เอเอฟพี - มือผลิตระเบิดซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้บงการเหตุวินาศกรรมไนต์คลับบนเกาะบาหลีเมื่อปี 2002 จนมีผู้เสียชีวิตถึง 202 ศพ กล่าวขออภัยต่อญาติของเหยื่อวันนี้ (7) พร้อมอ้างว่าเหตุระเบิดครั้งนั้นเป็น “ความผิดพลาดโดยสิ้นเชิง”
อุมาร์ ปาเต๊ะ วัย 45 ปี ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมก่อเหตุระเบิดไนต์คลับ 2 แห่งบนเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย จนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตไปนับร้อยคน โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นชาวออสเตรเลีย 88 คน
ระหว่างขึ้นศาลในวันนี้ (7) ปาเต๊ะ ซึ่งอาจมีโทษถึงประหารชีวิต กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อยในโศกนาฏกรรมเมื่อ 10 ปีก่อน
“ผมขอใช้โอกาสนี้ขออภัยต่อเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา และใครก็ตามที่เจ็บปวดกับความสูญเสียครั้งนั้น รวมถึงรัฐบาลอินโดนีเซียด้วย” ปาเต๊ะกล่าว ก่อนจะเอ่ยคำขอโทษซ้ำๆต่อผู้สื่อข่าว และจับมือกับคณะอัยการ
“ผมเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก ผมไม่เคยเห็นด้วยกับวิธีของพวกเขา” ปาเต๊ะ ซึ่งสวมเสื้อสีขาว และย้อมผมด้วยเฮนนาตามแบบอย่างของศาสดามูฮัมหมัด ระบุ
ปาเต๊ะถูกจับกุมที่เมืองอับบอตตาบัดของปากีสถานเมื่อเดือนมกราคม ปี 2011 หรือเพียงไม่กี่เดือนก่อน อุซามะห์ บิน ลาดิน จะถูกหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ บุกสังหาร
เขาเล่าว่า แผนวางระเบิดไนต์คลับเริ่มขึ้นที่บ้านของ ดุลมาติน ผู้ก่อการร้ายอีกรายที่ถูกตำรวจอินโดนีเซียวิสามัญไปเมื่อปี 2010
“เหตุผลที่ทำอย่างนั้น ก็เพื่อแก้แค้นให้ชาวมุสลิมที่ถูกสังหารในปาเลสไตน์ แต่คนที่ตายในระเบิดทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์เลย” ปาเต๊ะกล่าว
“เหยื่อพวกนั้นเป็นชาวตะวันตก ไม่ใช่ชาวอิสราเอล อันที่จริงก็มีชาวอินโดนีเซียตายไปหลายคน ซึ่งพวกเขาล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับปาเลสไตน์”
“ผมถามพวกเขาว่าทำไมต้องเป็นบาหลีด้วย? เราควรจะไปทำญิฮาดกันที่ปาเลสไตน์มากกว่า แต่พวกเขาบอกว่าไม่รู้จะเดินทางไปปาเลสไตน์อย่างไร... ดุลมาตินบอกผมว่า อย่าคิดอะไรมาก แค่ช่วยพวกเขาก็พอ”
ปาเต๊ะยังอ้างว่า หน้าที่ของเขาคือผสมสารเคมีต่างๆ เข้าด้วยกันเท่านั้น
“ผมแค่ช่วยผสมสารเคมี ส่วน อาซาฮารี ฮูซิน (สมาชิกก่อการร้ายชาวมาเลเซีย ถูกสังหารแล้วบนเกาะชวา) เป็นคนประกอบระเบิด จากนั้นพวกเขาก็เอาระเบิดขึ้นรถไป ส่วนผมนั่งอ่านพระคัมภีร์อัลกุรอานอยู่ในห้อง”
เชื่อกันว่าปาเต๊ะเป็นผู้เชี่ยวชาญระเบิดของกลุ่มญามาอะห์อิสลามียะห์ (เจไอ) เครือข่ายก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เชื่อมโยงกับอัลกออิดะห์ และยังมีส่วนพัวพันกับการโจมตีโบสถ์คริสต์ในกรุงจาการ์ตาในวันคริสต์มาสอีฟเมื่อปี 2008
จากการสืบสวนพบหลักฐานว่า บิน ลาดินเคยมอบเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐให้เจไอกระทำญิฮาดในประเทศแถบนี้ และปาเต๊ะเองก็อาจเคยพบผู้นำอัลกออิดะห์ระหว่างที่อาศัยอยู่ในเมืองอับบอตตาบัด ซึ่งเขายังปฏิเสธเสียงแข็ง
“ผมไม่รู้ว่าแหล่งทุนมาจากไหน... ด้วยพระนามของอัลเลาะห์ ผมไม่เคยพบชายที่ชื่ออุซามะห์ บิน ลาดิน มาก่อนเลย”
ปาเต๊ะเป็นผู้ก่อการร้ายที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องการตัวมากที่สุด และเคยถูกสหรัฐฯ ตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


