(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)
The princeling and the police chief
By Kent Ewing
13/02/2012
หวัง ลี่จิว์น เติบใหญ่ไต่เต้าขึ้นมาจากตำรวจจราจรระดับล่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นคนสนิทฝ่ายบู๊ของ ป๋อ ซีไหล เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขามหานครฉงชิ่ง เขาคือฟันเฟืองตัวสำคัญอย่างยิ่งยวดในการรณรงค์ปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ทำท่าว่าจะกลายเป็นผลงานโดดเด่นที่จะช่วยเสริมส่งให้บุคคลมากบารมีอย่างป๋อ สามารถก้าวขึ้นสู่วงในแห่งอำนาจอีกขั้นหนึ่งของแดนมังกร ขณะที่บางทีอาจจะมีแต่ หวัง เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ทราบว่าสาเหตุเบื้องหลังของการที่เขาหลบลี้ไปสถานกงสุลสหรัฐฯ คือการทรยศชาติ, การรักษาชีวิตตนเอง, หรือว่าเป็นการเล่นเล่ห์เพทุบายภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทว่าดูจะเป็นที่แน่นอนว่ามันมีผลกระทบอย่างแรงต่อเส้นทางโคจรทางการเมืองของป๋อ
*ข้อเขียนชิ้นนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนแรก *
ฮ่องกง – การเปลี่ยนแปลงคณะผู้นำของประเทศจีนที่กำลังจะบังเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทำท่าเหมือนกับจะเป็นแค่เพียงพิธีกรรมอันไร้ความตื่นเต้นเร้าใจของบรรดาคนแก่คนเฒ่าน่าเบื่อหน่ายซึ่งอยู่ในชุดสูทสีทึบๆ ทึมๆ แต่แล้วก็เกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวทางการเมืองครั้งรุนแรงขึ้นที่ ฉงชิ่ง (Chongqing) มหานครใหญ่ฐานะเทียบเท่ามณฑลซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของแดนมังกร ธรณีพิบัติภัยคราวนี้อาจจะส่งผลกระทบกระเทือนจนทำให้ขบวนแห่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยที่จัดเตรียมกันเอาไว้ ถึงกับจะถูกยกเลิกไปทีเดียว
ศูนย์กลางของความขัดแย้งแตกต่างในคราวนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือคนหน้าเดิมๆ อย่าง ป๋อ ซีไหล (Bo Xilai) เลขาธิการพรรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาฉงชิ่งผู้มากล้นด้วยอิทธิพลบารมี ผู้ซึ่งไม่เคยปิดบังเลยว่าเขามีความปรารถนาที่จะก้าวกระโดดจากการเป็นกรรมการธรรมดาของกรมการเมือง (Politburo) แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขึ้นไปสู่แวดวงชั้นในแห่งอำนาจอันมลังเมลืองยิ่งขึ้น ในฐานะหนึ่งในกรรมการประจำของกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 9 คน ในระหว่างการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคทั่วประเทศครั้งต่อไปซึ่งจะเป็นครั้งที่ 18 ที่กำหนดจะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
ป๋อ ผู้กระปรี้กระเปร่าเต็มไปด้วยพลังวังชาแม้จะอยู่ในวัย 63 ปี ได้ดำเนินการรื้อฟื้นชุบชีวิตเพลงปฏิวัติและจิตวิญญาณในยุคเหมา เจ๋อตง ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งก่อกระแสการรณรงค์อันมโหฬารกว้างขวางในการต่อต้านปราบปรามอาชญากรรมในมหานครฉงชิ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขึ้นชื่อลือฉาวว่าเต็มไปด้วยแก๊งนักเลงอิทธิพลมืด ความเอิกเกริกกึกก้องของความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ทำให้ ป๋อ ผงาดโดดเด่นกลายเป็นที่สนอกสนใจทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ และด้วยเหตุนี้เองก็กำลังทะลุทะลวงเส้นทางเข้าสู่การเป็นตัวเก็งผู้หนึ่งที่จะได้เก้าอี้ในคณะกรรมการประจำของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดต่อไป
อย่างไรก็ดี มาถึงตอนนี้ เมื่อบุคคลผู้เป็นมือขวาของ ป๋อ ในสงครามต่อสู้เอาชนะอาชญากรรมและการทุจริตคอร์รัปชั่นภายในมหานครอันใหญ่โตที่มีประชากรถึง 29 ล้านคนแห่งนี้ อาจจะกำลังหันกลับมาเล่นงานเจ้านายของเขาเองเสียแล้ว นี่ย่อมเป็นการทำลายโอกาสของ ป๋อ ลงอย่างมหาศาล ในการเข้าร่วมอยู่ในองค์กรที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของแดนมังกร
สัปดาห์ที่แล้ว ภายหลังเกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปในอินเทอร์เน็ตว่า หวัง ลี่จิว์น (Wang Lijun) รองนายกเทศมนตรีมหานครฉงชิ่ง ได้เผ่นแนบไปขอลี้ภัยในสถานกงสุลสหรัฐฯประจำเมืองเฉิงตู (Chengdu) อันเป็นเมืองหลวงของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ที่ตั้งอยู่ห่างจากนครฉงชิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 340 กิโลเมตร ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯและเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนต่างก็ออกมายืนยันว่า หวังได้ไปเยือนสำนักงานการทูตอเมริกันแห่งนั้นจริงๆ เมื่อวันจันทร์(6)ที่แล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้แถลงอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องที่ หวัง ซึ่งปัจจุบันอายุ 52 ปีอาจจะได้พยายามขอลี้ภัยทางการเมือง ตลอดจนไม่ได้มีการเอ่ยถึง “เอกสารลับ” ซึ่งมีการลือสนั่นว่า หวังได้เสนอจะส่งมอบให้วอชิงตัน โดยขอแลกเปลี่ยนกับการให้ตัวเขาได้ลี้ภัยไปตั้งรกรากอยู่ในสหรัฐฯ
“คนของเราได้พบกับเขาจริง” วิกตอเรีย นูแลนด์ (Victoria Nuland) โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯแถลง “เขาไปเยือนสถานกงสุลแห่งนั้น แล้วต่อมาเขาก็ออกจากสถานกงสุลไปตามการตัดสินใจของตัวเขาเอง”
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เผยแพร่คำแถลงที่มีเนื้อความระบุว่า “รองนายกเทศมนตรีหวัง เข้าไปในสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐฯแห่งนั้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 1 วันแล้วก็กลับออกมา เวลานี้ทางเจ้าหน้าที่รับผิดชอบกำลังสอบสวนกรณีนี้อยู่”
การสืบสวนสอบสวนดังกล่าวนี้จะนำไปสู่อะไรบ้าง รายงานข่าวที่ปรากฏออกมาดูจะมีความแตกต่างสับสนอยู่พอสมควร หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post) ของฮ่องกง เสนอข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ระบุชื่อทั้งในปักกิ่งและในฉงชิ่งหลายต่อหลายรายว่า หวังได้ถูกนำตัวไปซักถามโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริงๆ ย่อมบ่งบอกให้เห็นว่า อดีตนักต่อสู้กวาดล้างอาชญากรรมและนักต่อสู้ปราบปรามการทุจริตผู้นี้ เวลานี้กำลังตกเป็นผู้ต้องหาถูกสอบสวนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเสียเองแล้ว
แต่ก็มีรายงานที่ไม่มีการยืนยันแน่นอนอีกกระแสหนึ่ง แพร่กระจายอยู่ตามเว็บไซต์ภาษาจีนหลายต่อหลายแห่ง และถูก ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (Information Center for Human Rights and Democracy) ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในฮ่องกง หยิบยกมาเผยแพร่ต่อ ระบุว่า หวังกำลังถูกควบคุมตัวโดยกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะของแดนมังกร เรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้อยู่มาก เนื่องจากกระทรวงซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศแห่งนี้ ย่อมต้องให้ความสนอกสนใจเป็นพิเศษว่า หวังไปพูดอะไรบ้างกับฝ่ายอเมริกัน ในระหว่างที่เขาแวบเข้าไปพำนักค้างแรมอยู่ในสถานกุลสุลใหญ่เมืองเฉิงตูของฝ่ายนั้น
ปริศนาลี้ลับของเรื่องนี้ ยิ่งทวีความสลับซับซ้อนมากขึ้นอีก จากกำหนดการเดินทางไปเยือนสหรัฐฯในสัปดาห์นี้ของรองประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน ผู้ซึ่งได้รับการคาดหมายกันทั่วไปว่าจะเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีหู จิ่นเทา (Hu Jintao) ภายหลังการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคทั่วประเทศครั้งที่ 18 ในฤดูใบไม้ร่วงนี้
เมื่อรองประธานาธิบดีสี พบปะหารือกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ แน่นอนทีเดียวว่าหัวข้ออันดับสุดท้ายเลยที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายปรารถนาที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือกันก็คือเรื่องของหวัง เหตุการณ์คราวนี้ทำให้วอชิงตันอยู่ในฐานะที่ต้องระมัดระวังตัวและต้องใช้ความละเอียดอ่อน เนื่องจากพวกเจ้าหน้าที่กงสุลอเมริกันคือฝ่ายที่ตัดสินใจว่าจะพบปะหารือกับ หวัง บนผืนแผ่นดินจีน ซึ่งเรื่องนี้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงขัดแย้งกันไปทั่ว และจุดชนวนให้เกิดข่าวลือสะพัดในโลกไซเบอร์
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการได้ลี้ภัยไปสหรัฐฯ หวัง ได้เสนอที่จะมอบเอกสารต่างๆ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้แก่ ป๋อ ด้วยหรือเปล่า? ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ป๋อยังมีฐานะเป็นบุคคลระดับ “ลูกท่านหลานเธอ” ของจีนยุคใหม่ผู้หนึ่ง เนื่องจากเขาเป็นบุตรชายของ ป๋อ อี้โป (Bo Yibo) ผู้ล่วงลับ ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็น 1 ใน 8 ผู้อาวุโสผู้เป็นที่เคารพนับถือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน [1]
มีเสียงคาดเดาร่ำลือกันที่ระบุว่า พวกเจ้าหน้าที่สถานกงสุลสหรัฐฯในเฉิงตูได้ติดต่อสอบถามกับวอชิงตัน จากนั้นก็ได้ตอบปฏิเสธ การขอลี้ภัยของหวัง เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาที่จะเป็นการบ่อนทำลายการเดินทางเยือนอเมริกาของรองประธานาธิบดีสี อย่างไรก็ดี เห็นได้ชัดว่าข้อใหญ่ใจความของข่าวนี้ไม่น่าจะเป็นความจริงไปได้ เนื่องจากขัดแย้งกับกฎระเบียบของสหรัฐฯเองที่ห้ามสำนักงานการทูตของตนที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ ต้อนรับผู้ลี้ภัย โดยผู้ที่ประสงค์จะลี้ภัยจะต้องทำเรื่องยื่นเสนอเมื่อเข้าไปอยู่ภายในสหรัฐฯ หรือยื่นต่อด่านชายแดนต่างๆ ของสหรัฐฯ
สำหรับส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงก็คือ ทั้งฝ่ายอเมริกาและฝ่ายจีนต่างก็ไม่ต้องการให้กรณีของหวัง มาบ่อนทำลายการเยือนสหรัฐฯของสี ดังนั้นหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับหวัง ย่อมจะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันด้วยซ้ำ ในระหว่างการพบปะกันของสีกับโอบามาในกรุงวอชิงตัน
หมายเหตุผู้แปล
[1] 8 ผู้อาวุโสผู้เป็นที่เคารพนับถือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ภาษาจีนเรียกว่า Bā dà yuánlǎo) เป็นกลุ่มสมาชิกระดับอาวุโสของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งร่วมกันครองอำนาจในช่วงทศวรรษ 1980 และทศวรรษ 1990 บุคคลทั้ง 8 ซึ่งปัจจุบันต่างถึงแก่มรณกรรมไปหมดแล้ว ประกอบด้วย
**เติ้ง เสี่ยวผิง Deng Xiaoping (1904-1997) “ผู้นำสูงสุด”, กรรมการประจำกรมการเมือง 1977-1987, ประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน 1978-1983, ประธานคณะกรรมการทหารส่วนกลาง 1980-1989, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลาง 1982-1987
**หลี่ เซียนเนี่ยน Li Xiannian (1909-1992) กรรมการประจำกรมการเมือง 1977-1987, ประธานาธิบดีสาธารณรฐประชาชนจีน 1983-1988, จากนั้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน
**เฉิน หยุน Chen Yun (1995-1995) กรรมการประจำกรมการเมือง 1977-1987, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลาง 1987-1992
**เผิง เจิน Peng Zhen (1902-1997) ประธานสภาประชาชนแห่งชาติ 1983-1988
**หยาง ซ่างคุน Yang Shangkun (1907-1998) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน 1988-1993
**ป๋อ อี้โป Bo Yibo (1908-2007) รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่าวนกลาง
**หวัง เจิ้น Wang Zhen (1908-1993) รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลาง
**ซ่ง เริ่นชุง Song Renqiong (1909-2005) รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลาง
เคนต์ อีวิ่ง เป็นอาจารย์สอนหนังสือและนักเขียน ซึ่งพำนักอยู่ในฮ่องก สามารถติดต่อเขาทางอีเมล์ได้ที่ kewing56@gmail.com และติดตามเขาทางทวิตเตอร์ได้ที่ @KentEwing1
(อ่านต่อตอน 2 ซึ่งเป็นตอนจบ)
The princeling and the police chief
By Kent Ewing
13/02/2012
หวัง ลี่จิว์น เติบใหญ่ไต่เต้าขึ้นมาจากตำรวจจราจรระดับล่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นคนสนิทฝ่ายบู๊ของ ป๋อ ซีไหล เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขามหานครฉงชิ่ง เขาคือฟันเฟืองตัวสำคัญอย่างยิ่งยวดในการรณรงค์ปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ทำท่าว่าจะกลายเป็นผลงานโดดเด่นที่จะช่วยเสริมส่งให้บุคคลมากบารมีอย่างป๋อ สามารถก้าวขึ้นสู่วงในแห่งอำนาจอีกขั้นหนึ่งของแดนมังกร ขณะที่บางทีอาจจะมีแต่ หวัง เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ทราบว่าสาเหตุเบื้องหลังของการที่เขาหลบลี้ไปสถานกงสุลสหรัฐฯ คือการทรยศชาติ, การรักษาชีวิตตนเอง, หรือว่าเป็นการเล่นเล่ห์เพทุบายภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทว่าดูจะเป็นที่แน่นอนว่ามันมีผลกระทบอย่างแรงต่อเส้นทางโคจรทางการเมืองของป๋อ
*ข้อเขียนชิ้นนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนแรก *
ฮ่องกง – การเปลี่ยนแปลงคณะผู้นำของประเทศจีนที่กำลังจะบังเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทำท่าเหมือนกับจะเป็นแค่เพียงพิธีกรรมอันไร้ความตื่นเต้นเร้าใจของบรรดาคนแก่คนเฒ่าน่าเบื่อหน่ายซึ่งอยู่ในชุดสูทสีทึบๆ ทึมๆ แต่แล้วก็เกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวทางการเมืองครั้งรุนแรงขึ้นที่ ฉงชิ่ง (Chongqing) มหานครใหญ่ฐานะเทียบเท่ามณฑลซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของแดนมังกร ธรณีพิบัติภัยคราวนี้อาจจะส่งผลกระทบกระเทือนจนทำให้ขบวนแห่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยที่จัดเตรียมกันเอาไว้ ถึงกับจะถูกยกเลิกไปทีเดียว
ศูนย์กลางของความขัดแย้งแตกต่างในคราวนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือคนหน้าเดิมๆ อย่าง ป๋อ ซีไหล (Bo Xilai) เลขาธิการพรรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาฉงชิ่งผู้มากล้นด้วยอิทธิพลบารมี ผู้ซึ่งไม่เคยปิดบังเลยว่าเขามีความปรารถนาที่จะก้าวกระโดดจากการเป็นกรรมการธรรมดาของกรมการเมือง (Politburo) แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขึ้นไปสู่แวดวงชั้นในแห่งอำนาจอันมลังเมลืองยิ่งขึ้น ในฐานะหนึ่งในกรรมการประจำของกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 9 คน ในระหว่างการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคทั่วประเทศครั้งต่อไปซึ่งจะเป็นครั้งที่ 18 ที่กำหนดจะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
ป๋อ ผู้กระปรี้กระเปร่าเต็มไปด้วยพลังวังชาแม้จะอยู่ในวัย 63 ปี ได้ดำเนินการรื้อฟื้นชุบชีวิตเพลงปฏิวัติและจิตวิญญาณในยุคเหมา เจ๋อตง ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งก่อกระแสการรณรงค์อันมโหฬารกว้างขวางในการต่อต้านปราบปรามอาชญากรรมในมหานครฉงชิ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขึ้นชื่อลือฉาวว่าเต็มไปด้วยแก๊งนักเลงอิทธิพลมืด ความเอิกเกริกกึกก้องของความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ทำให้ ป๋อ ผงาดโดดเด่นกลายเป็นที่สนอกสนใจทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ และด้วยเหตุนี้เองก็กำลังทะลุทะลวงเส้นทางเข้าสู่การเป็นตัวเก็งผู้หนึ่งที่จะได้เก้าอี้ในคณะกรรมการประจำของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดต่อไป
อย่างไรก็ดี มาถึงตอนนี้ เมื่อบุคคลผู้เป็นมือขวาของ ป๋อ ในสงครามต่อสู้เอาชนะอาชญากรรมและการทุจริตคอร์รัปชั่นภายในมหานครอันใหญ่โตที่มีประชากรถึง 29 ล้านคนแห่งนี้ อาจจะกำลังหันกลับมาเล่นงานเจ้านายของเขาเองเสียแล้ว นี่ย่อมเป็นการทำลายโอกาสของ ป๋อ ลงอย่างมหาศาล ในการเข้าร่วมอยู่ในองค์กรที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของแดนมังกร
สัปดาห์ที่แล้ว ภายหลังเกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปในอินเทอร์เน็ตว่า หวัง ลี่จิว์น (Wang Lijun) รองนายกเทศมนตรีมหานครฉงชิ่ง ได้เผ่นแนบไปขอลี้ภัยในสถานกงสุลสหรัฐฯประจำเมืองเฉิงตู (Chengdu) อันเป็นเมืองหลวงของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ที่ตั้งอยู่ห่างจากนครฉงชิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 340 กิโลเมตร ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯและเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนต่างก็ออกมายืนยันว่า หวังได้ไปเยือนสำนักงานการทูตอเมริกันแห่งนั้นจริงๆ เมื่อวันจันทร์(6)ที่แล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้แถลงอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องที่ หวัง ซึ่งปัจจุบันอายุ 52 ปีอาจจะได้พยายามขอลี้ภัยทางการเมือง ตลอดจนไม่ได้มีการเอ่ยถึง “เอกสารลับ” ซึ่งมีการลือสนั่นว่า หวังได้เสนอจะส่งมอบให้วอชิงตัน โดยขอแลกเปลี่ยนกับการให้ตัวเขาได้ลี้ภัยไปตั้งรกรากอยู่ในสหรัฐฯ
“คนของเราได้พบกับเขาจริง” วิกตอเรีย นูแลนด์ (Victoria Nuland) โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯแถลง “เขาไปเยือนสถานกงสุลแห่งนั้น แล้วต่อมาเขาก็ออกจากสถานกงสุลไปตามการตัดสินใจของตัวเขาเอง”
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เผยแพร่คำแถลงที่มีเนื้อความระบุว่า “รองนายกเทศมนตรีหวัง เข้าไปในสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐฯแห่งนั้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 1 วันแล้วก็กลับออกมา เวลานี้ทางเจ้าหน้าที่รับผิดชอบกำลังสอบสวนกรณีนี้อยู่”
การสืบสวนสอบสวนดังกล่าวนี้จะนำไปสู่อะไรบ้าง รายงานข่าวที่ปรากฏออกมาดูจะมีความแตกต่างสับสนอยู่พอสมควร หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post) ของฮ่องกง เสนอข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ระบุชื่อทั้งในปักกิ่งและในฉงชิ่งหลายต่อหลายรายว่า หวังได้ถูกนำตัวไปซักถามโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริงๆ ย่อมบ่งบอกให้เห็นว่า อดีตนักต่อสู้กวาดล้างอาชญากรรมและนักต่อสู้ปราบปรามการทุจริตผู้นี้ เวลานี้กำลังตกเป็นผู้ต้องหาถูกสอบสวนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเสียเองแล้ว
แต่ก็มีรายงานที่ไม่มีการยืนยันแน่นอนอีกกระแสหนึ่ง แพร่กระจายอยู่ตามเว็บไซต์ภาษาจีนหลายต่อหลายแห่ง และถูก ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (Information Center for Human Rights and Democracy) ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในฮ่องกง หยิบยกมาเผยแพร่ต่อ ระบุว่า หวังกำลังถูกควบคุมตัวโดยกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะของแดนมังกร เรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้อยู่มาก เนื่องจากกระทรวงซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศแห่งนี้ ย่อมต้องให้ความสนอกสนใจเป็นพิเศษว่า หวังไปพูดอะไรบ้างกับฝ่ายอเมริกัน ในระหว่างที่เขาแวบเข้าไปพำนักค้างแรมอยู่ในสถานกุลสุลใหญ่เมืองเฉิงตูของฝ่ายนั้น
ปริศนาลี้ลับของเรื่องนี้ ยิ่งทวีความสลับซับซ้อนมากขึ้นอีก จากกำหนดการเดินทางไปเยือนสหรัฐฯในสัปดาห์นี้ของรองประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน ผู้ซึ่งได้รับการคาดหมายกันทั่วไปว่าจะเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีหู จิ่นเทา (Hu Jintao) ภายหลังการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคทั่วประเทศครั้งที่ 18 ในฤดูใบไม้ร่วงนี้
เมื่อรองประธานาธิบดีสี พบปะหารือกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ แน่นอนทีเดียวว่าหัวข้ออันดับสุดท้ายเลยที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายปรารถนาที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือกันก็คือเรื่องของหวัง เหตุการณ์คราวนี้ทำให้วอชิงตันอยู่ในฐานะที่ต้องระมัดระวังตัวและต้องใช้ความละเอียดอ่อน เนื่องจากพวกเจ้าหน้าที่กงสุลอเมริกันคือฝ่ายที่ตัดสินใจว่าจะพบปะหารือกับ หวัง บนผืนแผ่นดินจีน ซึ่งเรื่องนี้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงขัดแย้งกันไปทั่ว และจุดชนวนให้เกิดข่าวลือสะพัดในโลกไซเบอร์
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการได้ลี้ภัยไปสหรัฐฯ หวัง ได้เสนอที่จะมอบเอกสารต่างๆ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้แก่ ป๋อ ด้วยหรือเปล่า? ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ป๋อยังมีฐานะเป็นบุคคลระดับ “ลูกท่านหลานเธอ” ของจีนยุคใหม่ผู้หนึ่ง เนื่องจากเขาเป็นบุตรชายของ ป๋อ อี้โป (Bo Yibo) ผู้ล่วงลับ ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็น 1 ใน 8 ผู้อาวุโสผู้เป็นที่เคารพนับถือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน [1]
มีเสียงคาดเดาร่ำลือกันที่ระบุว่า พวกเจ้าหน้าที่สถานกงสุลสหรัฐฯในเฉิงตูได้ติดต่อสอบถามกับวอชิงตัน จากนั้นก็ได้ตอบปฏิเสธ การขอลี้ภัยของหวัง เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาที่จะเป็นการบ่อนทำลายการเดินทางเยือนอเมริกาของรองประธานาธิบดีสี อย่างไรก็ดี เห็นได้ชัดว่าข้อใหญ่ใจความของข่าวนี้ไม่น่าจะเป็นความจริงไปได้ เนื่องจากขัดแย้งกับกฎระเบียบของสหรัฐฯเองที่ห้ามสำนักงานการทูตของตนที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ ต้อนรับผู้ลี้ภัย โดยผู้ที่ประสงค์จะลี้ภัยจะต้องทำเรื่องยื่นเสนอเมื่อเข้าไปอยู่ภายในสหรัฐฯ หรือยื่นต่อด่านชายแดนต่างๆ ของสหรัฐฯ
สำหรับส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงก็คือ ทั้งฝ่ายอเมริกาและฝ่ายจีนต่างก็ไม่ต้องการให้กรณีของหวัง มาบ่อนทำลายการเยือนสหรัฐฯของสี ดังนั้นหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับหวัง ย่อมจะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันด้วยซ้ำ ในระหว่างการพบปะกันของสีกับโอบามาในกรุงวอชิงตัน
หมายเหตุผู้แปล
[1] 8 ผู้อาวุโสผู้เป็นที่เคารพนับถือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ภาษาจีนเรียกว่า Bā dà yuánlǎo) เป็นกลุ่มสมาชิกระดับอาวุโสของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งร่วมกันครองอำนาจในช่วงทศวรรษ 1980 และทศวรรษ 1990 บุคคลทั้ง 8 ซึ่งปัจจุบันต่างถึงแก่มรณกรรมไปหมดแล้ว ประกอบด้วย
**เติ้ง เสี่ยวผิง Deng Xiaoping (1904-1997) “ผู้นำสูงสุด”, กรรมการประจำกรมการเมือง 1977-1987, ประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน 1978-1983, ประธานคณะกรรมการทหารส่วนกลาง 1980-1989, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลาง 1982-1987
**หลี่ เซียนเนี่ยน Li Xiannian (1909-1992) กรรมการประจำกรมการเมือง 1977-1987, ประธานาธิบดีสาธารณรฐประชาชนจีน 1983-1988, จากนั้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน
**เฉิน หยุน Chen Yun (1995-1995) กรรมการประจำกรมการเมือง 1977-1987, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลาง 1987-1992
**เผิง เจิน Peng Zhen (1902-1997) ประธานสภาประชาชนแห่งชาติ 1983-1988
**หยาง ซ่างคุน Yang Shangkun (1907-1998) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน 1988-1993
**ป๋อ อี้โป Bo Yibo (1908-2007) รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่าวนกลาง
**หวัง เจิ้น Wang Zhen (1908-1993) รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลาง
**ซ่ง เริ่นชุง Song Renqiong (1909-2005) รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลาง
เคนต์ อีวิ่ง เป็นอาจารย์สอนหนังสือและนักเขียน ซึ่งพำนักอยู่ในฮ่องก สามารถติดต่อเขาทางอีเมล์ได้ที่ kewing56@gmail.com และติดตามเขาทางทวิตเตอร์ได้ที่ @KentEwing1
(อ่านต่อตอน 2 ซึ่งเป็นตอนจบ)


