xs
xsm
sm
md
lg

ข้อเสนอว่าด้วย'การปกครองตนเอง'ใน'จังหวัดชายแดนภาคใต้' (ตอนจบ)

เผยแพร่:   โดย: เจสัน จอห์นสัน

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)

Questions of authority
By Jason Johnson
14/02/2012

มีข้อเสนออยู่หลายหลากทีเดียว เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองตนเองของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่การจัดตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลรับผิดชอบอาณาบริเวณดังกล่าว ไปจนถึงการจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัดในดินแดนนั้น ทั้งนี้ข้อเสนอเหล่านี้ล้วนสืบเนื่องมาจากแนวความคิดที่ว่า การให้สิทธิปกครองตนเองแก่คนท้องถิ่นมากขึ้น จะสามารถยุติความรุนแรงลงไปได้ อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นส่วนใหญ่ ต่างแสดงให้เห็นว่าชาวมุสลิมมาเลย์ในพื้นที่ ให้ความสนับสนุนแนวทางกระจายอำนาจเช่นนี้อย่างแข็งขัน แต่ในหมู่คนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นผู้นับถือศาสนาพุทธและพูดภาษาไทยนั้น กลับมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป

*ข้อเขียนนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบ*

(ต่อจากตอนแรก)

**เสียงสนับสนุนที่ยังมีปัญหา**

เมื่อดูกันเฉพาะที่ผิวนอกแล้ว ก็ดูเหมือนกับว่าในหมู่ประชาชนที่พูดภาษามาเลย์ ซึ่งคิดคำนวณกันอย่างคร่าวๆ ก็เป็นสัดส่วนประมาณ 85% ของประชากรในจังหวัดปัตตานี, ยะลา, และนราธิวาส นั้น เป็นพวกที่ให้การสนับสนุนกระบวนการกระจายอำนาจหรือการปกครองตนเองอย่างชนิดท่วมท้นล้นหลาม ความขัดแย้งระหว่างพื้นที่แถบนี้กับศูนย์กลางของประเทศได้เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว โดยที่ชาวมุสลิมมาเลย์ต่างร้องเรียนกันมานมนานว่าพวกตนถูกแบ่งแยกกีดกัน ตลอดเส้นทางแห่งการสร้างรัฐประชาชาติที่มีกรุงเทพฯเป็นผู้นำขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์คือผู้ที่ชนะกวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน 9 เขตจากจำนวนทั้งสิ้น 11 เขตของพื้นที่แถบนี้ รวมทั้งยังได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไปในสัดส่วน 55% จากบรรดาจังหวัดที่กำลังลำบากเดือดร้อนเนื่องจากความรุนแรงเหล่านี้ เรื่องที่ดูเหมือนกับเป็นตลกร้ายก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีแนวทางแบบอนุรักษนิยมนั้น ไม่เพียงแต่ในอดีตที่ผ่านมาได้รับความสนับสนุนเพียงน้อยนิดจากชาวมุสลิมมาเลย์เท่านั้น หากแต่พรรคนี้ยังแสดงท่าทีคัดค้านอย่างเปิดเผยว่าไม่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจทางการเมืองในพื้นที่แถบนี้ สำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่สนับสนุนการปฏิรูปการบริหารปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย ปรากฏว่าต่างก็ประสบความล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งคราวนี้

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นภาพสะท้อนการทุ่มเททรัพยากรอย่างหนักแน่นจริงจังของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามักเป็นพรรคที่สามารถกุมเสียงของคนไทยที่เป็นประชากรส่วนข้างมากในจังหวัดทางภาคใต้ มีรายงานร่ำลือกันอย่างกว้างขวางว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์เสนอให้เงินทองผลตอบแทนแก่ผู้ออกเสียงมากกว่าคนของพรรคการเมืองอื่นๆ ตลอดจนมีข่าวสะพัดว่าพวกเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นบางส่วนของกระทรวงมหาดไทยถึงขนาดข่มขู่ชาวบ้านบางคนให้ออกมาลงคะแนนให้ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์

ผู้สังเกตการณ์บางส่วนในพื้นที่แถบนี้เชื่อว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความพยายามในการครอบงำบงการคะแนนเสียงเหล่านี้ เป็นผลเนื่องมาจากการที่พวกซึ่งได้ประโยชน์จากอำนาจรัฐในวงกว้าง กำลังพยายามทัดทานขัดขวางขบวนการทางการเมืองทั้งหลายที่เวลานี้กำลังมุ่งหาทางให้เกิดการปกครองตนเองขึ้นมา ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า พวกที่คัดค้านการปฏิรูปทางการเมืองบางฝ่าย รวมทั้งบุคลากรทางทหารตลอดจนข้าราชการที่ชาวไทยพุทธจำนวนมากทีเดียว เวลานี้ต่างพากันหยิบยกผลการเลือกตั้งในพื้นที่แถบนี้ขึ้นมาอ้างอิงในฐานะเป็นหลักฐานพิสูจน์อย่างเป็นประชาธิปไตยว่า ชาวมุสลิมมาเลย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการให้มีการกระจายอำนาจ หรือมีอำนาจปกครองตนเองเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวบรวมขึ้นมาจากการสำรวจสอบถามอย่างเฉพาะเจาะจงในเรื่องทัศนคติต่อการกระจายอำนาจและการปกครองตนเอง ล้วนแต่โต้แย้งหลักเหตุผลดังกล่าว เป็นต้นว่า ในปี 2006 คณะวิจัยของนายศรีสมภพ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นที่มีผู้ตอบคำถามทั้งสิ้น 874 คน ปรากฏว่า 54% ของชาวมุสลิมาเลย์ที่ทำการสำรวจบอกว่า สนับสนุนการปกครองตนเองของพื้นที่แถบนี้ในบางรูปแบบ เช่นเดียวกับมูลนิธิเอเชีย (Asia Foundation) ก็ค้นพบจากการสำรวจความคิดเห็นเมื่อปี 2010 ว่า 54% ของผู้ตอบคำถามที่เป็นชาวมุสลิมมาเลย์เชื่อว่า การกระจายอำนาจหรือการปกครองตนเองจะสามารถช่วยแก้ไขความขัดแย้งในพื้นที่แถบนี้ได้

แน่นอนทีเดียวว่า ชาวมุสลิมมาเลย์จำนวนมากรู้สึกว่าต้องระมัดระวังตัว เมื่อได้รับแบบสอบถามที่แจกจ่ายให้ตอบโดยบุคคลภายนอก และเกิดความหวาดกลัวว่าการแสดงความสนับสนุนการปกครองตนเองอาจจะถูกตีความว่าเป็นความปรารถนาที่จะเป็นเอกราชอย่างเต็มขั้น พวกนักวิจัยท้องถิ่นจำนวนมากได้ออกมาอธิบายเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับการที่ประชาชนในพื้นที่แถบนี้ดูเหมือนกับให้ความสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพียงแค่พอประมาณเท่านั้น โดยพวกเขาชี้ว่าประชากรที่ไร้การศึกษาหลายๆ ภาคส่วนทีเดียว ขาดความรู้ความเข้าใจว่าการกระจายอำนาจและการปกครองตนเองคืออะไร

ถ้าหากจัดให้มีการลงประชามติ ก็น่าจะเป็นเครื่องวัดทัศนคติของผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ดี กลุ่มประชาสังคมต่างๆ เชื่อว่า ถึงแม้การลงประชามติจะเป็นการแสดงออกแบบประชาธิปไตยแบบหนึ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลในกรุงเทพฯไม่สามารถยอมรับได้ ดังนั้น เพื่อสาธิตให้เห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ในเวลานี้ให้การสนับสนุนโมเดลปัตตานีมหานคร เครือข่ายองค์กรต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงกำลังพยายามใช้วิธีขอลายเซ็นจากพลเมืองในท้องถิ่นให้ได้ 10,000 ชื่อ เพื่อจะได้เสนอเป็นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาต่อไป

**ความยอมรับในระดับทั่วประเทศ **

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่ใหญ่โตยิ่งกว่านั้นเสียอีกยังอยู่ที่ว่าข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปทางการเมืองเช่นนี้ จะสามารถขายให้แก่ส่วนอื่นๆ ของประเทศไทยได้หรือไม่ โดยที่ประเทศไทยนั้นประชากรกว่า 90% เป็นผู้ที่พูดภาษาไทยและนับถือศาสนาพุทธ การสำรวจความความคิดของ สวนดุสิตโพล ที่ทำกันในปี 2009 เปิดเผยให้เห็นว่า 72% ทีเดียวคัดค้านข้อเสนอเรื่องให้อำนาจปกครองตนเองในรูปแบบ นครปัตตานี ของ พล.อ.ชวลิต

ชาวไทยส่วนใหญ่ รวมทั้งชาวมุสลิมที่อยู่นอกพื้นที่ที่เกิดความไม่สงบ ดูแทบไม่มีความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของชาวมุสลิมมาเลย์ในบริเวณชายแดนภาคใต้เอาเสียเลย ขณะที่พวกผู้ก่อความไม่สงบที่เป็นคนมุสลิมมาเลย์ ก็ก่อเหตุสังหารไม่เพียงแต่สมาชิกจำนวนมากของกองกำลังความมั่นคงของประเทศไทยเท่านั้น หากยังเข่นฆ่าคนไทยพุทธที่เป็นคนกลุ่มน้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งบรรดาครูอาจารย์ตามโรงเรียนของรัฐถึงประมาณ 100 คน จากการประทุษร้ายเช่นนี้ยังผลทำให้ชาวไทยพุทธจำนวนมากพากันหลบหนีออกจากพื้นที่ไปด้วยความหวาดกลัว

กระทรวงมหาดไทย, ฝ่ายทหาร, และตำรวจ ก็เป็นพวกที่คัดค้านกระบวนการกระจายอำนาจมานานแล้ว ไม่ว่าจะกระทำกันในพื้นที่ใด ทั้งนี้ยกเว้นกรุงเทพมหานครแล้ว จังหวัดอื่นๆ ทั้ง 76 จังหวัดของประเทศไทยต่างก็ปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ขณะที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นต้นว่า องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตลอดจนเทศบาลต่างๆ ถึงแม้ได้รับอำนาจเพิ่มขึ้นมากนับตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1997 ที่เห็นกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับก้าวหน้า แต่กระนั้นองค์การส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ก็ถูกมองกันอย่างกว้างขวางว่ายังอ่อนแออยู่มาก

อย่างไรก็ดี ในเวลาเดียวกันนี้ ประชาชนทั่วๆ ไปในประเทศไทยก็ดูเหมือนไม่ได้สนับสนุนระบบการบริหารปกครองในปัจจุบันที่เป็นแบบรวมอำนาจเอาไว้ที่ศูนย์กลาง การสำรวจของมูลนิธิเอเชียชี้ให้เห็นว่า 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามของทางมูลนิธิในทั่วทั้งประเทศไทย และ 75% ของชาวมุสลิมมาเลย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างสนับสนุนกระบวนการกระจายอำนาจ และการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง

เรื่องนี้เองอาจจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ทำให้เกิดความหวังมากที่สุด สำหรับพวกที่กำลังพยายามผลักดันให้มีการปฏิรูปแบบกระจายอำนาจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนั้นเรื่องนี้ยังช่วยอธิบายให้เราเข้าใจว่า ทำไมในหมู่นักเคลื่อนไหวทั่วทั้งประเทศ จึงกำลังเกิดความสนใจร่วมกัน และกำลังร่วมมือประสานงานกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเด็นนี้

บุคคลต่างๆ และองค์กรต่างๆ ที่มีฐานอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เวลานี้กำลังร่วมมือประสานงานกับบุคคลและองค์กรอื่นๆ จากพื้นที่อื่นๆ อย่างกว้างขวาง ไม่เพียงเฉพาะจากกรุงเทพฯเท่านั้น แต่จากจังหวัดเชียงใหม่ในภาคเหนือของประเทศ และจากจังหวัดขอนแก่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย ในจังหวัดเชียงใหม่ พวกนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมถึงขั้นช่วยกันพัฒนาโมเดลสำหรับการบริหารปกครองจังหวัดซึ่งจะมีการให้อิสระแก่ท้องถิ่นมากขึ้น โมเดลดังกล่าวนี้รู้จักเรียกขานกันในชื่อว่า เชียงใหม่มหานคร

แต่ไม่ว่าจะเป็นโมเดลการปฏิรูปให้เกิดการกระจายอำนาจสำหรับภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, หรือพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ตามที ในขั้นสุดท้ายแล้วก็ยังจำเป็นที่จะต้องได้รับความสนับสนุนจากรัฐสภาเพื่อให้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ ผู้สังเกตการณ์บางรายเชื่อว่า ถ้าหากพวกนักการเมืองระดับจังหวัดสามารถทำให้เขตเลือกตั้งของพวกตนเองเกิดกระบวนการกระจายอำนาจขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว พวกเขาก็อาจจะหันมาสนับสนุนการปฏิรูปทำนองเดียวกันในชายแดนใต้

สำหรับสมาชิกวุฒิสภานั้น ดูจะไม่ค่อยให้ความสนับสนุนในเรื่องนี้นัก เหตุผลสำคัญอาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของพวกเขาได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มผลประโยชน์อนุรักษนิยม และพวกเขาจึงมีความโน้มเอียงที่จะหนุนหลังให้คงสถานะเดิมของโครงสร้างทางการเมืองเอาไว้ พวกคัดค้านกระบวนการกระจายอำนาจดังกล่าวเหล่านี้ ได้อ้างมานานแล้วว่า การยอมสละอำนาจของส่วนกลางไป ก็คือก้าวแรกบนเส้นทางสู่การแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ของประชาชาติไทย เช่นเดียวกับข้ออ้างอีกประการหนึ่งที่ว่า ประชากรไทยที่ส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษานั้นยังไม่พร้อมสำหรับการมีสิทธิมีส่วนในการปกครองตนเองเพิ่มขึ้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้าราชการระดับอาวุโส พวกนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ และนายทหารระดับสูง บางส่วนบางคน ได้กล่าวหาโจมตีพรรคเพื่อไทย และองค์กรในเครืออย่างแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขบวนการคนเสื้อแดง ว่ากำลังหาทางก่อตั้งสาธารณรัฐขึ้นมา ซึ่งทั้งพรรคเพื่อไทยและ นปช.ต่างปฏิเสธข้ออ้างที่มีลักษณะเป็นข้อกล่าวหาทางการเมืองดังกล่าวนี้

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในระยะหลังๆ นี้ เป็นต้นว่า การประท้วงของ นปช.ที่เคยทำให้กรุงเทพฯเป็นอัมพาต หรือความรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเป็นไปได้ทีเดียวที่โครงสร้างการบริหารปกครองของประเทศไทยในปัจจุบันจะไม่สามารถประคับประคองไปได้อีกนานนัก และความพยายามที่จะลิดรอนลดทอนอำนาจข้าราชการในกรุงเทพฯที่มีอยู่เหนือจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลย์มุสลิม ก็น่าที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป

เจสัน จอห์นสัน เป็นนักวิจัยอิสระ และเป็นผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ปัจจุบันเขาพำนักอยู่ในจังหวัดปัตตานี และสามารถที่จะติดต่อกับเขาทางอีเมลได้ที่ jrj.johnson@gmail.com