เอเอฟพี - การส่งทหารเข้าโจมตีอิหร่านอาจบั่นทอนเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งจะกระทบต่อความปลอดภัยของทหารอเมริกันในอัฟกานิสถานและอิรักด้วย ทำเนียบขาวแถลงเตือน วานนี้ (29) ก่อนที่จะมีการหารือระหว่างประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ในวันที่ 5 มีนาคม ที่จะมาถึง
“การใช้กำลังทหารโจมตีด้วยวิธีใดก็ตาม จะยิ่งทำลายเสถียรภาพในภูมิภาคดังกล่าว” เจย์ คาร์นีย์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุ
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลอิสราเอลได้ส่งสัญญาณต่างๆที่สื่อถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีเตหะรานเพื่อยับยั้งโครงการนิวเคลียร์
คาร์นีย์ กล่าวในงานแถลงข่าวประจำวัน ว่า อิหร่านมีพรมแดนติดกับอัฟกานิสถานและอิรัก ซึ่งสหรัฐฯ “มีเจ้าหน้าที่พลเรือนอยู่ในอิรัก และมีทหารและเจ้าหน้าที่พลเรือนอยู่ในอัฟกานิสถานด้วยเช่นกัน” พร้อมย้ำว่า วอชิงตันยังไม่มีหลักฐานมากพอจะสรุปได้ว่า อิหร่านลักลอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อยู่จริง
รัฐบาล โอบามา สนับสนุนให้ใช้วิธีทางการเมืองแก้ไขปัญหาอิหร่าน รวมถึงการส่งผู้แทนจากทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เข้าไปตรวจสอบโครงการนิวแคลียร์ของอิหร่านด้วย
“เราจะกดดันอิหร่านต่อไป... และสิ่งที่จำเป็นต้องกล่าวก็คือ แม้เตหะรานจะไม่เคยรักษาพันธกรณีต่อนานาชาติ แต่เรายังจับตาโครงการต่างๆของพวกเขาได้อยู่”
รัฐบาลอิหร่าน ยืนยันว่า การพัฒนาด้านนิวเคลียร์นั้นมีจุดประสงค์ในเชิงสันติ เช่น ผลิตพลังงานไฟฟ้า และรักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น และไม่เคยมีแผนผลิตอาวุธตามที่ถูกกล่าวหา
โฆษกทำเนียบขาว ยังชี้ว่า เมื่อไม่มีหลักฐานว่าอิหร่านลักลอบผลิตอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯก็ยังมีเวลาพอที่จะดำเนินโยบายเดิมซึ่งใช้มาตั้งแต่ประธานาธิบดี โอบามา เข้ารับตำแหน่ง นั่นก็คือ มาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อกดดันให้เตหะรานล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ไปเอง
นายกรัฐมนตรี เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล เปิดเผยว่า ปัญหาอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการหารือกับ โอบามา ที่ทำเนียบขาว ในวันจันทร์หน้า (5) ซึ่งที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 พันธมิตรต้องมีอันย่ำแย่ลง เนื่องจากสหรัฐฯพยายามขัดขวางแผนโจมตีอิหร่าน