เอเอฟพี - อดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮาหมัด ของมาเลเซีย ระบุเอาไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่เพิ่งเปิดตัวออกวางจำหน่ายเมื่อวันอังคาร(8)ที่ผ่านมาว่า ลีกวนยู แห่งสิงคโปร์นั้น ไม่พอใจเลยกับการเป็นผู้นำของแดนลอดช่อง ซึ่งเปรียบเสมือนมี “บทบาทระดับเทศบาล” เท่านั้น และมีความทะเยอทะยานอันปกปิดลึกเร้นที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย
ในการวิพากษ์วิจารณ์แบบระดมยิงใส่อย่างรุนแรงต่อผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์คราวนี้ มหาเธร์ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของแดนเสือเหลืองอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1981 จนถึงปี 2003 ระบุในหนังสือของเขาว่า ลีกวนยูนั้นต้องการที่จะครองอำนาจในทั่วทั้งประเทศมาเลเซีย เมื่อตอนที่สิงคโปร์ยังมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซีย
ทั้งนี้ สิงคโปร์, ซาบาห์, และซาราวัก ได้ผนวกรวมเข้ากับประเทศมลายา ซึ่งก็คือดินแดนบนผืนแผ่นดินใหญ่ของมาเลเซียในปัจจุบัน กลายเป็นประเทศสหพันธรัฐมาเลเซียขึ้นมาเมื่อปี 1963 อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ถึงปี 1965 สิงคโปร์ก็ได้ถูกผลักไสออกไปเป็นชาติเอกราชโดยลำพัง ภายหลังที่เกิดปัญหาการปะทะขัดแย้งกันทางเชื้อชาติ ตลอดจนความแตกต่างทางการเมืองและเศรษฐกิจ
ลีกวนยูดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ตั้งแต่ตอนที่แยกตัวออกมาจากมาเลเซีย จวบจนกระทั่งถึงปี 1990 และภายหลังจากนั้นก็ยังเป็นผู้ที่มีอิทธิพลบารมีสูงยิ่ง
“ลีมองมาเลเซียว่าคือโอกาสของเขาที่จะได้เข้าครอบงำเหนือประเทศชาติที่มีความเป็นชาติอยู่จริงๆ และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศดังกล่าวนี้” มหาเธร์เขียนเอาไว้เช่นนี้ในบันทึกความทรงจำความหนา 809 หน้าของเขาที่ใช้ชื่อหนังสือว่า “A Doctor In The House: The Memoirs of Tun Dr Mahathir Mohamad” (แพทย์คนหนึ่งในสภา: บันทึกความทรงจำของ ตุน น.พ.มหาเธร์ โมฮาหมัด)
“สิงคโปร์เมื่อต้นทศวรรษ 1960 นั้นเล็กเกินไปสำหรับเขาและความทะเยอทะยานของเขา
“มาเลเซียมีความเป็นประเทศอันแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นครรัฐ และการได้เป็นนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย จะตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทะเยอทะยานที่จะได้อำนาจและได้มีบทบาทซึ่งมากกว่าบทบาทระดับเทศบาล” นายกรัฐมนตรีปากกล้าของแดนเสือเหลือง เขียนถึงบุคคลซึ่งถือเป็นศัตรูคู่แข่งที่เคยปะทะกันมาอย่างขมขื่นและยาวนาน
มหาเธร์ยืนยันว่า เขาเคยปะทะกับลีอยู่บ่อยครั้งเมื่อตอนที่สิงคโปร์ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย พร้อมกับเสริมว่า ในเวลากล่าวปราศรัยในรัฐสภานั้น ลีแสดงท่าที “ถ่อมตัวยอมรับความสามารถของผู้อื่น”
“ลีกับผมมีความสัมพันธ์ที่สุภาพมีกิริยามารยาทต่อกัน ทว่าไม่เคยเลยที่จะกลายเป็นมิตรภาพ” เขาเขียนในอีกตอนหนึ่ง พร้อมกับระบุว่า ลีได้เคยประทับตราให้เขาว่าเป็น คนมาเลเย์ “สุดโต่ง” ถึงแม้ตัวลีเองก็เป็นคนสุดโต่งเช่นกัน
“ลีไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นคนสุดโต่ง … แต่ในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับความยากจนของคนมาเลย์ และสาเหตุของความยากจนดังกล่าว เขาระบุว่า 'ไม่ใช่ตัวคนมาเลย์เองหรอกที่มีความล้าหลัง หากแต่เป็นวัฒนธรรมของพวกเขาต่างหาก'”
มหาเธร์ก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองนี้อยู่ในสภาพตกต่ำเสื่อมถอย แต่สายสัมพันธ์นี้กระเตื้องดีขึ้นมากนับแต่ที่ นาจิบ ราซัค เข้าเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2009 สืบต่อจาก อัลดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี ผู้เป็นทายาทของมหาเธร์ก็ถูกมหาเธร์วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในระยะหลังๆ


