xs
xsm
sm
md
lg

ลือกันว่าเกิดศึกชิงอำนาจระหว่าง 'สี จิ้นผิง' กับ 'รองปธน.หลี่ หยวนเฉา'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ฟอง ตั๊ก โฮ

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

‘Tiger’ word plays and the alleged power struggle between China’s Xi and VP Li Yuanchao
By Fong Tak Ho
15/06/2016

ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นระลอกล่าสุดในเมืองจีน ปรากฏว่ามีผู้ที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานหลายต่อหลายคนของรองประธานาธิบดีหลี่ หยวนเฉา ถูกเล่นงานด้วย จนทำให้เกิดข่าวลือสะพัดว่ากำลังเกิดการช่วงชิงอำนาจกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับ หลี่ ขณะเดียวกันก็มีบางคนโยงเรื่องนี้เข้ากับข่าวลือกระฉ่อนอีกข่าวหนึ่งก่อนหน้านี้ที่ว่า สี จิ้นผิง กำลัง “เกาเหลา” อย่างแรงกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ

ฮ่องกง - ในประเทศจีนสมัยโบราณ เสือเป็นสัตว์ที่ได้การยกย่องชื่นชมเนื่องจากความองอาจกล้าหาญของมัน รอยหยักบนหน้าผากของเสือยังมีรูปร่างคล้ายคลึงกับตัวหนังสือ “หวาง” (王) ในภาษาจีน ซึ่งแปลว่า “เจ้า” จึงยิ่งเป็นการเสริมส่งตำนานความเชื่อเก่าแก่ที่ว่า เสือมีความหมายอย่างเดียวกันกับผู้ที่เป็นจักรพรรดิมาตั้งแต่เกิด

อย่างไรก็ตาม ในแวดวงการเมืองร่วมสมัยของประเทศจีน คำว่า เสือ กลับกำลังมีความหมายโดยนัยในอีกความหมายหนึ่ง ทั้งนี้ตั้งแต่ตอนที่ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำประเทศใหม่ๆ สี จิ้นผิง ได้ให้คำมั่นสัญญาในช่วงต้นปี 2013 ว่า “จะกำจัดกวาดล้าง (เจ้าหน้าที่ทุจริตคอร์รัปชั่น) ทั้ง ‘พวกเสือ’ และ ‘พวกแมลงวัน’” ในกรณีนี้ คำว่า “เสือ” กำลังถูกใช้เพื่อเป็นการอุปมาถึงพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูง

เนื่องจากมีการเล่นคำอย่างแฝงปริศนาเช่นนี้เอง ทำให้พลเมืองชาวเน็ตจีนบางคนกำลังหลอมรวมความหมายในยุคโบราณและในยุคร่วมสมัยของคำว่า “เสือ” เข้าด้วยกัน และพลิกผันจนเป็นส่วนผสมอันสับสนปนเปกลายพันธุ์ไปเลย อย่างเช่นพวกเขายืนยันในการแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์หลายต่อหลายแห่งว่า ความหมายโดยนัยหลายๆ ประการดังกล่าว บ่งชี้ให้เห็นว่าแผนการริเริ่ม “ต่อต้านปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น” ของ สี นั้น แท้ที่จริงแล้วคือ “การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจแบบอำพรางแอบแฝง” นั่นเอง

ปรากฏว่า ความเคลื่อนไหวของสี จิ้นผิง ในการปราบปรามเจ้าหน้าที่ทุจริต ซึ่งนิยมเรียกขานกันว่า “การล่าเสือ” ในระลอกล่าสุด ดูเหมือนสอดคล้องเข้ากันกับอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวข้างต้นเสียด้วย ทั้งนี้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา องค์กรต่อต้านปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ทรงอำนาจที่สุดของประเทศจีน ออกประกาศแจ้งว่ากำลังดำเนินการสอบสวนเจ้าหน้าที่อาวุโสผู้หนึ่งซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของรองประธานาธิบดี หลี่ หยวนเฉา ของจีน[1] ด้วยความโดดเด่นเตะตาของเจ้าหน้าที่ผู้ตกเป็นเป้าหมายผู้นี้ จึงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วที่จะกระตุ้นให้บางผู้บางคนนำเอาการปฏิบัติการคราวนี้ไปผูกโยงกับข่าวลือที่ว่ากำลังเกิดการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันภายในแวดวงคณะผู้ปกครองชั้นนำของประเทศจีน

เจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบอย่างละเอียดใกล้ชิดผู้นี้ คือ หลี่ หยุนเฟิง (Li Yunfeng) รองผู้ว่าการมณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน เขากำลังถูกสอบสวนโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลาง หน่วยงานปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นระดับสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นพรรคผู้บริหารปกครองสาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เขาถูกตั้งข้อหาว่า “ละเมิดวินัยพรรคอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นวลีสุภาพนุ่มนวลในแวดวงการเมืองจีนที่หมายถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น

สอง “หลี่” -- หลี่ หยุนเฟิง กับ หลี่ หยวนเฉา

หลี่ หยุนเฟิง เป็นเพื่อนร่วมงานเก่าแก่ยาวนานของรองประธานาธิบดีหลี่ หยวนเฉา โดยที่คนหลังเข้ารับตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขาเจียงซูจากปี 2000 ถึงปี 2002 จากนั้นก็ขึ้นนั่งเก้าอี้ใหญ่สุดในมณฑล คือ เลขาธิการพรรคสาขาเจียงซู ตั้งแต่ปี 2002 ถึงปี 2007

ส่วน หลี่ หยุนเฟิง ได้เป็นสมาชิกสำรองของคณะกรรมการกลางพรรค จากการเลือกตั้งในการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 18 เมื่อปลายปี 2012 –อันเป็นช่วงเวลาที่ หลี่ หยวนเฉา นั่งตำแหน่งเจ้าหน้าที่สูงสุดทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคหรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นสมาชิกสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคเท่านั้น จึงจะมีสิทธิได้รับเลือกเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งทรงอิทธิพลทั้งหลาย และก็มีแต่สมาชิกคณะกรรมการกลางซึ่งอายุต่ำกว่า 68 ปีเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ขยับไปนั่งตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับผู้นำของรัฐ หลี่ หยุนเฟิงซึ่งอายุ 59 ปีจึงได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวางว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงทางการเมืองคนหนึ่ง เขาได้รับการคาดเก็งว่าน่าจะเป็นแคนดิเดตคนหนึ่งสำหรับตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลเจียงซู ในการปรับเปลี่ยนโยกย้ายบุคลากรครั้งใหญ่ครั้งต่อไปของพรรคในปี 2018

ในอีกด้านหนึ่ง การปราบปรามการทุจริตที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็ทำท่าว่ามีการสืบสาวโยงใยไปพัวพันกับพวกเพื่อนร่วมรุ่นเพื่อนร่วมงานหลายต่อหลายคน ซึ่งเคยปฏิบัติงานมาด้วยกันกับรองประธานาธิบดีหลี่ หยวนเฉา เป็นต้นว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2013 จี เจี้ยนเย่ (Ji Jianye) ถูกปลดออกจากเก้าอี้นายกเทศมนตรีเมือหนานจิง (นานกิง) หนานจิงก็คือเมืองเอกของมณฑลเจียงซู และ จี กลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลคนแรกของเจียงซูที่ต้องประสบกับความอับอายขายหน้าภายหลังการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 18 เมื่อปี 2012 ผ่านพ้นไป ถัดมาอีก 1 ปี เจ้า เส้าหลิน (Zhao Shaolin) ซึ่งเกษียณอายุไปตั้งแต่ 8 ปีก่อนโดยตำแหน่งหลังสุดคือเลขาธิการของคณะกรรมการพรรคสาขามณฑลเจียงซู ก็ถูกควบคุมตัวเอาไว้สอบสวน แล้วในช่วงต้นปี 2015 หน่วยงานปราบปรามทุจริตจึงพุ่งเป้าเล่นงาน หยาง เว่ยเจ๋อ (Yang Weize) เลขาธิการพรรคมณฑลเจียงซู เหล่านี้ทำให้ หลี่ หยุนเฟิง เป็น “เสือ” ตัวที่ 4 ในเจียงซู ซึ่งถูกสอบสวนอย่างเป็นทางการภายในรอบระยะเวลา 2 ปีครึ่ง

ความสอดคล้องต้องกันอย่างไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญเช่นนี้ กลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่ทฤษฎีที่ว่า “การล่าเสือ” ระลอกล่าสุดของ สี นั้น มุ่งไปที่ตัวรองประธานาธิบดีหลี่

ยังมีเครื่องบ่งชี้อย่างอื่นๆ อีกที่อาจจะส่อแสดงให้เห็นว่า เวลานี้น่าจะเกิดการช่วงชิงอำนาจกันอย่างอุตลุด ในทางทฤษฎีแล้ว รองประธานาธิบดีหลี่ จะมีอายุ 66 ปีในปีหน้า จึงทำให้เขายังสามารถก้าวขึ้นไปนั่งตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการประจำของกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ซึ่งทรงอำนาจอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา วัย 67 ปีกลายเป็นเกณฑ์อายุสูงที่สุดซึ่งพรรคจะพิจารณาเห็นชอบให้ใครก็ตามเริ่มต้นวาระใหม่ในกรมการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกธรรมดา ที่เรียกว่าสมาชิกคณะกรรมการของกรมการเมือง หรือเป็นสมาชิกคณะกรรมการประจำของกรมการเมือง ไม่เพียงเท่านั้น เขายังครองตำแหน่งหัวหน้าใหญ่ด้านบุคลากรของพรรค (ชื่ออย่างเป็นทางการของหน่วยงานด้านบุคลากรของพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือ ทบวงการจัดตั้ง แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน Organization Department of the Communist Party of China) ตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2012 และได้บ่มเพาะความสัมพันธ์ฉันมิตรกับเจ้าหน้าที่ทรงอำนาจอิทธิพลจำนวนมากในระหว่างครองตำแหน่งนี้ ดังนั้น สำหรับพวกนักสังเกตการณ์นักเฝ้าจับจ้องมองจีนทั้งหลายแล้ว มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลย ถ้าหาก สีจะมองหลี่ ว่า “กำลังพยายามวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งระดับสูงสุด”

สัมพันธ์โยงใยกับ “หลิง จี้ฮว่า” คนสนิทของ 'หู จิ่นเทา'?

ยังมีข่าวซุบซิบลือกันอย่างกว้างขวางอีกว่า สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของรองประธานาธิบดีหลี่นั้น เกี่ยวข้องพัวพันกับข้อตกลงด้านอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งในญี่ปุ่น ธุรกรรมดังกล่าวว่ากันว่าผูกพันโยงใยไปถึง หลิง จี้ฮว่า (Ling Jihua)[2] ซึ่งตกอำนาจไปอย่างไร้เกียรติแล้ว อีกทั้งถูกกล่าวหาว่าเป็นคนหนึ่งในกลุ่มผู้ริเริ่มวางแผนกโลบายก่อรัฐประหารยึดอำนาจเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีสี โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2014 หลิง ผู้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองคนสำคัญคนหนึ่งของอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา (ผู้นำจีนคนก่อนหน้า สี) ได้ถูกหน่วยงานปราบปรามทุจริตของพรรคดำเนินการสอบสวน หลังจากนั้น หลิง ก็ถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนกรกฎาคม 2015 และตามรายงานที่ปรากฏล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 เขากำลังถูก “ไต่สวนดำเนินคดีในความผิดทางอาญา” อยู่ที่ศาลเมืองเทียนจิน

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 หลี่ หยวนเฉา คือเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของ หู ในสำนักเลขาธิการส่วนกลาง ของสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ (Central Secretariat, Communist Youth League) โดยในตอนนั้น หู ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคนที่หนึ่ง หรือก็คือนายใหญ่ ขององค์กรเยาวชนในสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์จีนแห่งนี้ ความผูกพันส่วนบุคคลเช่นนี้กลายเป็นเชื้อเพลิงโหมฮือเสียงคาดเดาที่ว่า หลี่ เป็นพันธมิตรคนหนึ่งของ หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนคนปัจจุบัน ผู้ซึ่งก็ทำงานอยู่ในสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์อยู่นานปี เพียงแต่คนละช่วงเวลากับ หลี่ หยวนเฉา

ทั้งหมดนี้ดูสามารถเชื่อมประกบเข้าด้วยกันกับข่าวลือการคาดเดาอันใหญ่โตกว่านั้นอีก ที่ว่านายกรัฐมนตรีหลี่นั้นกำลังไม่กินเส้นกับประธานาธิบดีสีในประเด็นปัญหาต่างๆ หลายปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีน ถึงแม้มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า การต่อสู้ชิงอำนาจกันระหว่างประธานาธิบดีสี กับนายกรัฐมนตรีหลี่ ตามที่เล่าลือกันนั้น ยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ยืนยันอย่างเป็นอิสระได้ก็ตามที

ยิ่งกว่านั้น การตกลงจากเวทีของ “เสือๆ ทั้งหลาย” ก่อนหน้าวาระการปรับเปลี่ยนเลือกเลื่อนบุคลากรครั้งใหญ่ของพรรค ก็ใช่ว่าจะเป็นของแปลกของหายากในประเทศจีนในรอบทศวรรษที่แล้ว เมื่อเดือนกันยายน 2006 หรือราว 1 ปีก่อนที่จะมีการเลือกผู้ซึ่งจะเป็นทายาทของ หู จิ่นเทา (โดยที่ผู้ได้รับเลือก ก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ได้แก่ สี จิ้นผิง) เฉิน เหลียงอี้ว์ (Chen Liangyu) เลขาธิการพรรคสาขาเซี่ยงไฮ้ถูกปลด และต่อมาก็ถูกลงโทษจำคุก 18 ปีด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น ข่าวลือข่าวนินทาการเมืองบรรยายวาดภาพตัวของเฉินว่า เป็นผู้ที่คอยท้าทายไม่ยอมรับนโยบายต่างๆ ของหู ในทำนองเดียวกัน เมื่อเดือนมีนาคม 2012 หรือ 8 เดือนก่อนที่ สี จิ้นผิง จะขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรค ตอนนั้น โป๋ ซีไหล (Bo Xilai) เลขาธิการพรรคสาขาฉงชิ่ง (ผู้ซึ่งถูกมองเช่นกันว่าเป็นภัยคุกคาม สี อีกคนหนึ่ง) ก็ถูกถอดออกจากอำนาจทั้งหมดทุกตำแหน่งด้วยข้อหาอย่างเดียวกัน

ยังไม่สามารถตัดสินได้อย่างชัดเจนแน่นอน

แต่กระนั้น นักเฝ้าจับตามองจีนที่ปราดเปรื่องทรงภูมิส่วนใหญ่ที่สุด ยังคงยับยั้งงดเว้นไม่รีบกระโจนเข้าสู่ข้อสรุปก่อนเวลาอันสมควร โดยเฉพาะในแนวความคิดที่ระบุกันว่า กำลังเกิดการต่อสู้ทางการเมืองแบบทุ่มสุดตัว ระหว่าง สี จิ้นผิง ผู้ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนค่าย “ลูกท่านหลานเธอ” (princelings) หรือพวกลูกหลานของผู้นำพรรครุ่นก่อนๆ กับนายกรัฐมนตรีหลี่ ที่ถูกจัดให้เป็น “ฝ่ายสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ (Communist Youth League faction) ขึ้นมาแล้วจริงๆ

อย่างที่นักวิชาการด้านการเมืองจีนจำนวนมากได้ตั้งข้อสังเกตกันเอาไว้ อันที่จริงแล้ว มีสัญญาณหลายประการบ่งชี้ด้วยซ้ำว่า นายกรัฐมนตรีหลี่ กำลังถอยหลังออกมาจากวิธีการมุ่งชูพลังของตลาดที่เขาใช้อยู่ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม วันเดียวกันกับที่หนังสือพิมพ์เหรินหมินรึเป้า (People’s Daily) ซึ่งเป็นปากเสียงอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อเขียนที่หยิกยกอ้างอิงความคิดเห็นของ “บุคคลผู้ทรงอำนาจ” ซึ่งไม่มีการระบุนามผู้หนึ่ง โดยความคิดเห็นเหล่านี้มีลักษณะเป็นการตั้งคำถามต่อนโยบายทางเศรษฐกิจหลายๆ ประการของนายกรัฐมนตรีหลี่ มีรายงานว่า หลี่ ได้บอกกับพวกเพื่อนผู้ปฏิบัติงานในการประชุมระดับชาติแห่งหนึ่ง เรียกร้องพวกเขาให้ “อดทนอดกลั้นซึ่งกันและกันเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ” ท่าทีเช่นนี้ของ หลี่ ได้รับการตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการยื่นช่อมะกอกแห่งสันติภาพให้แก่ สี ผู้ซึ่งเป็นที่เชื่อกันของบางคนบางฝ่ายว่า รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับแผนการริเริ่มที่มุ่งใช้พลังตลาดของ หลี่ บางอย่างบางประการ คำกล่าวที่ว่า “อดทนอดกลั้นซึ่งกันและกันเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ” นี้ มาจากเรื่องราวคติสอนใจเรื่องหนึ่งในหนังสือ “จ่อจ้วน” (Zuo Zhuan) ตำราบรรยายประวัติศาสตร์โบราณของจีนซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. โดยเป็นการอ้างอิงถึงสถานการณ์ซึ่งพวกนักการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ยินยอมละทิ้งความแตกต่างของพวกเขาไปก่อน และบรรลุความคิดเห็นที่เป็นฉันทามติ “ด้วยการยอมผ่อนปรนอ่อนข้อที่จำเป็น”

นอกจากนั้น ในเดือนมีนาคม ผู้ช่วยระดับสูงคนหนึ่งของนายกรัฐมนตรีหลี่ ยังได้ออกมาพูดยืนยันรับรองว่า สี จิ้นผิง คือ ผู้นำที่เป็น “แกนกลาง” ความเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นการบ่งชี้ว่าฝ่ายของหลี่ กำลังจับมือสามัคคีอยู่รอบๆ สี และยอมรับให้ สี เป็นผู้เผด็จการทรงอำนาจเต็มที่ซึ่งสามารถใช้อำนาจวีโต้ต่อประเด็นปัญหาทุกๆ อย่าง ทั้งนี้ ระหว่างการประชุมเต็มคณะประจำปีของสภานิติบัญญัติของจีน ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ เฉิน กวนกว๋อ (Chen Quanguo) เลขาธิการพรรคสาขาทิเบต ได้ออกมากล่าวในที่ประชุมข้างเคียง โดยสาบานว่าเขาจะ “ให้การพิทักษ์คุ้มครองอย่างเด็ดเดี่ยว, สนับสนุนและซื่อสัตย์ต่อเลขาธิการใหญ่ สี จิ้นผิง ผู้เป็นแกนกลาง”

การประกาศแสดงความจงรักภักดีอย่างเป็นข่าวเอิกเกริกเกรียวกราวเช่นนี้ ได้รับการตีความว่าคือความพยายามที่จะปลดชนวนความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ค่าย นอกจากนั้น การรณรงค์ของ สี ที่นำไปสู่การกวาดล้าง โป๋ ซีไหล ศัตรูคนสำคัญที่สุดของเขา แท้ที่จริงแล้วก็เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อตอนที่ หู จิ่นเทา ยังคงอยู่ในอนำาจ การคัดสรร สี ให้เป็นทายาทก็ได้รับการรับรองและเห็นพ้องจาก หู แน่นอนทีเดียว มีความเป็นไปได้อยู่เสมอที่ความสัมพันธ์ระหว่าง สี กับ หลี่ อาจจะกลายเป็นความบูดบึ้งในอนาคตข้างหน้า แต่จำเป็นที่จะต้องมีหลักฐานรูปธรรมชัดเจนซึ่งสามารถพิสูจน์ยืนยันว่าเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นมาจริงๆ

ฟอง ตั๊ก โฮ นักหนังสือพิมพ์ฮ่องกงที่ผ่านงานมายาวนาน โดยเคยทำงานอยู่กับ ฮ่องกงสแตนดาร์ด (Hong Kong Standard), เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post), หมิงเป้า (Ming Pao), เอเชียไทมส์ออนไลน์ (Asia Times Online), และสิ่งตีพิมพ์อื่นๆ

(ความคิดเห็นที่ปรากฏในข้อเขียนนี้เป็นของผู้เขียนเอง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการสะท้อนทัศนะของเอเชียไทมส์)

หมายเหตุผู้แปล

[1] หลี่ หยวนเฉา เกิดเมื่อปี 1950 ในอำเภอเหลียนสุ่ย (Lianshui County) มณฑลเจียงซู บิดาของเขาคือ หลี่ กานเฉิง (Li Gancheng) เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งในตอนหลังได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกเทศมนตรีของเซี่ยงไฮ้ หลี่จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนในเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 1966 ไม่นานนักก่อนเกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เขาทำงานใช้แรงงานอยู่ในอำเภอต้าเฟิง (Dafeng County) มณฑลเจียงซู

ในปี 1972 หลี่ได้รับการรับรองให้เข้ามหาวิทยาลัยฝึกหัดครูจีนตะวันออก (East China Normal University) เพื่อเรียนวิชาคณิตศาสตร์ จากนั้นเขาทำงานเป็นครูสอนที่โรงเรียนมัธยมในเซี่ยงไฮ้ และต่อมาก็เป็นอาจารย์ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเมืองเดียวกัน กระทั่งเมื่อจีนฟื้นฟูระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศขึ้นมาใหม่ หลี่ก็ได้รับคัดเลือกให้ศึกษาระดับปริญญาโทด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น, เซี่ยงไฮ้ เขาเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนมิถุนายน 1978 ในปี 1982 หลังสำเร็จการศึกษา เขายังคงอยู่ต่อที่ฟู่ตั้น โดยทำหน้าที่เป็นอาจารย์และรับตำแหน่งระดับผู้นำในองค์การสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ของมหาวิทยาลัย

ในปี 1983 หลี่ซึ่งมีอายุ 33 ปีได้รับเลื่อนเป็นเลขาธิการของสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์สาขาเซี่ยงไฮ้ จากนั้นไม่นานก็เป็นสมาชิกของสำนักเลขาธิการส่วนกลางของสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ โดยรับผิดชอบงานด้านการโฆษณาและงานอุดมการณ์ เขาอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี 1990 ระหว่างปฏิบัติงานที่สันนิบาตเยาวชนฯ หลี่แบ่งเวลาไปศึกษาต่อจนได้รับปริยญาโทด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และปริญญาเอกด้านกฎหมายจากโรงเรียนพรรคส่วนกลาง ในปี 1993 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้อำนวยการของสำนักงานสารสนเทศแห่งคณะรัฐมนตรีของจีน และปี 1996 ได้เป็นรองรัฐมนตรีวัฒนธรรม เขายังเดินทางไปรับการฝึกอบรมที่วิทยาลัยรัฐกิจ จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ในปี 2002

ปี 2001 หลี่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคสาขามณฑลเจียงซู และควบตำแหน่งเลขาธิการพรรคสาขาเมืองหนานจิง (นานกิง) ซึ่งเป็นเมืองเอกของเจียงซูไปด้วย ในเดือนตุลาคม 2001 เพียง 1 เดือนหลังได้รับตำแหน่ง หลี่ก็ได้รับความสนใจจากการไล่เจ้าหน้าที่ระดับเทศบาลหลายคนออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาทำการรบกวนทางเพศพวกลูกจ้างหญิงของโรงแรม

ในการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 16 ปี 2002 หลี่ล้มเหลวไม่ได้รับเลือกเข้าคณะกรรมการกลางพรรค โดยได้เป็นเพียงสมาชิกสำรอง อย่างไรก็ดี ในเวลาที่ทำการเลือกตั้งนั้น หลี่ได้รับความเห็นชอบจากพวกผู้นำอาวุโสของพรรคแล้วให้เข้ารับตำแหน่งใหญ่ที่สุดของเจียงซู นั่นคือ เลขาธิการพรรคสาขามณฑลเจียงซู ก่อให้เกิดความกระอักกระอ่วนและเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยครั้งนัก ในเมื่อหลี่รับตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคของมณฑลขนาดใหญ่ ทว่ากลับไม่ได้เป็นสมาชิกของคณะกรรมการกลางพรรค

หลี่อยู่ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคสาขาเจียงซู ระหว่างปี 2002 ถึง 2207

จากภูมิหลังในสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ของเขา หลี่ ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของ หู จิ่นเทา เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นสมาชิกคนหนึ่งใน “ฝ่ายสันนิบาตฯ” หลี่ขึ้นเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกรมการเมืองแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ และรัฐมนตรีทบวงการจัดตั้งของพรรค ภายหลังสมัชชาพรรคครั้งที่ 17 ในเดือนตุลาคม 2007

ระหว่างสมัชชาพรรคครั้งที่ 18 ปี 2012 เห็นกันว่า หลี่ เป็นคู่แข่งคนหนึ่งในการเลื่อนชั้นขึ้นเป็นสมาชิกคณะกรรมการประจำของกรมการเมือง แต่มีรายงานว่าถูกสกัดขัดขวางจากอดีตเลขาธิการใหญ่ เจียง เจ๋อหมิน ซึ่งเรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของ หู จิ่นเทา อย่างไรก็ตาม หลี่ ยังคงอยู่ในคณะกรรมการกรมการเมืองที่มีสมาชิกจำนวน 25 คนต่อไป

ในเดือนมีนาคม 2013 หลี่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี ก่อนหน้านี้นับตั้งแต่ปี 1998 ตำแหน่งรองประธานาธิบดีจะตกเป็นเลขาธิการผู้ที่มีอาวุโสในสำนักเลขาธิการพรรค การที่หลี่คว้าตำแหน่งนี้มาครองจึงเป็นการทำลายประเพณีที่ดำเนินมา 15 ปี นอกจากนั้น หลี่ ยังกลายเป็นรองประธานาธิบดีคนแรกที่ไม่ได้นั่งอยู่ในคณะกรรมการประจำของกรมการเมืองนับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา
(ข้อมูลจาก Wikipedia)

[2] หลิง จี้ฮว่า (เกิด 22 ตุลาคม 1956) เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองคนสำคัญของ หู จิ่นเทา อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ระหว่างปี 2012 – 2014 หลิงรับตำแหน่งรองประธานของสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน (Chinese People's Political Consultative Conference หรือ CPPCC) และรัฐมนตรีทบวงงานแนวร่วม (United Front Work Department) ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์

หลิงเริ่มต้นงานอาชีพของเขาโดยเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในสาขาหลายแห่งขององค์การสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ ในมณฑลส่านซี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา จากนั้นก็เข้าไปทำงานในสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ระดับชาติในปี 1979 โดยเขาทำงานอยู่ในฝ่ายโฆษณา และเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ที่เป็นปากเสียงของสันนิบาตฯ หลิงได้เลื่อนตำแหน่งติดตามรอยเท้าของ หู จิ่นเทา ผู้อุปภัมภ์เขา โดยได้อยู่ในคณะผู้นำของสำนักงานทั่วไป (General Office) พรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 1999 และกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของคณะกรรมการแห่งรัฐเพื่อการปฏิรูปภาคสาธารณะ (State Commission for Public Sector Reform)

หลิงก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีทบวงของสำนักงานทั่วไป ซึ่งเป็นองค์กรดูแลงานประจำวันด้านโลจิสติกส์และด้านการจัดการของพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2007 เมื่อตอนที่ หู ขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรค หลิงถูกจับตามองว่าเป็นแคนดิเดตที่มีความหวังสูงว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งสู่คณะผู้นำระดับท็อปในที่ประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 18 ในปี 2012 อย่างไรก็ตาม โชคชะตาทางการเมืองของเขามีอันหักมุมอย่างกระทันหัน เมื่อบุตรชายวัย 23 ปีของเขาเสียชีวิตขณะกำลังขับรถยนต์เฟอร์รารีคันหนึ่งในปักกิ่งในเดือนมีนาคม ปี 2012 โดยที่ตัวเขาอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย แล้วในรถยังมีหญิงสาวอีก 2 คนบาดเจ็บสาหัส คนหนึ่งเปลือย อีกคนหนึ่งอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย เหตุการณ์คราวนี้สร้างความอับอายให้แก่ชนชั้นนำในพรรค จากนั้นมาหลิงก็ถูกกันออกนอกเวทีหลักในทางการเมือง

ในเดือนธันวาคม 2014 หลิงถูกคณะกรรมการตรวจสอบวินัยพรรคส่วนกลางทำการสอบสวน และถูกถอดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทบวงงานแนวร่วมของพรรค ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2015 เขาถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค และถูกจับกุมถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีอาญา จนถึงเดือนพฤษภาคม 2016 มีรายงานว่าเขาอยู่ระหว่างการไต่สวนพิจารณาคดีของศาลในเมืองเทียนจิน
(ข้อมูลจาก Wikipedia)