัฐบาลจีนจะได้เหมือนๆ กับของโลกตะวันตกมากยิ่งขึ้น
May Liu Xiaobo rest in peace ขอให้ หลิว เสี่ยวโป ได้พักผ่อนอย่างสงบเถิด เป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าเขาจะเป็นที่จดจำกันไปได้อีกนานแค่ไหนในโลกตะวันตก แต่เขาเป็นคนที่ถูกลืมไปเรียบร้อยแล้วในประเทศจีน
(ข้อเขียนซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ ทางเอเชียไทมส์ไม่ขอรับผิดชอบทั้งต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)
ดร. จอร์จ คู เกษียณอายุจากสำนักงานให้บริการด้านคำปรึกษาระดับโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และการดำเนินการทางธุรกิจของพวกเขาในประเทศจีน เขาสำเร็จการศึกษาจาก MIT, Stevens Institute, และ Santa Clara University และเป็นผู้ก่อตั้งตลอดจนเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการของ International Strategic Alliances เขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ the Committee of 100, the Pacific Council for International Policy และเป็นกรรมการคนหนึ่งของ New America Media
หมายเหตุผู้แปล
ภายหลังการเสียชีวิตของหลิว เสี่ยวโป สำนักข่าวรอยเตอร์ได้เสนอ “ประกาศข่าวมรณกรรม” (OBITUARY) มีเนื้อหาพูดถึงประวัติย่อๆ และความคิดความเป็นมาของเขา ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมตลอดจนทัศนะมุมมองซึ่งขัดแย้งกับข้อเขียนของ จอร์จ คู จึงขอเก็บความนำมาเสนอเอาไว้ในที่นี้:
“ไม่มีศัตรู”: คำป่าวร้องตลอดชั่วชีวิตของบุรุษผู้ได้รางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งมีความเห็นต่างจากรัฐบาลจีน
โดย เบนจามิน คัง ลิม, สำนักข่าวรอยเตอร์
OBITUARY-"No enemies": the life-long advocacy of China's Nobel Peace Prize-winning dissident
By Benjamin Kang Lim
14/07/2017
ระหว่างการประท้วงด้วยการอดอาหารในช่วงหลายวันก่อนที่กองทัพจีนยกกำลังเข้าบดขยี้ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งชุมนุมกันอยู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 4 มิถุนายน 1989 หลิว เสี่ยวโป ชายผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของประเทศจีน ประกาศว่า “เราไม่มีศัตรู”
เมื่อตอนที่ถูกพิจารณาคดีในศาลเมื่อปี 2009 ด้วยข้อหายุยงให้เกิดการบ่อนทำลายล้มล้างอำนาจรัฐ จากการที่เขาไปช่วยร่างเอกสาร “กฎบัตร 08” (Charter 08) ซึ่งเป็นคำประกาศสนับสนุนประชาธิปไตยที่เรียกร้องให้จีนยุติการปกครองโดยพรรคเดียว หลิวก็กล่าวยืนยันอีกว่า “ผมไม่มีศัตรูและไม่มีความเกลียดชัง”
เขาถูกตัดสินลงโทษจำคุก 11 ปีในปีเดียวกันนั้น ทำให้มีการประท้วงจากสหรัฐฯ, หลายรัฐบาลยุโรป, และกลุ่มสิทธิต่างๆ ซึ่งประณามว่าเป็นการลงโทษอันรุนแรง พร้อมกับเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาก่อนกำหนด
หลิวได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2010
หลิวซึ่งสิริอายุ 61 ปี ถึงแก่กรรมในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากภาวะอวัยวะหลายอย่างล้มเหลว รัฐบาลของนครเสิ่นหยาง ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนแถลง เขาได้รับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่นั่นมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายหลังได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับขั้นสุดท้าย
หลิว เซี่ย (Liu Xia) ภรรยาของเขาบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ก่อนหน้านี้ว่า สามีของเธอต้องการที่จะอุทิศรางวัลโนเบลที่เขาได้รับ ให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตไปในการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989
“เขาบอกว่ารางวัลนี้ควรเอาไปให้แก่เหยื่อทั้งหมดของวันที่ 4 มิถุนายน” หลิว เซี่ย กล่าว หลังจากที่เธอได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมเขาได้ในเรือนจำ ภายหลังการประกาศมอบรางวัลนี้ (ของคณะกรรมการในนอร์เวย์)
“เขารู้สึกเศร้า ค่อนข้างหงุดหงิด เขาร้องไห้ เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากที่จะรับมือ”
หลิว เซี่ย ใช้ชีวิตโดยถูกกักบริเวณเรื่อยมานับตั้งแต่ที่สามีของเธอได้รับรางวัลโนเบล แต่ได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยมเขาได้ในเรือนจำประมาณเดือนละครั้ง เธอเจ็บป่วยด้วยอาการซึมเศร้า
เธอได้รับอนุญาตให้อยู่กับสามีได้ในโรงพยาบาลที่เสิ่นหยาง สถานที่ซึ่งเขาใช้ชีวิตในวันท้าย ๆของเขา
กฎบัตร 08
หลิวกลายเป็นหนามแหลมที่ทิ่มตำปักกิ่งนับตั้งแต่ปี 1989 ตอนที่เขาช่วยเจรจาทำข้อตกลงซึ่งเปิดทางให้พวกผู้ประท้วงถอนตัวออกมาจากจัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนที่กองทหารและขบวนรถถังจะยกกันเข้าไป
“การใช้กฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิต่างๆ สามารถมีผลกระทบได้เพียงจำกัดเท่านั้น ในเมื่อระบบยุติธรรมไม่ได้เป็นอิสระ” หลิวบอกกับรอยเตอร์เมื่อปี 2006 ตอนที่เขาถูกคุมตัวในแบบกักบริเวณให้อยู่แต่ในที่พัก การแสดงความเห็นของเขาเช่นนี้เป็นแบบฉบับเดียวกับที่ได้สร้างความโกรธกริ้วให้แก่รัฐบาลเรื่อยมา
พวกนักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายรายบอกว่า กฎบัตร 08 ส่งสัญญาณเตือนภัยต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน สืบเนื่องจากลายเซ็นของผู้ที่ลงนามเห็นด้วยจำนวนกว่า 350 ชื่อซึ่งหลิวเป็นคนรวบรวม โดยที่เป็นคนมีชีวิตความเป็นอยู่จากทุกๆ วงการ ยิ่งเสียกว่าตัวเนื้อหาของเอกสารฉบับนี้เสียอีก
คำประกาศฉบับนี้ได้แบบอย่างมาจาก กฎบัตร 77 (Charter 77) คำร้องเรียนที่กลายเป็นเสียงเรียกร้องให้ออกมาต่อสู้ของขบวนการสิทธิมนุษยชนในเชโกสโลวะเกียเมื่อปี 1977 ที่เวลานั้นยังคงอยู่ใต้การปกครองคอมมิวนิสต์
เป่า ถง (Bao Tong) เจ้าหน้าที่จีนระดับอาวุโสที่สุดซึ่งถูกจำคุกสืบเนื่องจากการประท้วงที่เทียนอันเหมิน กล่าวยืนยันว่าเนื้อหาแทบทั้งหมดของกฎบัตร 08 เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของจีนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, เสรีภาพของสื่อมวลชน, และเสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมและการชุมนุม
“ไม่ได้มีอะไรที่เป็นการบ่อนทำลายเลย” เขาเขียนเอาไว้เช่นนี้ในบทความชิ้นหนึ่งซึ่งอีเมลส่งถึงรอยเตอร์ในวันที่ 14 กรกฎาคม เป่าในอดีตนั้นเคยเป็นผู้ช่วยที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดจาก เจ้า จื่อหยาง ผู้ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน เนื่องจากแสดงความเห็นอกเห็นใจพวกนักศึกษาที่ทำการประท้วงและคัดค้านการบดขยี้ในเทียนอันเหมินปี 1989
หลิวเป็นผู้ที่รณรงค์ต่อสู้อย่างไม่ยอมหยุดยั้งเพื่อเรียกร้องสิทธิให้แก่เหล่ามารดาของเหยื่อที่ถูกปราบปรามในจัตุรัสเทียนอันเหมิน
เขาเป็นที่รู้จักกันดีในต่างประเทศมากมายกว่าภายในประเทศ สืบเนื่องจากรัฐบาลสั่งห้ามอินเทอร์เน็ตและสื่อของรัฐ เปิดให้มีการอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับการประท้วงเทียนอันเหมินผ่าน และเกี่ยวกับตัวเขา นอกเหนือจากการเสนอบทบรรณาธิการที่มีเนื้อหาประณามเขาออกมาเผยแพร่เป็นครั้งคราว
หลิวได้รับการพิจารณาว่าเป็นพวกสายกลาง ทั้งจากพวกที่เป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลด้วยกันและจากกลุ่มสิทธิระดับระหว่างประเทศต่างๆ ทว่าพวกเขาวิจารณ์ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่ในภาวะรู้สึกไม่มั่นคงและหวาดผวา จึงเกรงกลัวใครๆ หรืออะไรก็ตามที่พรรคมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ
ในปี 2003 หลิวเขียนบทความชิ้นหนึ่ง เรียกร้องให้เคลื่อนย้ายศพที่อาบน้ำยาเอาไว้ของประธานเหมา เจ๋อตง ออกมาจากอนุสรณ์สถานซึ่งตั้งอยู่ในจัตุรัสเทียนอันเหมิน ถึงแม้ว่าเหมายังคงมีฐานะเป็นกึ่งเทพในความคิดของผู้คนจำนวนมากในประเทศจีน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลิวได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนและด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจำนวนหนึ่ง เป็นต้นว่าจากกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders), ฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ (Human
Rights Watch), และรางวัล ฮิวแมน ไรต์ส เพรสส์ (Human Rights Press) ของฮ่องกง
หนังสือของเขาได้รับการตีพิมพ์ในเยอรมนี, ญี่ปุ่น, สหรัฐฯ, ฮ่องกง, และไต้หวัน
บางคนถือเขาเป็นฮีโร่ แต่บางคนมองเขาเป็นคนขายชาติ
ขณะที่หลิวได้รับความนับถือว่าเป็นฮีโร่จากคนจำนวนมากในโลกตะวันตก แต่เขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศชาติจากพวกนักชาตินิยมชาวจีน
เขาถูกวิพากษ์โจมตีอย่างรุนแรงจากพวกนักชาตินิยม จากการที่เขาแสดงความคิดเห็นในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2006 แก่นิตยสาร “โอเพน” (Open) ของฮ่องกงซึ่งเวลานี้เลิกกิจการไปแล้ว โดยที่เขากล่าวว่า จีน “ต้องการเวลา 300 ปีสำหรับการตกเป็นอาณานิคม เพื่อที่จะได้กลายมาเป็นแบบที่ฮ่องกงเป็นอยู่ในทุกวันนี้”
รัฐบาลจีนนั้นมองเขาว่าเป็นอาชญากร
“สำหรับหลิว เสี่ยวโป แล้ว ไม่ว่าสหรัฐฯพูดอะไรหรือทำอะไรก็คือถูกต้องหมด และไม่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์พูดหรือทำอะไรคือผิดไปหมด” แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งมีสายสัมพันธ์กับคณะผู้นำจีนกล่าว
“มันเด็ดขาดแน่นอนกันจนเกินไป” แหล่งข่าวซึ่งขอไม่ให้ระบุชื่อรายนี้กล่าว
พวกที่วิพากษ์วิจารณ์หลิวยังแสดงความสงสัยข้องใจเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจของคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่มอบรางวัลนี้ให้แก่หลิว โดยพวกเขาชี้ว่าหลิวได้กล่าวยกย่องการที่สหรัฐฯรุกรานอิรักและอัฟกานิสถาน
เขายังถูกตำหนิติเตียนจากภายในประเทศอีกด้วย เนื่องจากพวกองค์กรนอกภาครัฐบาล (เอ็นจีโอ) ซึ่งเขาเป็นผู้นำนั้น ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของสหรัฐฯ (U.S. National Endowment for Democracy)
สำหรับประวัติส่วนตัว หลิว เสี่ยวโป เป็นลูกชายคนที่ 3 ในจำนวน 5 คนของครอบครัว เขาเกิดที่เมืองฉางชุน เมืองเอกของมณฑลจิ๋หลิน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1955
บิดาของเขาที่ชื่อ หลิว หลิง สอนวิชาวรรณกรรมจีนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฝึกหัดครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast Normal University) ส่วนมารดาของเขาทำงานอยู่ในโรงเรียนอนุบาลซึ่งอยู่ในเครือของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ในปี 1970 ขณะอายุ 15 ปี หลิวได้ไปอยู่กับพ่อแม่ของเขา เมื่อพวกเขาถูกส่งตัวไปยังค่ายแรงงานแห่งหนึ่งในแคว้นมองโกเลียใน ตอนที่การปฏิวัติวัฒนธรรมกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด
หลิวทำงานเป็นช่างปูนอยู่ที่รัฐวิสาหกิจก่อสร้างแห่งหนึ่งในเมืองฉางชุนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อปี 1976 ภายหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม ประเทศจีนกลับมารื้อฟื้นจัดการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในระดับทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่ง และหลิวก็สอบผ่าน
เขาได้รับปริญญาตรีในด้านวรรณกรรมจีนจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน และได้ปริญญาโทกับเอกจากมหาวิทยาลัยฝึกหัดครูปักกิ่ง (Beijing Normal University)
ถูกกักกันถูกคุมขังหลายครั้งหลายหน
หลิวเข้าๆ ออกเรือนจำและค่ายแรงงานรวมแล้ว 4 ครั้งด้วยกัน ทั้งนี้ยังไม่นับการถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในที่พักเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนหน้าถึงวาระครบรอบต่างๆ ที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง
เขาถูกขังคุกครั้งแรกภายหลังการปราบปรามที่เทียนอันเหมินในปี 1989 โดยเขาใช้เวลา 18 เดือนอยู่ในทัณฑสถานสำหรับนักโทษการเมือง “ฉินเฉิง” (Qincheng penitentiary for political prisoners) ที่มีชื่อเสียงในทางเลวร้าย
ในคราวนั้นหลิวถูกตั้งข้อหาว่าทำการโฆษณาชวนเชื่อและปลุกปั่นยุยงอย่างเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ ทว่าศาลปักกิ่งได้ยกฟ้องเขาในคดีอาญา เนื่องจากเขาได้เจรจากับกองทหารที่ใช้อำนาจกฎอัยการศึก เพื่อให้พวกนักศึกษาที่ทำการประท้วงสามารถออกไปจากจัตุรัสเทียนอันเหมินได้ก่อนที่ขบวนรถถังเคลื่อนเข้าไป
ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัวเขาไว้โดยไม่มีการตั้งข้อหาที่บริเวณนอกปักกิ่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 1995 ถึงเดือนมกราคม 1996 ในข้อหาร่างและแจกจ่ายคำร้องเรียกร้องประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ในช่วงก่อนครบรอบ 6 ปีของการปราบปรามที่เทียนอันเหมิน
หลิว เสี่ยวโป แต่งงานกับ หลิว เซี่ย ในปี 1997 ระหว่างที่เขา “เข้ารับการศึกษาใหม่” เป็นเวลา 3 ปีที่ค่ายแรงงานแห่งหนึ่งในเมืองต้าเหลียน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ทั้งนี้ จีนได้ยกเลิกรูปแบบการลงโทษโดยฝ่ายบริหารซึ่งอยู่นอกเหนือกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ไปแล้วในปี 2013
The two sides of late Nobel laureate Liu Xiaobo
By George Koo
17/07/2017
หลิว เสี่ยวโป ชาวจีนผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา โลกตะวันตกพากันประโคมยกย่องเขา ขณะที่แทบไม่เป็นที่สนใจอะไรในประเทศจีน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ลองคิดไตร่ตรองกันหน่อยก็สามารถอธิบายความแตกต่างไปคนละขั้วเช่นนี้ได้
หลิว เสี่ยวโป ชาวจีนผู้ได้รับรางวัลโนเบล เพิ่งเสียชีวิตเมื่อไม่กี่วันก่อนด้วยโรคมะเร็งตับ ในโลกตะวันตกนั้นมีการประโคมยกย่องเขาอย่างใหญ่โต ขณะที่การจากไปของเขาแทบไม่เป็นที่สนใจอะไรนักในประเทศจีน เพียงแค่ขบคิดไตร่ตรองกันสักเล็กน้อยก็สามารถอธิบายความแตกต่างไปคนละขั้วเช่นนี้ได้
หลิวไม่ได้ชนะรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ หรือสาขาเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆ ใดๆ ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการรางวัลโนเบล (Nobel Committee) ในกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เขาชนะรางวัลในสาขาสันติภาพ ซึ่งดำเนินการจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์
คณะกรรมการรางวัลโนเบลของนอร์เวย์นั้นได้รับแต่งตั้งโดยรัฐสภาประเทศนอร์เวย์ และเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบแทบทั้งหมดสำหรับการทำให้การตัดสินมอบรางวัลโนเบล ปรากฏเกียรติประวัติว่ากลายเป็นเรื่องทางการเมือง
เนื่องจากแทบไม่ได้มีสันติภาพอะไรเยอะแยะมากมายในตลอดทั่วทั้งโลกนี้ จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าจำนวนปีที่ไม่มีการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้น จะมากกว่าของรางวัลโนเบลสาขาอื่นๆ ขณะเดียวกันการเลือกมอบรางวัลของคณะกรรมการชุดนี้ในบางปีก็ยังก่อให้เกิดการอภิปรายถกเถียงกัน
รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้นเป็นสาขาซึ่งต้องแบกภาระหนักที่สุดในเรื่องก่อให้เกิดความขัดแย้งไม่เห็นพ้อง ตัวอย่างเช่น บางคนบางฝ่ายบอกว่าการที่คณะกรรมการมอบรางวัลนี้ให้แก่ ทะไลลามะ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการไถ่บาปสำหรับการเพิกเฉยละเลยครั้งแล้วครั้งเล่าไม่มอบรางวัลให้แก่ มหาตมะ คานธี ผู้เป็นที่ตระหนักรับรู้กันทั่วทั้งสากลโลกว่า เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับเกียรตินี้มากที่สุดทว่าไม่เคยได้รับรางวัลนี้เลย
แต่ในบางปีคณะกรรมการก็สะเพร่ารีบร้อนไปในอีกทิศทางหนึ่ง เป็นต้นว่ารู้สึกไม่สามารถรอคอยให้เห็นกันชัดเจนเสียก่อนว่า บารัค โอบามา กำลังจะทำอะไรบ้างเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ พวกเขารีบมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้โอบามาเพียงไม่นานนักหลังจากเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ทั้งนี้เพียงเพื่ออวดโอ่ความขุ่นเคืองไม่พอใจของชาวนอร์เวย์ที่มีต่อนโยบายกระหายสงครามของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้เป็นประธานาธิบดีอเมริกันก่อนหน้าโอบามา
อนิจจา ช่างน่าสมเพทสำหรับเกียรติศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการรางวัลโนเบลนอร์เวย์ และของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเองด้วย โอบามาจะต้องประสบความลำบากสุดแสนจะฝืดอย่างแน่นอน หากต้องชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จที่มุ่งไปสู่สันติภาพใดๆ ในตลอดช่วง 2 วาระแห่งการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯของเขา
ถ้าหากเป็นเรื่องง่ายเสียแล้วที่จะกลายเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จึงไม่ค่อยน่าประหลาดใจอะไรเลยสำหรับการมีหลักเกณฑ์ที่ต่ำเตี้ยเหลือเกินในการที่ใครสักคนจะกลายเป็นผู้ได้รับเสนอชื่อเพื่อได้รับรางวัลนี้ ทั้งหมดที่ต้องทำก็มีเพียงการบิดเบือนแปรรูปประวัติความเป็นมาและผลงานต่างๆ ให้ดูเหมาะสมเตะตาเท่านั้น
กรณีของ แฮร์รี วู Harry Wu (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อู่ หงต้า Wu Hongda) ผู้ล่วงลับ เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ หลังจากเขาเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว จึงได้มีการเปิดเผยกันว่า เขาเป็นทั้งโจรและคนเจ้าชู้ประตูดิน (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.atimes.com/the-contradictions-of-harry-wu/) เขาขโมยเงินทองซึ่งจัดเตรียมเอาไว้สำหรับให้แก่พวกนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวจีน และยังมีพฤติการณ์แตะอั๋งผู้หญิงอยู่บ่อยๆ
วู มีชื่อเสียงขึ้นมาเมื่อเขาถูกจับกุมเนื่องจากพยายามเข้าประเทศจีนด้วยการปลอมตัว หลังจากได้รับการปล่อยตัวที่มีการเสนอข่าวกันอย่างเอิกเกริกแล้ว เขาก็เดินทางท่องไปทั่วโลกโดยประกาศอ้างตัวเองว่าเป็นนักพิทักษ์ปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศจีน การแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์แบบมุ่งต่อต้านจีนของเขา และการที่เขาหมั่นออกมาปรากฏตัวต่อสาธารณชนบ่อยๆ ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
วู และคนประเภทเดียวกับเขาเรียนรู้ว่า สามารถที่จะประกอบอาชีพด้วยการ “ไป๋ หม่า ปี้” (拍马屁) ซึ่งเป็นคำพังเพยภาษาจีนที่ตามตัวอักษรแล้วมีความหมายว่า การตบก้นม้า หรือ ถ้าพูดเป็นเวอร์ชั่นที่หยาบคายมากขึ้น ก็คือ การตบก้นม้าเพื่อให้มันผายลมออกมา สรุปแล้ว นี่คือคำในภาษาจีนที่หมายถึงการประจบสอพลอนั่นเอง
ผลประโยชน์กำรี้กำไรซึ่งคนเหล่านี้หามานั้น อยู่ที่การตบ “หม่า ปี้” ของชาวตะวันตก ด้วยการแสดงความยกย่องชมเชยแนวความคิดแบบตะวันตกในเรื่องประชาธิปไตย ราวกับว่ามีเพียงต้องผ่านทางประชาธิปไตยแบบนี้เท่านั้น จึงจะสามารถบรรลุถึงสิทธิมนุษยชนและเกียรติศักดิ์ศรีได้
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง วู กับ หลิว อยู่ตรงที่ว่า ขณะที่ วู ยังคงอยู่ในความปลอดภัยด้วยการปกป้องคุ้มครองของตะวันตก หลิวซึ่งเคยมีตำแหน่งสอนหนังสืออยู่ในสหรัฐฯ ได้เดินทางกลับไปยังประเทศจีนเพื่อป่าวร้องสนับสนุนให้โค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์จีน
หลิวกระทั่งเสนอแนวความคิดว่า ถ้าหากตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกสักรายหนึ่งเป็นเวลา 300 ปีแล้ว ก็น่าจะทำให้จีนกลายเป็นแดนมหัศจรรย์ และสามารถที่จะไล่ตามทันมาตรฐานต่างๆ ของประชาธิปไตยแบบตะวันตก นี่ก็คือ “ไป๋ หม่า ปี้” อันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ไม่น่าแปลกใจอะไรเลยทำไมตะวันตกเคารพรักใครเขานัก
สิ่งที่หลิวมองข้ามเมินเฉยไปอย่างสะดวกง่ายดายเหลือเกินก็คือ ในระยะเวลาเกือบๆ 3 ทศวรรษนับตั้งแต่ที่หลิวเดินทางกลับประเทศจีนนั้น แดนมังกรได้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับสองของโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เกณฑ์ไหนมาเป็นเครื่องวัด
ตามผลการสำรวจอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในประเทศจีน ที่ทำอยู่เป็นประจำทุกปีของสำนัก พิว (Pew) ความพึงพอใจของพวกเขาและอัตราการยอมรับของพวกเขาในการปกครองแบบพรรคเดียวของประเทศและในพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น สูงลิ่วอยู่ในระดับราวๆ 80% ในระยะไม่กี่ปีหลังสุดนี้
ดังนี้แล้ว เราจึงอยู่ในสถานการณ์ที่พวกประเทศตะวันตกซึ่งคุยได้แค่ว่ามีอัตราการยอมรับจากประชาชนในระดับต่ำกว่า 50% กำลังข่มขู่วางโตให้จีนทำการปฏิรูป พวกเขาเร่งเร้าสนับสนุนให้จีนเปลี่ยนแปลงระบบรัฐบาลของตน เพื่อที่ความนิยมในหมู่ประชาชนของรัฐบาลจีนจะได้เหมือนๆ กับของโลกตะวันตกมากยิ่งขึ้น
May Liu Xiaobo rest in peace ขอให้ หลิว เสี่ยวโป ได้พักผ่อนอย่างสงบเถิด เป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าเขาจะเป็นที่จดจำกันไปได้อีกนานแค่ไหนในโลกตะวันตก แต่เขาเป็นคนที่ถูกลืมไปเรียบร้อยแล้วในประเทศจีน
(ข้อเขียนซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ ทางเอเชียไทมส์ไม่ขอรับผิดชอบทั้งต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)
ดร. จอร์จ คู เกษียณอายุจากสำนักงานให้บริการด้านคำปรึกษาระดับโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และการดำเนินการทางธุรกิจของพวกเขาในประเทศจีน เขาสำเร็จการศึกษาจาก MIT, Stevens Institute, และ Santa Clara University และเป็นผู้ก่อตั้งตลอดจนเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการของ International Strategic Alliances เขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ the Committee of 100, the Pacific Council for International Policy และเป็นกรรมการคนหนึ่งของ New America Media
หมายเหตุผู้แปล
ภายหลังการเสียชีวิตของหลิว เสี่ยวโป สำนักข่าวรอยเตอร์ได้เสนอ “ประกาศข่าวมรณกรรม” (OBITUARY) มีเนื้อหาพูดถึงประวัติย่อๆ และความคิดความเป็นมาของเขา ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมตลอดจนทัศนะมุมมองซึ่งขัดแย้งกับข้อเขียนของ จอร์จ คู จึงขอเก็บความนำมาเสนอเอาไว้ในที่นี้:
“ไม่มีศัตรู”: คำป่าวร้องตลอดชั่วชีวิตของบุรุษผู้ได้รางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งมีความเห็นต่างจากรัฐบาลจีน
โดย เบนจามิน คัง ลิม, สำนักข่าวรอยเตอร์
OBITUARY-"No enemies": the life-long advocacy of China's Nobel Peace Prize-winning dissident
By Benjamin Kang Lim
14/07/2017
ระหว่างการประท้วงด้วยการอดอาหารในช่วงหลายวันก่อนที่กองทัพจีนยกกำลังเข้าบดขยี้ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งชุมนุมกันอยู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 4 มิถุนายน 1989 หลิว เสี่ยวโป ชายผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของประเทศจีน ประกาศว่า “เราไม่มีศัตรู”
เมื่อตอนที่ถูกพิจารณาคดีในศาลเมื่อปี 2009 ด้วยข้อหายุยงให้เกิดการบ่อนทำลายล้มล้างอำนาจรัฐ จากการที่เขาไปช่วยร่างเอกสาร “กฎบัตร 08” (Charter 08) ซึ่งเป็นคำประกาศสนับสนุนประชาธิปไตยที่เรียกร้องให้จีนยุติการปกครองโดยพรรคเดียว หลิวก็กล่าวยืนยันอีกว่า “ผมไม่มีศัตรูและไม่มีความเกลียดชัง”
เขาถูกตัดสินลงโทษจำคุก 11 ปีในปีเดียวกันนั้น ทำให้มีการประท้วงจากสหรัฐฯ, หลายรัฐบาลยุโรป, และกลุ่มสิทธิต่างๆ ซึ่งประณามว่าเป็นการลงโทษอันรุนแรง พร้อมกับเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาก่อนกำหนด
หลิวได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2010
หลิวซึ่งสิริอายุ 61 ปี ถึงแก่กรรมในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากภาวะอวัยวะหลายอย่างล้มเหลว รัฐบาลของนครเสิ่นหยาง ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนแถลง เขาได้รับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่นั่นมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายหลังได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับขั้นสุดท้าย
หลิว เซี่ย (Liu Xia) ภรรยาของเขาบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ก่อนหน้านี้ว่า สามีของเธอต้องการที่จะอุทิศรางวัลโนเบลที่เขาได้รับ ให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตไปในการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989
“เขาบอกว่ารางวัลนี้ควรเอาไปให้แก่เหยื่อทั้งหมดของวันที่ 4 มิถุนายน” หลิว เซี่ย กล่าว หลังจากที่เธอได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมเขาได้ในเรือนจำ ภายหลังการประกาศมอบรางวัลนี้ (ของคณะกรรมการในนอร์เวย์)
“เขารู้สึกเศร้า ค่อนข้างหงุดหงิด เขาร้องไห้ เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากที่จะรับมือ”
หลิว เซี่ย ใช้ชีวิตโดยถูกกักบริเวณเรื่อยมานับตั้งแต่ที่สามีของเธอได้รับรางวัลโนเบล แต่ได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยมเขาได้ในเรือนจำประมาณเดือนละครั้ง เธอเจ็บป่วยด้วยอาการซึมเศร้า
เธอได้รับอนุญาตให้อยู่กับสามีได้ในโรงพยาบาลที่เสิ่นหยาง สถานที่ซึ่งเขาใช้ชีวิตในวันท้าย ๆของเขา
กฎบัตร 08
หลิวกลายเป็นหนามแหลมที่ทิ่มตำปักกิ่งนับตั้งแต่ปี 1989 ตอนที่เขาช่วยเจรจาทำข้อตกลงซึ่งเปิดทางให้พวกผู้ประท้วงถอนตัวออกมาจากจัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนที่กองทหารและขบวนรถถังจะยกกันเข้าไป
“การใช้กฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิต่างๆ สามารถมีผลกระทบได้เพียงจำกัดเท่านั้น ในเมื่อระบบยุติธรรมไม่ได้เป็นอิสระ” หลิวบอกกับรอยเตอร์เมื่อปี 2006 ตอนที่เขาถูกคุมตัวในแบบกักบริเวณให้อยู่แต่ในที่พัก การแสดงความเห็นของเขาเช่นนี้เป็นแบบฉบับเดียวกับที่ได้สร้างความโกรธกริ้วให้แก่รัฐบาลเรื่อยมา
พวกนักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายรายบอกว่า กฎบัตร 08 ส่งสัญญาณเตือนภัยต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน สืบเนื่องจากลายเซ็นของผู้ที่ลงนามเห็นด้วยจำนวนกว่า 350 ชื่อซึ่งหลิวเป็นคนรวบรวม โดยที่เป็นคนมีชีวิตความเป็นอยู่จากทุกๆ วงการ ยิ่งเสียกว่าตัวเนื้อหาของเอกสารฉบับนี้เสียอีก
คำประกาศฉบับนี้ได้แบบอย่างมาจาก กฎบัตร 77 (Charter 77) คำร้องเรียนที่กลายเป็นเสียงเรียกร้องให้ออกมาต่อสู้ของขบวนการสิทธิมนุษยชนในเชโกสโลวะเกียเมื่อปี 1977 ที่เวลานั้นยังคงอยู่ใต้การปกครองคอมมิวนิสต์
เป่า ถง (Bao Tong) เจ้าหน้าที่จีนระดับอาวุโสที่สุดซึ่งถูกจำคุกสืบเนื่องจากการประท้วงที่เทียนอันเหมิน กล่าวยืนยันว่าเนื้อหาแทบทั้งหมดของกฎบัตร 08 เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของจีนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, เสรีภาพของสื่อมวลชน, และเสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมและการชุมนุม
“ไม่ได้มีอะไรที่เป็นการบ่อนทำลายเลย” เขาเขียนเอาไว้เช่นนี้ในบทความชิ้นหนึ่งซึ่งอีเมลส่งถึงรอยเตอร์ในวันที่ 14 กรกฎาคม เป่าในอดีตนั้นเคยเป็นผู้ช่วยที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดจาก เจ้า จื่อหยาง ผู้ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน เนื่องจากแสดงความเห็นอกเห็นใจพวกนักศึกษาที่ทำการประท้วงและคัดค้านการบดขยี้ในเทียนอันเหมินปี 1989
หลิวเป็นผู้ที่รณรงค์ต่อสู้อย่างไม่ยอมหยุดยั้งเพื่อเรียกร้องสิทธิให้แก่เหล่ามารดาของเหยื่อที่ถูกปราบปรามในจัตุรัสเทียนอันเหมิน
เขาเป็นที่รู้จักกันดีในต่างประเทศมากมายกว่าภายในประเทศ สืบเนื่องจากรัฐบาลสั่งห้ามอินเทอร์เน็ตและสื่อของรัฐ เปิดให้มีการอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับการประท้วงเทียนอันเหมินผ่าน และเกี่ยวกับตัวเขา นอกเหนือจากการเสนอบทบรรณาธิการที่มีเนื้อหาประณามเขาออกมาเผยแพร่เป็นครั้งคราว
หลิวได้รับการพิจารณาว่าเป็นพวกสายกลาง ทั้งจากพวกที่เป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลด้วยกันและจากกลุ่มสิทธิระดับระหว่างประเทศต่างๆ ทว่าพวกเขาวิจารณ์ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่ในภาวะรู้สึกไม่มั่นคงและหวาดผวา จึงเกรงกลัวใครๆ หรืออะไรก็ตามที่พรรคมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ
ในปี 2003 หลิวเขียนบทความชิ้นหนึ่ง เรียกร้องให้เคลื่อนย้ายศพที่อาบน้ำยาเอาไว้ของประธานเหมา เจ๋อตง ออกมาจากอนุสรณ์สถานซึ่งตั้งอยู่ในจัตุรัสเทียนอันเหมิน ถึงแม้ว่าเหมายังคงมีฐานะเป็นกึ่งเทพในความคิดของผู้คนจำนวนมากในประเทศจีน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลิวได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนและด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจำนวนหนึ่ง เป็นต้นว่าจากกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders), ฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ (Human
Rights Watch), และรางวัล ฮิวแมน ไรต์ส เพรสส์ (Human Rights Press) ของฮ่องกง
หนังสือของเขาได้รับการตีพิมพ์ในเยอรมนี, ญี่ปุ่น, สหรัฐฯ, ฮ่องกง, และไต้หวัน
บางคนถือเขาเป็นฮีโร่ แต่บางคนมองเขาเป็นคนขายชาติ
ขณะที่หลิวได้รับความนับถือว่าเป็นฮีโร่จากคนจำนวนมากในโลกตะวันตก แต่เขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศชาติจากพวกนักชาตินิยมชาวจีน
เขาถูกวิพากษ์โจมตีอย่างรุนแรงจากพวกนักชาตินิยม จากการที่เขาแสดงความคิดเห็นในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2006 แก่นิตยสาร “โอเพน” (Open) ของฮ่องกงซึ่งเวลานี้เลิกกิจการไปแล้ว โดยที่เขากล่าวว่า จีน “ต้องการเวลา 300 ปีสำหรับการตกเป็นอาณานิคม เพื่อที่จะได้กลายมาเป็นแบบที่ฮ่องกงเป็นอยู่ในทุกวันนี้”
รัฐบาลจีนนั้นมองเขาว่าเป็นอาชญากร
“สำหรับหลิว เสี่ยวโป แล้ว ไม่ว่าสหรัฐฯพูดอะไรหรือทำอะไรก็คือถูกต้องหมด และไม่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์พูดหรือทำอะไรคือผิดไปหมด” แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งมีสายสัมพันธ์กับคณะผู้นำจีนกล่าว
“มันเด็ดขาดแน่นอนกันจนเกินไป” แหล่งข่าวซึ่งขอไม่ให้ระบุชื่อรายนี้กล่าว
พวกที่วิพากษ์วิจารณ์หลิวยังแสดงความสงสัยข้องใจเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจของคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่มอบรางวัลนี้ให้แก่หลิว โดยพวกเขาชี้ว่าหลิวได้กล่าวยกย่องการที่สหรัฐฯรุกรานอิรักและอัฟกานิสถาน
เขายังถูกตำหนิติเตียนจากภายในประเทศอีกด้วย เนื่องจากพวกองค์กรนอกภาครัฐบาล (เอ็นจีโอ) ซึ่งเขาเป็นผู้นำนั้น ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของสหรัฐฯ (U.S. National Endowment for Democracy)
สำหรับประวัติส่วนตัว หลิว เสี่ยวโป เป็นลูกชายคนที่ 3 ในจำนวน 5 คนของครอบครัว เขาเกิดที่เมืองฉางชุน เมืองเอกของมณฑลจิ๋หลิน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1955
บิดาของเขาที่ชื่อ หลิว หลิง สอนวิชาวรรณกรรมจีนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฝึกหัดครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast Normal University) ส่วนมารดาของเขาทำงานอยู่ในโรงเรียนอนุบาลซึ่งอยู่ในเครือของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ในปี 1970 ขณะอายุ 15 ปี หลิวได้ไปอยู่กับพ่อแม่ของเขา เมื่อพวกเขาถูกส่งตัวไปยังค่ายแรงงานแห่งหนึ่งในแคว้นมองโกเลียใน ตอนที่การปฏิวัติวัฒนธรรมกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด
หลิวทำงานเป็นช่างปูนอยู่ที่รัฐวิสาหกิจก่อสร้างแห่งหนึ่งในเมืองฉางชุนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อปี 1976 ภายหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม ประเทศจีนกลับมารื้อฟื้นจัดการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในระดับทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่ง และหลิวก็สอบผ่าน
เขาได้รับปริญญาตรีในด้านวรรณกรรมจีนจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน และได้ปริญญาโทกับเอกจากมหาวิทยาลัยฝึกหัดครูปักกิ่ง (Beijing Normal University)
ถูกกักกันถูกคุมขังหลายครั้งหลายหน
หลิวเข้าๆ ออกเรือนจำและค่ายแรงงานรวมแล้ว 4 ครั้งด้วยกัน ทั้งนี้ยังไม่นับการถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในที่พักเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนหน้าถึงวาระครบรอบต่างๆ ที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง
เขาถูกขังคุกครั้งแรกภายหลังการปราบปรามที่เทียนอันเหมินในปี 1989 โดยเขาใช้เวลา 18 เดือนอยู่ในทัณฑสถานสำหรับนักโทษการเมือง “ฉินเฉิง” (Qincheng penitentiary for political prisoners) ที่มีชื่อเสียงในทางเลวร้าย
ในคราวนั้นหลิวถูกตั้งข้อหาว่าทำการโฆษณาชวนเชื่อและปลุกปั่นยุยงอย่างเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ ทว่าศาลปักกิ่งได้ยกฟ้องเขาในคดีอาญา เนื่องจากเขาได้เจรจากับกองทหารที่ใช้อำนาจกฎอัยการศึก เพื่อให้พวกนักศึกษาที่ทำการประท้วงสามารถออกไปจากจัตุรัสเทียนอันเหมินได้ก่อนที่ขบวนรถถังเคลื่อนเข้าไป
ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัวเขาไว้โดยไม่มีการตั้งข้อหาที่บริเวณนอกปักกิ่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 1995 ถึงเดือนมกราคม 1996 ในข้อหาร่างและแจกจ่ายคำร้องเรียกร้องประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ในช่วงก่อนครบรอบ 6 ปีของการปราบปรามที่เทียนอันเหมิน
หลิว เสี่ยวโป แต่งงานกับ หลิว เซี่ย ในปี 1997 ระหว่างที่เขา “เข้ารับการศึกษาใหม่” เป็นเวลา 3 ปีที่ค่ายแรงงานแห่งหนึ่งในเมืองต้าเหลียน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ทั้งนี้ จีนได้ยกเลิกรูปแบบการลงโทษโดยฝ่ายบริหารซึ่งอยู่นอกเหนือกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ไปแล้วในปี 2013


