เอเจนซี - การเปลี่ยนสถานะของโกลด์แมนแซคส์ และมอร์แกนสแตนลีย์เป็นบริษัทเพื่อการถือหุ้นธนาคาร ที่ประกาศออกมาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการสิ้นสุดยุครุ่งเรืองของวาณิชธนกิจที่ให้บริการด้านการลงทุนหลากหลายประเภทแล้ว ทางเลือกที่มีอยู่ตอนนี้ก็คือไปเป็นธนาคารให้บริการครบวงจรหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
โกลด์แมนแซคส์ และมอร์แกนสแตนลีย์ ยินยอมที่จะถูกหน่วยงานของทางการกำกับตรวจสอบเข้มข้นมากกว่าเดิม เพื่อแลกกับการเข้าถึงระบบเงินช่วยเหลือรวมทั้งมีความยืดหยุ่นมากขึ้นที่จะเข้าซื้อธนาคารที่เน้นธุรกิจรายย่อย
ทั้งสองเป็นวาณิชธนกิจ (investment bank) ยักษ์ใหญ่ของวอลล์สตรีท ที่ยังเหลืออยู่ หลังจากเลห์แมนบราเธอร์ส ประกาศภาวะล้มละลาย และเมอร์ริลลินช์ ยินยอมถูกเทคโอเวอร์ ส่วนก่อนหน้านี้ แบร์สเติร์น ก็ล้มครืนและถูกควบรวมไปแล้ว
"เหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้ภาพรวมและโครงสร้างของวาณิชธนกิจหรือธนาคารเพื่อการลงทุนนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง" บรูโน พอลสัน นักวิเคราะห์จากเบิร์นสไตน์กล่าว
ขณะที่นายธนาคารคนหนึ่ง บอกว่า อันที่จริง สมดุลทางอำนาจในวงการวาณิชธนกิจนั้น เปลี่ยนเอียงไปข้างธนาคารพาณิชย์แบบครบวงจร (universal bank) ที่มีหน่วยงานวาณิชธนกิจที่แข็งแกร่ง มากกว่าทางข้างกิจการที่เป็นธนาคารเพื่อการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว (stand alone investmeny bank) มาระยะหนึ่งแล้ว และความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในตลาดช่วงนี้ก็เร่งกระบวนนั้นให้เร็วขึ้น
นายแบงก์คนเดิม อธิบายอีกว่า การขาดสภาพคล่องรุนแรงได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของบริษัทที่มีแต่กิจการด้านวาณิชธนกิจแต่อย่างเดียว เพราะว่าบริษัทเหล่านี้ทำธุรกิจแบบความเสี่ยงสูง การเข้าซื้อแต่ละครั้งก็ใช้วิธีการที่เรียกกันว่า "คานดีด" (leverage) คือระดมเม็ดเงินที่ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยพร้อมสัญญาจ่ายดอกเบี้ยตอบแทนสูงลิ่ว ด้วยความหวังว่าจะสามารถทำกำไรได้มหาศาลเอามาจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทันก่อนที่ตัวเองจะถึงช่วงวิกฤตหมุนเงินไม่ทัน
บัดนี้ การรับรู้ผลขาดทุนมหาศาลที่มาจากสายงานวาณิชธนกิจ ทำให้ธนาคารต่างเริ่มหันมามองข้อดีของการเป็นธนาคารครบวงจรที่สามารถเจาะทั้งตลาดการธนาคารสำหรับรายย่อย,การประกันภัย,ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย,การให้บริการกองทุนเพื่อการลงทุน และการดำเนินธุรกิจวาณิชธนกิจไปในเวลาเดียวกัน
แม้ธนาคารครบวงจรขนาดใหญ่แบบซิติกรุ๊ป จะถูกมองว่ามีองค์กรที่ใหญ่โตซับซ้อนและสับสนมากเกินไป แต่ธนาคารอื่นๆ อย่าง เอชเอสบีซี และเจพีมอร์แกนเชส ก็มีฐานะแข็งแกร่ง เพราะแรงหนุนจากหน่วยเงินฝากรายย่อย รวมทั้งมีสถานะดีกว่าในสายตาของผู้คุมกฏทั้งหลาย
"ตอนนี้กระแสการควบคุมวาณิชธนกิจ จะเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ระเบียบจะต้องเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะข้อที่ให้ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจลงมา รวมทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับการสอดส่องและตรวจสอบในทุกด้านอีกด้วย" เดวิด วิลเลียมส์ นักวิเคราะห์ของฟอกซ์-พิทท์ เคลตันกล่าว
ปริมาณการทำธุรกิจแบบคานดีดที่มีความเสี่ยงสูง จะต้องลดลงมากซึ่งจะทำให้วาณิชธนกิจไม่สามารถที่จะเข้าซื้อกิจการขนาดยักษ์ดังเช่นที่เคยทำได้ก่อนหน้าจะที่เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องเมื่อปีที่แล้ว
นายธนาคารพากันเห็นว่า วาณิชธนกิจที่เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (boutique investment bank) อย่างเช่น ที่ปรึกษาการควบรวมกิจการ และด้านอื่น ๆ น่าจะยังอยู่ต่อไปได้ แต่จะไม่มีวาณิชธนกิจที่มีบริการหลากหลายอีกต่อไปแล้ว โดยที่เวลานี้พวกที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเหล่านี้ ก็รับมือกับวิกฤตสินเชื่อได้ดีกว่าผู้เล่นรายใหญ่มากนัก
วิลเลียมส์ กล่าวว่า สำหรับธนาคารที่บริการครบวงจร ความกระหายที่จะเดินหน้าธุรกิจวาณิชธนกิจต่อไปนั้นคงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของธนาคารต่อวิกฤตสินเชื่อที่กำลังดำเนินไปนี้
นายแบงก์อีกคนหนึ่งให้ความเห็นว่า พวกที่ขาดทุนมหาศาลจากกิจการวาณิชธนกิจย่อมจะขยาดการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงแต่ได้กำไรมหาศาลเช่นนี้ จนอาจจะถอนตัวจากธุรกรรมแบบคานดีดหรือการให้สินเชื่อจากความสัมพันธ์เฉพาะด้าน และต้องสะสมเงินทุนให้มากขึ้นกว่าเดิม
เครดีต์ อะกริโกลของฝรั่งเศสได้ถอนออกจากธุรกิจวาณิชธนกิจแล้ว ส่วนยูบีเอสของสวิตเซอร์แลนด์ก็น่าจะน่าแยกเป็นบริษัทต่างหากหรือขายหน่วยงานนี้ออกไปเลย ในขณะที่ธนาคารอื่น ๆอย่างเช่น เจพีมอร์แกน,บาร์เคลย์ส,บีเอ็นพี ปารีบาส์ หรือดอยช์แบงก์ต่างก็วางแผนที่จะฉวยโอกาสจากระเบียบใหม่ในวงการธนาคารโลก
บาร์เคลย์สเข้าซื้อธุรกิจโบรกเกอร์-ดีลเลอร์ในสหรัฐฯ ของเลห์แมนในราคาสินค้าเลหลัง ส่วนโกลด์แมนแซคส์ และมอร์แกนสแตนลีย์ ก็คาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเมื่อคู่แข่งสำคัญอย่างเลห์แมนบราเธอร์ และแบร์สเติร์นส์อันตรธานไปแล้ว แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ซึ่งอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจนี้ไปเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้


