เอเจนซีส์ - “ปูติน-โอบามา” เห็นพ้องเร่งปราบปรามกลุ่ม “รัฐอิสลาม” (ไอเอส) แต่ยังมองต่างมุมเรื่องอนาคตของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด แห่งซีเรีย ซึ่งผู้นำทำเนียบขาวตราหน้าว่า เป็นทรราชสังหารเด็ก ขณะที่ประมุขวังเครมลินกลับเชิญชวนให้โลกร่วมสนับสนุนผู้นำซีเรียผู้นี้ในการต่อสู้กับไอเอส ประธานาธิบดีแดนหมีขาวยังติเตียนว่าการแทรกแซงทางทหารของวอชิงตันในอิรักและลิเบีย เป็นการเพาะเชื้อลัทธิก่อการร้ายให้ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง
วันจันทร์ที่ผ่านมา (28 ก.ย.) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ขึ้นพูดในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้ทุกชาติสมาชิกร่วมกันต่อสู้กับกลุ่มนักรบญิหาดสุดโต่ง พร้อมระบุว่า การไม่ร่วมมือกับประธานาธิบดีอัสซาด ที่กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มก่อการร้าย ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์
ต่อมา ระหว่างชนแก้วในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่มี บัน คีมุน เลขาธิการใหญ่ยูเอ็นร่วมโต๊ะด้วย ผู้นำรัสเซียและอเมริกา ปิดไม่มิดถึงท่าทีที่หมางเมิน
หลังจากนั้นทั้งคู่หารือกันนาน 90 นาที โดยที่ปูตินระบุว่าเป็นการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ทว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสของทำเนียบขาวกลับบอกว่าการพูดคุยวกไปเวียนมา
ปูตินนั้นดูจะพอใจที่โอบามาเห็นด้วยว่า รัสเซียควรมีบทบาทในวิกฤตซีเรีย และควรมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในประเทศนั้น แต่เจ้าหน้าที่อเมริกันสำทับว่า ทั้งคู่ยังคง “ขัดแย้งกันในหลักการ” เกี่ยวกับบทบาทของอัสซาด
ทั้งนี้ ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเขาในรอบ 10 ปี ผู้นำรัสเซียได้เสนอญัตติให้จัดตั้งกลุ่มแนวร่วมต่อต้านกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) โดยรวมอัสซาดและอิหร่านเข้าไว้ด้วย
ด้านโอบามาบอกว่า พร้อมร่วมมือกับรัสเซียหรือแม้แต่อิหร่าน ในการจัดการกับไอเอส แต่ต้องไม่ได้หมายความว่า อัสซาดจะอยู่ในอำนาจต่อไปไม่สิ้นสุด
ประมุขทำเนียบขาวเสริมว่า การกระทำของอัสซาด เช่น การทิ้งระเบิดถังน้ำมันสังหารเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ป็นต้นเหตุให้ซีเรียตกอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มนักรบหัวรุนแรง
การกล่าวหาดังกล่าวถูกปูตินสวนกลับว่า เหตุการณ์รุนแรงที่ลุกลามในตะวันออกกลางเกิดจากการที่กองทัพอเมริกันเข้าแทรกแซงและสนับสนุนการโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรัก และมูอัมมาร์ กัดดาฟั ผู้นำลิเบีย
ประธานาธิบดีรัสเซียเทศนาต่อว่า หลังสิ้นสุดสงครามเย็น ตะวันตกตั้งตัวเป็น “ศูนย์กลางการครอบงำ” แห่งใหม่ของโลก และใช้กำลังเข้าแทรกแซงสถานการณ์ขัดแย้งของประเทศอื่นๆ อย่างอวดดี การกระทำเช่นนี้นำไปสู่ลัทธิอนาธิปไตยในตะวันออกกลาง ซึ่งกลุ่มหัวรุนแรงและก่อการร้ายแพร่สะพัดเป็นดอกเห็ด
ปูตินยังกัดไม่ปล่อยว่า การโจมตีไอเอสโดยกลุ่มพันธมิตรตะวันตกและอาหรับที่นำโดยอเมริกา เข้าข่ายผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้รับการร้องขอจากซีเรีย และไม่ได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็น
ในการแถลงข่าวหลังจากนั้น ปูตินยังบอกอีกว่า หากมีช่องทางทางกฎหมาย รัสเซียอาจเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อไอเอส เพื่อช่วยเหลือซีเรียและกองกำลังชาวเคิร์ด
ทางด้านยุโรปนั้น แม้มหาอำนาจบางชาติเสียงอ่อนลงและส่งสัญญาณว่า อัสซาดอาจมีบทบาทต่อไปชั่วคราว ทว่า ฟรังซัวส์ ออลลองด์ ผู้นำฝรั่งเศสที่เห็นดีเห็นงามกับโอบามามาตลอด ยืนกรานให้ตัดอัสซาดออกจากแนวทางการแก้ไขวิกฤต
ส่วนโอบามา ในระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ที่สมัชชาใหญ่ยูเอ็นวันจันทร์ ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงอนาคตของอัสซาดในความพยายามยุติสงครามกลางเมืองในซีเรียที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 240,000 รายนับจากปี 2011 แต่บอกว่าหากสงครามยุติลง อัสซาดไม่ควรได้กลับสู่อำนาจอีก
ร้อนถึงปูตินซึ่งขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ภายหลังโอบามา ต้องย้ำจุดยืนว่า มีเพียงชาวซีเรียเท่านั้นที่สามารถปลดผู้นำของตนได้ และเสริมว่า อัสซาดตกลงว่า จะเริ่มการปฏิรูปเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
มอสโกทำให้วอชิงตันหลังชนฝา ด้วยการส่งทหารและเครื่องบินเข้าสู่ซีเรียในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งกดดันให้ผู้นำชาติอื่นๆ ที่ยังลังเลยอมรับให้อัสซาดอยู่ในอำนาจต่อไป
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อเมริกันเชื่อว่า การที่ปูตินส่งกำลังเข้าไปสะสมในซีเรียเนื่องจากกลัวว่า อัสซาดอาจเพลี่ยงพล้ำ รวมทั้งต้องการขยายอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ซึ่งประเด็นหลังนั้นดูเหมือนสัมฤทธิผลชัดเจน หลังจากอิรักประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (27) ว่า รัสเซีย อิหร่าน ซีเรีย และอิรักจะแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับซีเรีย
ในวันอังคาร (29) โอบามามีกำหนดหารือกับผู้นำกว่า 100 ประเทศในที่ประชุมยูเอ็น เกี่ยวกับการผลักดันแคมเปญการกวาดล้างไอเอส ขณะที่มอสโกจะเป็นเจ้าภาพการประชุมในหัวข้อเดียวกันในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นในวันพุธ (30)
การประชุมสุดยอดว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายริเริ่มขึ้นโดยสหรัฐฯ ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว หลังจากโอบามาประกาศในที่ประชุมยูเอ็นว่า จะจัดการกับไอเอสและเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมสนับสนุน ทว่า นับจากนั้น นักรบญิหาดสุดโต่งกลุ่มนี้กลับผงาดครอบครองพื้นที่กว้างขวางในซีเรีย อิรัก รวมถึงมีพันธมิตรกระจายอยู่ในลิเบีย เยเมน และไนจีเรีย


