เอเจนซีส์ / MGR online - เกาหลีใต้เพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สูงกว่าช่วงเดียวกันของขวบปีก่อนหน้าอีกเท่าตัว
รายงานข่าวล่าสุดที่มีการเผยแพร่ในวันอังคาร (22 มี.ค.) ระบุ ยอดการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านของเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้น 102.4 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดการนำเข้าน้ำมันดิบรวมจากอิหร่านของเกาหลีใต้แบบเปรียบเทียบปีต่อปี ก็ปรับเพิ่มสูงขึ้น 20.8 เปอร์เซ็นต์ เป็น 96.7 ล้านบาร์เรลเมื่อเดือนที่แล้ว ตามข้อมูลของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเกาหลี (เคเอ็นโอซี)
ข้อมูลของเคเอ็นโอซีระบุ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลโซลซื้อน้ำมันดิบจำนวน 1,064,337 ตันจากอิหร่าน หรือคิดเป็น 269,020 บาร์เรลต่อวัน สูงกว่าปริมาณน้ำมันดิบ 557,174 ตัน ที่สั่งซื้อจากอิหร่านในปีก่อนหน้าถึงเท่าตัว
ทางการอิหร่านคาดปริมาณการส่งออกน้ำมันของตนสู่ตลาดโลกจะเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างสำคัญ นับตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ชี้ได้รับคำสั่งซื้ออื้อหลังพ้นมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติเรื่องโครงการนิวเคลียร์
รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลเกาหลีใต้โดยทางกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน กลายเป็นลูกค้าต่างชาติรายล่าสุดที่บรรลุข้อตกลงสั่งซื้อน้ำมัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติแบบเหลวจากอิหร่านในวันที่ 2 มี.ค. ในขณะที่ บิจาน ซานเกเนห์ รัฐมนตรีกระทรวงปิโตรเลียมของอิหร่าน ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลเตหะรานคาดหวังว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันไปยังเกาหลีใต้ ได้อีกเท่าตัว จากระดับปัจจุบันที่ 100,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมเผยทางการอิหร่านได้รับคำสั่งซื้อน้ำมันจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากนับ ตั้งแต่มาตรการคว่ำบาตรทั้งหลายถูกยกเลิกไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันของอิหร่านสู่ตลาดโลกจะเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่าง สำคัญนับตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป
ด้าน จู ฮยอง-ฮวาน รัฐมนตรีกระทรวงการค้า อุตสาหกรรมและพลังงาน ของเกาหลีใต้ กล่าวที่กรุงเตหะรานของอิหร่าน โดยระบุว่า รัฐบาลโซล และเตหะราน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับหนึ่งที่มีเนื้อหาระบุ ให้เกาหลีใต้สามารถเช่า “คลังเก็บน้ำมัน” ในอิหร่านได้ ซึ่งเป็นข้อตกลงพิเศษนอกเหนือจากการซื้อขายน้ำมันตามปกติ
รายงานข่าวระบุว่า ในขณะนี้อิหร่านสามารถเร่งกำลังการผลิตน้ำมันของตนเป็น 500,000 บาร์เรลต่อวัน และมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตอีกเท่าตัวในไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ถึงกระนั้นปริมาณการผลิตน้ำมันรายวันของอิหร่านก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนถูกคว่ำบาตรในปี 2011 ที่อิหร่านสามารถผลิตน้ำมันป้อนตลาดโลกได้สูงสุดถึงวันละ 2.5 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ อิหร่านและมหาอำนาจทั้ง 6 ชาติ (กลุ่ม P5+1) ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ชาติ “สมาชิกถาวร” ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน บวกกับอีก 1 ประเทศมหาอำนาจจากฝั่งยุโรปอย่างเยอรมนี สามารถบรรลุความตกลงประวัติศาสตร์ทางด้านนิวเคลียร์กันได้เมื่อ 14 ก.ค. ปีที่แล้ว ถือเป็นการปิดฉากการเจรจาแบบมาราธอนที่ใช้เวลายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ และถือเป็นข้อตกลงซึ่งพลิกโฉมการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งใหญ่
หลังการบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาแถลงยกย่องว่านี่ถือเป็นก้าวย่างสำคัญไปสู่ “โลกแห่งความหวังที่เพิ่มสูงขึ้น” และตอกย้ำในเวลาต่อมาว่าข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางอาวุธนิวเคลียร์ และเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ขณะที่ ประธานาธิบดี ฮัสซัน รูฮานี ผู้นำสายกลางของอิหร่าน แถลงว่า ความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ครั้งนี้ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ได้ผลดียิ่ง และว่า หากการเผชิญหน้ากันอย่างศัตรูระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังดำเนินอยู่ ต่อไปก็คงไม่มีความเป็นไปได้แม้แต่น้อยที่ข้อตกลงเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิสราเอลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศว่า จะเดินหน้าทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางทำลายล้างข้อตกลงอัปยศ ฉบับนี้ ซึ่งทางฝ่ายอิสราเอลมองว่าเป็น “การยอมจำนนครั้งประวัติศาสตร์” ของสหรัฐฯ และโลกตะวันตก ให้กับชาติที่ชั่วร้ายอย่างอิหร่าน
ภายใต้ข้อตกลงนี้ มาตรการลงโทษคว่ำบาตรอิหร่านทั้งหลายทั้งปวงของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่บังคับใช้มายาวนานได้ถูกยกเลิกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่รัฐบาลเตหะรานยอมตกลงตัดทอนโครงการนิวเคลียร์ของตน ซึ่งสหรัฐฯ และโลกตะวันตกสงสัยมาโดยตลอดว่ามีเป้าหมายในการสร้าง “ระเบิดนิวเคลียร์” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เตหะรานยืนกรานปฏิเสธ
นักวิเคราะห์มองว่า การบรรลุข้อตกลงประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะสำคัญ ทั้งสำหรับ บารัค โอบามา และ ฮัสซัน รูฮานี และถือเป็นผลดี ต่อการลดทอนความตึงเครียดในเวทีการเมืองระหว่างประเทศที่มีมายาวนาน ถึงแม้ว่าผู้นำทั้งสองต่างต้องเผชิญหน้ากับแรงต่อต้านอย่างหนักหน่วง จากบรรดา “นักการเมืองสายเหยี่ยว” ภายในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่นักการเมืองจำนวนมากยังคงมองอิหร่านเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่เป็น “แกนอักษะแห่งปิศาจ”
ด้านสำนักข่าวไออาร์เอ็นเอของทางการอิหร่าน รายงานว่า ผลของข้อตกลงนี้จะทำให้อิหร่านได้รับเงินนับหมื่นล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ กลับคืนมา ขณะที่บรรดามาตรการคว่ำที่มีต่อธนาคารกลาง บริษัทน้ำมันแห่งชาติ บริษัทชิปปิ้ง และสายการบินของอิหร่านได้ถูกยกเลิก ถึงแม้มาตรการขององค์การสหประชาชาติในเรื่องการคว่ำบาตรห้ามซื้อขายอาวุธกับ อิหร่านจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปอีก 5 ปี และห้ามอิหร่านจัดซื้อเทคโนโลยีด้านขีปนาวุธอีกนาน 8 ปี
ว่ากันว่า ผลประโยชน์ที่อิหร่านจะได้รับจากข้อตกลงคราวนี้ อาจสร้างความกังวลต่อชาติพันธมิตรอาหรับของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคตะวันออก กลาง โดยเฉพาะในกรณีของซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่ปกครองโดยมุสลิมนิกายสุหนี่ ที่เชื่อว่าอิหร่านซึ่งเปรียบเหมือนผู้นำของฝ่ายมุสลิมนิกายชีอะห์ ให้การสนับสนุนต่อศัตรูของตนทั้งในสมรภูมิที่ซีเรีย เยเมน และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี รัฐบาลอเมริกันมองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับ อิหร่าน ที่มี “ศัตรูร่วมกัน” คือ กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่กำลังยึดครองพื้นที่กว้างขวางทั้งในอิรักและซีเรียอยู่ในเวลานี้ และถือเป็น “ภัยคุกคามใหญ่หลวง” ต่อสันติภาพของโลก
ในอีกด้านหนึ่งการยุติมาตรการคว่ำบาตรทั้งปวงจะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจอิหร่านเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถกลับเข้าสู่ “ตลาดน้ำมัน” ได้อีกครั้ง แม้ในความเป็นจริงแล้ว กว่าที่น้ำมันจากอิหร่านจะกลับเข้าไปซื้อขายในตลาดโลกได้อย่างเต็มรูปแบบนั้น อาจต้องรอถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2016 ก็ตาม


