xs
sm
md
lg

ทำไมคิมจองนัม จึงถูกฆาตกรรมโดยฝีมือของเกาหลีเหนือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สตีเฟน ไบรเอน

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)

Why Kim Jong Nam was murdered by poisoned needles
By Stephen Bryen
15/02/2017

ผู้เขียนเชื่อว่าการสังหารคิม จองนัม เป็นฝีมือการปฏิบัติการของเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม 2013 ตอนที่ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือรวบรัดประหารชีวิต จาง ซองเต็ก อาเขยของตนเอง โดยชี้ว่า จางถูกกำจัดหลังจากไปพบคิม จองนัม ที่มาเก๊าไม่นาน และเวลานี้ คิม จองนัม คือตัวเลือกของจีนที่ต้องการเอาเข้ามาแทนที่ คิม จองอึน ปักกิ่งนั้นมองเห็นว่า คิม จองอึน กำลังทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางเป้าหมายต่างๆ ของพวกเขาในคาบสมุทรเกาหลี และกำลังเป็นผู้ทำให้จีนเกิดปัญหาหลายๆ ประการขึ้นกับสหรัฐฯ

ข่าวพาดหัวที่ปรากฏในวันนี้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2017 ก็คือ คิม จองนัม พี่ชายต่างมารดาของ คิม จองอึน ผู้เผด็จการแห่งเกาหลีเหนือ ได้ถูกฆาตกรรมในมาเลเซีย โดยฝีมือของมือสังหารหญิง 2 คนที่ดูเหมือนจะแทงเขาด้วยเข็มอาบยาพิษ (รายงานข่าวที่ออกมาในช่วงหลังๆ ดูจะระบุว่าฆาตกรรมคราวนี้ มือสังหารใช้สเปรย์ยาพิษออกฤทธิ์เร็ว ฉีดพ่นเข้าที่ใบหน้าของคิม จองนัม มากกว่า แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการออกมา –หมายเหตุผู้แปล)

คิม จองนัม ซึ่งมักถูกบรรยายว่าใช้ชีวิตแบบเพลย์บอย เป็นบุตรชายคนหัวปีของ คิม จองอิล และควรที่จะได้เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา ทว่า คิม จองอิล กลับหันไปเลือก คิม จองอึน

ผู้เขียนเชื่อว่าการสังหารคิม จองนัม เป็นฝีมือการปฏิบัติการของเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม 2013 ว่า คิม จองนัม คือตัวเลือกของจีนที่ต้องการเอาเข้ามาแทนที่ คิม จองอึน จีนนั้นมองเห็นว่า คิม จองอึน กำลังทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางเป้าหมายต่างๆ ของพวกเขาในคาบสมุทรเกาหลี และกำลังเป็นผู้ทำให้จีนเกิดปัญหาหลายๆ ประการขึ้นกับสหรัฐฯ จีนไม่ต้องการเห็นทรัพยากรทางทหารของอเมริกันถูกโยกย้ายเข้ามายังคาบสมุทรเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบต่อต้านขีปนาวุธแบบไฮเทค “ทาด” (THAAD ย่อมาจาก Terminal High Altitude Missile Area Defense system ระบบยิงสกัดขีปนาวุธในบริเวณพิกัดตำแหน่งสูง)

การที่เกาหลีเหนือในยุคของคิม จองอึน ทำการทดสอบขีปนาวุธอยู่เป็นประจำ เป็นสิ่งซึ่งตามทัศนะของฝ่ายจีนแล้วเห็นว่าคือการแสดงท่าทียั่วยุอย่างไม่จำเป็น และยังเป็นการแทรกแซงก่อกวนนโยบายของจีนที่จะสร้างฐานะครอบงำเหนือภูมิภาคแถบนี้ ด้วยการก่อตั้งสิ่งซึ่งคล้ายๆ กับ “วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา” ของญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกำลังกลายเป็นการปรับฐานะของแดนมังกรแบบสลับสับเปลี่ยนกับอดีตศัตรูคู่อาฆาตของตนอย่างแดนอาทิตย์อุทัย

ผู้นำเกาหลีเหนือซึ่งเชื่อฟังกระทำตาม คือบุคคลที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่จีน ผู้นำเกาหลีเหนือที่อันตรายและบุ่มบ่ามไร้การยั้งคิด ซึ่งเป็นการบรรยายคุณสมบัติของคิม จองอึน ได้อย่างเหมาะเจาะที่สุดนั้น คือภัยคุกคามต่อจีน ด้วยเหตุนี้เองจีนจึงให้ความอุปถัมภ์ความพยายามในการโยกย้ายขับไส คิม จองอึน ออกไปอย่างน้อยที่สุดก็ 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งดูเหมือนยังกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตั้งแต่ก่อนที่โสมแดงทำการ “ทดสอบ” ขีปนาวุธนำวิถีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วยซ้ำ แต่การที่จะก่อรัฐประหารยึดอำนาจใดๆ ในเกาหลีเหนือให้สำเร็จ โดยที่ต้องสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองอันน่ารังเกียจขึ้นมา ซึ่งย่อมจะกลายเป็นการเชื้อเชิญฝ่ายเกาหลีใต้และฝ่ายอเมริกันให้เข้าร่วมผสมโรงด้วยนั้น จำเป็นที่จะต้องมีผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือคนต่อไปซึ่งเป็นที่ยอมรับกันได้ และนั่นก็คือ คิม จองนัม

มีรายงานข่าวที่น่าจับตามองชิ้นหนึ่งในสัปดาห์ที่แล้ว ได้แก่ข่าวที่บอกว่า คิม จองอึน ได้จัดการกวาดล้าง พล.อ.คิม วอนฮอง (Kim Won-hong) ผู้เป็นรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งรัฐของเขา ให้ตกลงจากอำนาจไปเสียแล้ว (หมายเหตุผู้แปล -ตามข่าวของนิวยอร์กไทมส์ฉบับ 4 ก.พ. 2017 รัฐบาลเกาหลีใต้รายงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 ว่า คิม วอนฮอง ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม ภายหลังจากเขาถูกลดยศจากนายพลสี่ดาว หรือพลเอก เหลือแค่เป็นนายพลดาวเดียว หรือพลจัตวา ด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจโดยมิชอบ – ข้อมูลจากWikipedia ) นายพลผู้นี้ถือเป็นมือขวาของ คิม จองอึน และมีบทบาทหน้าที่อันสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของระบอบปกครองเกาหลีเหนือ เรายังไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไรแน่ แต่เห็นได้ชัดว่าผู้นำเกาหลีเหนือรู้สึกว่าถูกคุกคามจากหัวหน้าใหญ่ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของเขาผู้นี้ และตัดสินใจเขี่ยเขาออกไป ผู้เขียนเห็นว่ามันอาจเป็นไปได้ที่ว่าแผนการก่อการรัฐประหารยึดอำนาจกำลังอยู่ในขั้นตอนที่พัฒนาไปไกลแล้ว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงเราก็สามารถคาดหมายได้ว่าจะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายเพิ่มมากขึ้นอีกในเกาหลีเหนือเร็ววันนี้

ต่อจากนี้ไปคือบทความที่ผู้เขียนเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2013 รายละเอียดในบทความนี้จะให้ความกระจ่างได้ทีเดียวว่า ทำไมคิม จองอึน จึงต้องการให้พี่ชายต่างมารดาของเขาสิ้นชีวิตไป


13 ธันวาคม 2013

การกำจัดกวาดล้าง จาง ซองเต็ก (Jang Song Thaek) ให้ตกลงจากอำนาจในเกาหลีเหนือ และถึงขนาดประหารชีวิตเขาไปอย่างรีบเร่งอีกด้วย ทำให้เกิดความกังวลและความสนใจเกี่ยวกับอนาคตของเกาหลีเหนือ และก็เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการแสดงความเห็นต่างๆ หลายหลากเกี่ยวกับสิ่งซึ่งอยู่เบื้องหลังการตกกระป๋องของจาง

มีประเด็นหลายๆ ประเด็นซึ่งควรต้องนำมาพิจารณาอยู่เสมอ ในเวลาที่ทำการประเมินสถานการณ์ของเกาหลีเหนือ

1.การกำจัดกวาดล้างและการประหารชีวิตจาง ซองเต็ก กระทำกันค่อนข้างรวดเร็วฉับพลันทีเดียว ราวสองสามวันก่อนหน้าที่ จาง ซองเต็ก จะถูกทหารจำนวนหนึ่งฉุดตัวออกไปจากการประชุมคณะกรมการเมือง (Politburo ของพรรคผู้ใช้แรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ –ผู้แปล) ในกรุงเปียงยาง มีรายงานหลายกระแสรั่วไหลออกมาผ่านทางแหล่งข่าวต่างๆ ในองค์การข่าวกรองของเกาหลีใต้ว่า ผู้ช่วยระดับสูง 2 คนของจาง ซองเต็ก ได้ถูกประหารชีวิตไปแล้ว แม้กระนั้นจางก็ยังคงเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมของคณะกรมการเมือง ที่นั่นเองเขาถูกจับกุมและถูกนำตัวขึ้นฟ้องร้องต่อสิ่งที่ดูเหมือนกับเป็นศาลทหารพิเศษอะไรทำนองนั้น และถูกลงโทษประหารชีวิต ต่อเมื่อหลังจากมีการประกาศข่าวการประหารชีวิตเขาไปแล้วนั่นแหละ จึงได้มีการประกาศข้อกล่าวหาเขาอย่างเป็นทางการออกมาทางสื่อมวลชนของเกาหลีเหนือ

2.การจับกุมเจียงแล้วดำเนินการประหารชีวิตในทันที เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏแบบอย่างมาก่อน เมื่อพิจารณาจากมาตรฐานของระบอบปกครองเผด็จการเบ็ดเสร็จสมัยใหม่ทั้งหลาย ในยุคสมัยใหม่นั้น ระบอบปกครองที่เลื่องชื่ออื้อฉาวที่สุด 2 ระบอบ ได้แก่ สตาลินของรัสเซีย และจีนภายหลังเหมา เจ๋อตง มีการประพฤติปฏิบัติในลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างออกไปจากสิ่งซึ่งเกิดขึ้นคราวนี้อย่างชัดเจน โดยปกติแล้วผู้ตกเป็นเป้าหมายจะต้องถูกจับกุมและถูกคุมขังแบบไม่เปิดเผยให้ใครทราบอยู่สักระยะหนึ่งก่อน ในบางกรณีอาจยาวนานถึง 5 ปีทีเดียว ทันทีที่เรื่องต่างๆ ถูกดำเนินการจนออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจแล้ว การไต่สวนพิจารณาคดีโดยรัฐก็จะเริ่มต้นขึ้น การไต่สวนเหล่านี้จำนวนมากกระทำกันแบบเปิดเผยหรือกึ่งเปิดเผยต่อสาธารณชน ถึงแม้มีหลายกรณีเหมือนกันซึ่งเป็นการไต่สวนพิจารณาคดีแบบปิดลับ ผู้ถูกกล่าวหาถูกคาดหมาย (และในกรณีจำนวนมากทีเดียวพวกเขาก็ให้ความร่วมมือ) ว่าจะให้การ “รับสารภาพ” ถึง “อาชญากรรมต่างๆ” ที่พวกเขากระทำไป จากนั้นบางกรณีทว่าไม่ใช่ทั้งหมด ผู้ถูกกล่าวหาจะถูกประหารชีวิต บางรายถูกลงโทษให้ประหารชีวิตแต่ได้รับการผ่อนผันลดโทษ และอีกหลายๆ กรณีพวกเขาถูกส่งตัวไปกักขังใช้แรงงานตามค่ายแรงงานและศูนย์กักกันที่เรียกกันอย่างแพร่หลายด้วยภาษารัสเซียว่า “กูลาก” (Gulag)

3.ในจีนและในรัสเซียยุคสตาลิน วัตถุประสงค์ข้อใหญ่ที่สุดของผู้ที่กระทำการกำจัดกวาดล้างและการไต่สวนพิจารณาคดี ก็คือการรวมศูนย์อำนาจ การไต่สวนพิจารณาคดีก็เพื่อสนองวัตถุประสงค์ในการสร้างความอัปยศและลดทอนความน่าเชื่อถือของกลุ่มฝักฝ่ายทางการเมืองและขบวนการทางการเมืองที่เป็นปรปักษ์, สร้างเหตุผลความชอบธรรมให้แก่การปฏิบัติการโดยรัฐในการเข้าจับกุมคุมขัง, และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวขึ้นในหมู่ผู้คนที่อาจจะกลายเป็นศัตรูของระบอบปกครอง ในรัสเซีย การกำจัดกวาดล้างพวกบอลเชวิก (Bolshevik) รุ่นเก่าได้เปลี่ยนปรับโฉมกลายมาเป็น “การกำจัดกวาดล้างครั้งใหญ่” (Great Purge) อันมีขนาดกว้างขวางยิ่ง ซึ่งในที่สุดแล้วทำให้มีคนตายเป็นจำนวนล้านๆ คน และเกิดเครือข่ายศูนย์กักกันซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “หมู่เกาะกูลาก” (Gulag Archipelago) (ชื่อนี้คือชื่อหนังสือนิยายเล่มที่มีชื่อเสียงมากของ อเล็กซานเดอร์ โซลเซนิตซิน Aleksandr Solzhenitsyn)

4.การรับสารภาพคือส่วนประกอบสำคัญมากของการจัดโชว์ไต่สวนพิจารณาคดีที่ประสบความสำเร็จ ในบางกรณี คำสารภาพซึ่งทางเหยื่อผู้ถูกกล่าวหาให้มานั้น พวกเขาแอบสอดแทรกบรรจุข้อความที่เป็นรหัสต่างๆ เพื่อพยายามติดต่อสื่อสารกับผู้เฝ้าติดตามชมทั่วโลกให้ตระหนักถึงธรรมชาติอันแท้จริงของการกล่าวโทษฟ้องร้องพวกเขา ในอีกหลายๆ กรณี เป็นต้นว่า กรณีของเจียง ชิง ภรรยาของเหมา ความพยายามที่จะให้ได้คำรับสารภาพจากเธอต้องประสบความล้มเหลว หรือในกรณีของโป๋ ซีไหล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา “การไต่สวนพิจารณาคดี” ในคดีดังกล่าว แท้ที่จริงแล้วกระทำกันอย่างปิดลับ และสิ่งที่มาถึงมือสื่อมวลชนเป็นเพียงคำสรุปย่อๆ ของกระบวนการไต่สวนพิจารณาคดีเท่านั้น (เอกสารตัวจริงที่ใช้กันในศาลยังคงถูกห้ามนำออกมาเผยแพร่) ทั้งนี้เนื่องจากโป๋ ซึ่งเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจทางการเมืองคนหนึ่งไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วย เขาถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต (ภรรยาของเขาได้ถูกตัดสินไปก่อนหน้านั้นว่ากระทำความผิดในคดีฆาตกรรมและได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต) ทว่าเรื่องราวอันอึกทึกครึกโครมนี้น่าจะยังห่างไกลจากการปิดม่านจบอวสาน

5.ในกรณีของจาง ซองเต็ก ไม่มีคำรับสารภาพ, ไม่มีการไต่สวนพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย, ไม่มีแม้กระทั่งการเผยแพร่ข้อสรุปย่อของกระบวนการพิจารณาคดี, และไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ การลงโทษดูเหมือนถูกนำมาดำเนินการในทันทีทันควัน พิจารณาจากสภาวการณ์เช่นนี้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับจางดูเหมาะสมที่จะเปรียบเทียบว่ามีความคล้ายคลึงกับ “การไต่สวนพิจารณาคดี” ของ นิโคไล (Nicolae) และ เอเลนา (Elena) เชาเซสคู (Ceaușescu) ในโรมาเนีย โดยศาลซึ่งจัดอยู่ในจำพวกศาลแห่งการปฏิวัติ (revolutionary court) อย่างหนึ่ง ทั้งคู่ถูกประหารชีวิตในทันทีที่มีข้อสรุปของกระบวนการไต่สวนแล้ว โดยที่การไต่สวนเองก็เหมือนเป็นการตะโกนแข่งกัน สิ่งซึ่งยิ่งเพิ่มความอัปยศให้แก่เรื่องนี้ก็คือ ผู้ถูกลงโทษทั้งคู่สามารถหลบหนีและวิ่งไปรอบๆ ลานแห่งหนึ่งจวบจนกระทั่งพวกเขาถูกสังหารโดยพวกเพชฌฆาต (หมายเหตุผู้แปล – ใน Wikipedia ไม่มีการระบุว่าสามีภรรยาเชาเชสคูหลบหนีออกมาและวิ่งไปรอบๆ ลาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Trial_of_Nicolae_and_Elena_Ceau%C8%99escu)

6.หากเราใช้เรื่องข้างต้นนี้เป็นตัวชี้แนะแล้ว การประหารชีวิตจางก็อยู่ในบรรยากาศคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการปฏิวัติมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความพยายามที่จะรวมศูนย์อำนาจ แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นไปได้? ทำไมคิม จองอึน จึงกำลังกระทำการเหมือนกับว่าเป็นนักปฏิวัติ? มันจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อการยึดกุมอำนาจของเขายังไม่มีความมั่นคงและช่างไร้ความหมายเสียเหลือเกิน และสถานการณ์ก็ช่างเลวร้ายเสียเหลือเกิน จนกระทั่งว่านี่เป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่เขาต้องทำเพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้

7.ศาสตราจารย์ คัง มยอง-โด (Professor Kang Myong-do) เป็นบุตรเขยของอดีตนายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือคนหนึ่ง และเวลานี้เป็นศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยคยุงมิน (Kyungmin University) ในเกาหลีใต้ คำอธิบายของเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่อันซึ่งสามารถอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเกาหลีเหนือได้อย่างน้อยก็บางส่วน เขากล่าวว่า ในเดือนตุลาคม 2013 จางได้เดินทางไปจีน และบางทีน่าจะไปที่มาเก๊าด้วย ทั้งนี้มาเก๊าซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของโปรตุเกส เวลานี้เป็นเขตบริหารพิเศษแห่งหนึ่งของจีน และก็เป็นศูนย์กลางการพนันชื่อดัง เขาไปที่นั่นก็เพื่อนำเงินยังชีพรายเดือนไปให้แก่ คิม จองนัม พี่ชายของคิม จองอึน ตามคำบอกเล่าของศาสตราจารย์ผู้นี้ การเดินทางเที่ยวนี้ทำให้คิม จองอึน รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงและระแวงสงสัยหนัก ขณะเดียวกันก็กลายเป็นการยกฐานะของคิม จองนัม ให้สูงขึ้นกว่าแค่การเป็นผู้หลบลี้หนีภัยที่ถูกมองเมินเมื่อตอนที่อำนาจถูกส่งทอดไปยังคิม จองอึน หลายคนคงจำได้ว่า ก่อนการไปเยี่ยมเยียนของจางนั้น คิม จองนัม ไม่ได้รับการยอมรับนับถืออะไร และเขาถูกมองเมินในเรื่องการเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาของเขา หลังจากที่มีการเปิดโปงออกมาว่าเขาพยายามเดินทางไปยังญี่ปุ่นโดยใช้หนังสือพาสปอร์ตปลอม และเมื่อถูกจับได้ก็ให้การว่าต้องการไปเที่ยวโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ในสายตาของชาวเกาหลีเหนือนั้น เขาจะต้องถูกถือว่าเป็นผู้แปรพักตร์หรือผู้ทรยศทีเดียว สำหรับการแอบเดินทางไปต่างแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นนั้น

8.ต้องถือเป็นเรื่องพิเศษและผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงมากๆ คนหนึ่ง ซึ่งในทางเทคนิคแล้วถือว่าเป็นบุคคลสำคัญอันดับ 2 ของเกาหลีเหนือทีเดียว เดินทางไปส่งเงินให้แก่คิม จองนัมด้วยตัวเอง คิม จองนัมนั้นเป้น “แขก” พิเศษของรัฐบาลจีน และเราไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมายก็ต้องพอจะมองเห็นได้ว่า การไปเยือนของจางคราวนี้ถูกจับตามอง (และบางทีก็น่าจะเป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย) ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนกโลบายมุ่งกำจัดคิม จองอึน แผนกโลบายนี้สามารถคาดเดาได้ว่าจะต้องประกอบไปด้วยจาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้มีแนวทางหนุนจีนคนสำคัญ, และคิม จองนัม ซึ่งแม้เข้าข่ายเป็นเจ้าหนุ่มไร้วาสนาแต่ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ ถ้าหากมีความคิดที่จะหาคนมาเปลี่ยนแทนที่ คิม จองอึน

9.เราย่อมสามารถระลึกได้ว่า จางได้ถูกทางการเกาหลีเหนือกล่าวประณามว่าทรยศชาติ, “เที่ยวฝันหวาน” ที่จะ “ได้รับการยอมรับนับถือเมื่อมีระบอบปกครองใหม่ขึ้นมา” และวางแผนกโลบายเพื่อ “ก่อรัฐประหารอย่างไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อมุ่งโค่นล้ม” คิม จองอึน ควรที่จะตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ ของทางการเกาหลีเหนือนั้น พูดเกี่ยวกับเรื่อง “การค้นพบและการกำจัดกวาดล้างกลุ่มจาง ...” ด้วย พูดโดยสรุปก็คือ คิม จองอึน ตกอยู่ในความยากลำบากอย่างร้ายแรงและหวั่นเกรงถึงขั้นที่ว่าตัวเองจะเอาชีวิตไม่รอด

10.ศาสตราจารย์คังระบุว่า คิม จองอึนได้เคยพยายามอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่จะลอบสังหารพี่ชายต่างมารดาของเขาผู้นี้ และสายลับบางคนที่ส่งมาฆ่าคิม จองนัม ได้ถูกฝ่ายจีนจับกุมตัวไว้

11.จางแต่งงานกับอาหญิงแท้ๆ ของคิม จองอึน เป็นที่คาดเดากันว่าเธออาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับแผนกโลบายของสามีก็ได้ ทว่าจากสิ่งซึ่งรั่วไหลออกมาจากเกาหลีเหนือล่าสุดระบุว่า เธอได้รับการปรึกษาหารือเมื่อตอนที่กำลังจะมีการกวาดล้างจัดการกับจางอย่างแน่นอนอยู่แล้ว และเธอก็สนับสนุนให้กระทำเรื่องนี้ ข่าวนี้แทบจะแน่นอนทีเดียวว่าเป็นข่าวเท็จที่เสกสรรกันขึ้นมา ทว่าการประหารชีวิตจางและภัยคุกคามที่มีต่ออาสาวผู้นี้ อาจจะเป็นเหตุทำให้เกิดความแตกตื่นโกลาหลอย่างใหญ่โตขึ้นในครอบครัวขยายของจอมเผด็จการผู้นี้ แน่นอนทีเดียวว่าข่าวในลักษณะที่รั่วไหลออกมานี้นั้น มุ่งใช้สำหรับทำให้พวกเขาเหล่านี้สงบลงมา

12.จีนเล่นเกมอย่างไรในเรื่องทั้งหมดนี้ยังไม่มีความชัดเจน ทว่าดูเหมือนจีนอาจจะให้การสนับสนุนการก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และให้ได้ตัวผู้นำเกาหลีเหนือที่ยินยอมอยู่ในโอวาทมากขึ้นอย่างเช่นที่พบเห็นอยู่ในฟอร์มของคิม จองนัม จีนกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ในการต่อสู้คราวนี้อย่างน้อยที่สุดก็ชั่วคราวล่ะ กลไกด้านข่าวกรองของคิม จองอึน สามารถดมกลิ่นตรวจพบภัยคุกคามนี้ และ คิม จองอึนก็ทำลายแผนกโลบายนี้ด้วยการจับตัวหัวโจกมาตัดหัวเสียเลย มีคำพังเพยกล่าวกันว่า ปลาเน่านั้นเหม็นเน่าตั้งแต่หัวลงมาตลอดตัว เวลานี้อย่างน้อยที่สุดก็มีหัวๆ หนึ่ง นั่นคือหัวของจาง ถูกตัดลงมาแล้ว เวลานี้คิม จองนัมจึงมีสิ่งที่ต้องวิตกกังวลอย่างมากมายทีเดียว

13.เรื่องราวนี้ทั้งหมดจะนำไปสู่อะไร พวกผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กำลังพูดกันว่า คนของจางทั้งหมดจะต้องถูกกำจัดกวาดล้าง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันก็มีผู้คนถึงราว 20,000 คนทีเดียวละมั้งซึ่งขึ้นต่อจางโดยตรง ถ้าคนเหล่านี้ถูกกำจัดกวาดล้างกันในแบบที่ไม่มีบันยะบันยังแล้ว ก็อาจกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งภายในอันหนักหน่วงขึ้นมา แต่ถ้าการกำจัดกวาดล้างดำเนินไปอย่างช้าๆ และมีหนักมีเบาแล้ว คิม จองอึน ก็อาจจะอยู่รอดต่อไปได้นานยิ่งขึ้น

14.ในเวลาเดียวกันนั้นเกาหลีเหนือจะยังคงเป็นแผลกลัดหนองเน่าเปื่อยกันต่อไป และเศรษฐกิจของโสมแดงก็จะยังคงเดินสะดุดโซเซกันต่อไป ประเทศนี้อยู่ในอาการที่ส่วนต่างๆ ไม่อาจทำงานตามปกติได้แล้ว ในเวลาที่เราต้องรับมือกับผู้คนที่น่าหวาดกลัวและหิวโหยนั้น มีอันตรายที่อาจจะถูกดักซุ่มโจมตีได้เสมอ การที่เกาหลีเหนือมีทั้งอาวุธนิวเคลียร์และจรวดขีปนาวุธ และการที่สหรัฐฯล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงโดยไม่สามารถที่จะทำดีลใดๆ กับเกาหลีเหนือได้ ก่อให้เกิดอันตรายซึ่งจะไปไกลเกินกว่าคาบสมุทรเกาหลีเสียอีก


(ข้อเขียนซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ ทางเอเชียไทมส์ไม่ขอรับผิดชอบทั้งต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)

สตีเฟน ไบรเอน เป็นนักวิจัยอาวุโสด้านกลาโหมศึกษา (Defense Studies) อยู่ที่ สภานโยบายการต่างประเทศอเมริกัน (American Foreign Policy Council ) กลุ่มคลังสมองแนวคิดอนุรักษนิยม ซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดร.ไบรเอน มีประสบการณ์ 40 ปีในภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ โดยเคยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสของคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์แห่งวุฒิสภา, รองปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบายความมั่นคงทางการค้า, ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานบริหารความมั่นคงเทคโนโลยีกลาโหม (Defense Technology Security Administration), ประธานบริหารของ ฟินเมคคานิคา นอร์ท อเมริกา (Finmeccanica North America) และกรรมาธิการคนหนึ่งของคณะกรรมาธิการทบทวนความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน (U.S. China Security Review Commission)


กำลังโหลดความคิดเห็น...