xs
xsm
sm
md
lg

การถือกำเนิดของนายทุนกัมพูชา : รุ่งกับรุ่ง

เผยแพร่:   โดย: ฌอน ดับเบิลยู คริสปิน

The rise and rise of a Cambodian capitalist
By Shawn W Crispin
01/09/2007

พนมเปญ – กี๊ธ เม็งเป็นคนหน้าใหม่ใจป้ำแห่งทุนนิยมกัมพูชา ตอนนี้ว่ากันว่า เขาเป็นนักธุรกิจที่รวยที่สุดแล้วในประเทศ นักธุรกิจเขมรเชื้อสายจีนผู้นี้ นั่งเป็นประธานในอาณาจักรธุรกิจที่แผ่กว้างไกลไพศาล ที่รู้จักกันในชื่อ ‘Royal Group’ (หรือจะเรียก ‘กลุ่มราชย์’ ‘ราชย์กรุ๊ป’ หรือ ‘รอยัลกรุ๊ป’ ก็เชิญตามสะดวก) ที่ตอนนี้เป็นกระเดื่องงัดเศรษฐกิจกัมพูชา ให้พรวดพราดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยเส้นสายทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม รวมทั้ง (ไม่เพียงแค่นี้) เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน กี๊ธ เม็ง วัย 37 ยึดกุมสัมปทานของรัฐ ใบอนุญาต และที่ดินที่อาณาจักรของเขาผนวกเข้ามา (พร้อมตัวปัญหา) อันเป็นคลังสมบัติที่กำลังเติบใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เอาไว้อย่างมั่นคง แล้วผันพวกมันออกมาเป็นผลกำไรทางธุรกิจมหาศาล

ซึ่งรวมไปถึงการเข้าไปถือหุ้นใหญ่ในสถานีโทรทัศน์ CTN (Cambodia Television Network) Mobitel (ผู้นำในโทรศัพท์เคลื่อนที่) บริษัทออกล๊อตเตอรี่ Camlot และถือหุ้น 45% ในธุรกิจร่วมทุนธนาคาร กับธนาคาร ANZ Bank ของออสเตรเลีย โดยเขานั่งเป็นประธานคณะกรรมการ และมีรายงานว่าเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ในธุรกิจร่วมทุนนี้ด้วยตนเอง

เมื่อปีกลาย เขาซื้อโรงแรม ‘แคมโบเดียน่า’ สุดแพง บริษัทประกันภัย Infinity Insurance ที่เพิ่งเปิดใหม่ กว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่หลายแปลง และสัมปทานในการพัฒนาอีกหลายอย่างในกรุงพนมเปญ แบบที่มีเสียงวิจารณ์ทำนองว่า เขาได้ข้อตกลงเหล่านี้จากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (line ministries) แบบไม่โปร่งใส (ผมติดต่อผ่านไปทางรอยัลกรุ๊ป ไม่สามารถหาตัวกี๊ธ เม็ง มาตอบความเห็นนี้ได้)

ในอาณาจักรภาคให้บริการของเขา ได้รับทั้งคำชม คำแช่งพอ ๆ กับภาคเทเลคอมของเพื่อนบ้านอย่างไทย ของอดีต ‘เจ้าพ่อ-สู่-นายก’ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เช่นกัน มีข่าวว่า กี๊ธจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกในการเลือกตั้งครั้งหน้า และนักวิเคราะห์ในพนมเปญบางรายก็เชื่อว่า สักวันหนึ่งเขาจะขึ้นแทนนายกฯ ฮุนเซน ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจโดยอาศัยกำลังทหาร ไม่ใช่กำลังเงิน ฮุนเซนบัดนี้อายุ 55 แล้ว

เรื่องราวของกี๊ธ เม็ง ซึ่งเคยเป็นผู้อพยพหนีภัยทางการเมือง เป็นนิทานประเภท ‘จากรุ่งริ่ง-สู่-ร่ำรวย’ ของกัมพูชา ที่น่าจับใจที่สุด พ่อของเขา กี๊ธ เป็ง อี๊ค นักธุรกิจและเจ้าที่ดินเชื้อสายจีน-เขมร ในระหว่างการประหัตประหาร ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา ถูกเขมรแดงหมายหัวว่าเป็น ‘ศัตรูทางชนชั้น’ และมีข่าวว่า เขาอดตายอยู่ในค่ายแรงงานของกลุ่มนิยมเหมาหัวรุนแรงกลุ่มนี้ที่ไหนสักแห่ง

กี๊ธ เม็งกับครอบครัวหนีตายไปออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลและให้การศึกษา ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990s เขาหวนกลับมาบ้านเกิดที่แหว่งวิ่นไปด้วยภัยสงคราม เพื่อช่วยโสพัน กี๊ธ พี่ชายใหญ่พัฒนาธุรกิจของครอบครัวให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อใหม่ว่า ‘บริษัท รอยัล กัมพูชา’ (Royal Cambodia Company) บริษัทนี้ขยายตัวไปเรื่อย ๆ ไม่หวือหวา จัดสนองเฟอร์นิเจอร์ อาหาร และเครื่องใช้ในสำนักงาน ให้หน่วยงานของสหประชาชาติ ที่คอยดูแลให้กัมพูชาฝ่าสันดอนของสงครามกลางเมือง ไปสู่ประชาธิปไตยโดยรัฐสภาได้สำเร็จ

ในปี 1991 รอยัลกรุ๊ปได้รับสิทธิให้เป็นตัวแทนขายเครื่องถ่ายเอกสารแคนน่อนทั่วราชอาณาจักร (กัมพูชาปกครองโดยระบอบกษัตริย์เหมือนไทย) แล้วรีบหมุนรายได้จากการผูกขาดนี้ ไปสู่โครงการร่วมทุนชิ้นหนึ่งกับโมโตโรลล่า ในปี 1993 โดยตั้งเครือข่ายสื่อสารไร้สายขึ้นเป็นเจ้าแรกในกัมพูชา ต่อมา ก็ทำธุรกิจร่วมกับบริษัท Millicom International Cellular ของลักเซมเบิร์ก ภายในเพียงไม่กี่ปีก็เติบโตขึ้นเป็นบริษัทให้บริการด้านเทเลคอมเคลื่อนที่ชั้นนำของประเทศ ซึ่งก็คือบริษัท Mobitel ในตอนนี้

ในปี 1994 โสพัน กี๊ธตายด้วยสาเหตุลึกลับ และกี๊ธ เม็งก็เข้าไปควบคุมธุรกิจของครอบครัว ด้วยความอาวุโส โดยที่เป็นน้องร่วมสายโลหิต ตอนนี้เขาเป็นทั้งประธานบริษัท และหัวหน้าคณะบริหาร (ซีอีโอ) และวิธีขยายธุรกิจแบบ ‘เชือดคอหอย’ (cut-throat approach*) ของเขา ได้แปรกลุ่มรอยัลกรุ๊ป ให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านการให้บริการของประเทศไป
(*คือแบบก้าวร้าว ไม่บันยะบันยัง ไม่มีความเมตตากรุณา)

มือปืนละอ่อน*
(*มาจากคำว่า Young gun ไม่มีคำแปลใด ๆ เลย แต่ผู้เขียนน่าจะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์เรื่อง ‘Young Guns’ ซึ่งเป็นอัตตชีวประวัติของ ‘บิลลี่ เดอะ คิด’ มือปืนหนุ่มยุคคาวบอยตะวันตก จึงขอใส่อิทธิพลแบบ ‘ไทย ๆ’ ลงไปบ้าง)

ในฐานะที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ประวัติของกี๊ธ เม็ง นักธุรกิจวัย 37 จึงโดดเด่นเหนือบรรดานักธุรกิจเชื้อสายจีนรุ่นเก่า ที่ครอบงำเศรษฐกิจกัมพูชาอยู่ก่อนเป็นประเพณีแล้ว นักการเมืองกัมพูชามักต้องพึ่งนักธุรกิจเขมรเชื้อสายจีน ในการเข้ามาช่วยดูแลภาคส่วนสำคัญ ๆ ในเศรษฐกิจของประเทศมานานแล้ว ซึ่งก็เหมือนโยงใยรัฐบาล-ธุรกิจที่เป็นไปตามเชื้อชาติ* เช่นเดียวกับของไทยและอินโดนีเซีย
(*ซึ่งเป็นจุดเด่นเฉพาะในเอเชียอาคเนย์ คือชาวจีนอพยพซึ่งมีมาแต่โบราณ ตั้งแต่สมัยถัง-ซ่ง มักจะขึ้นมากุมเศรษฐกิจของประเทศ มาก-น้อยต่างกันไป ไม่เว้นกระทั่งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฯลฯ-ผู้แปล)

ในกัมพูชาเอกสิทธิ์มักมาพร้อมกับบรรดาศักดิ์ กษัตริย์กัมพูชาจะมอบพระราชทินนาม ‘ออกญา’ (Okhna*) ให้แก่ใครก็ตาม ที่บริจาคเงินทองจำนวนมากให้ราชวงศ์ เชื่อกันว่ากี๊ธ เม็ง เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่สุดที่ได้รับเกียรตินี้ นอกจากนี้ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเขารุ่งโรจน์ขึ้นมาทางธุรกิจอีกประการหนึ่งก็คือ เขาได้รับเลือกให้ขึ้นมาเป็นประธานหอการค้ากัมพูชา
(*ไทยก็มีตำแหน่งเรียกว่า ‘ออกญา’ ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ เป็นตำแหน่งขุนนางระดับกลาง-สูง โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าเมืองต่าง ๆ ต่อมาภายหลังเปลี่ยนเป็น ‘พระยา’ แต่‘’ออกญา’ ของไทยหนักไปทางตำแหน่ง-rank ส่วนเขมรตอนนี้ใช้หนักไปทางบรรดาศักดิ์-title
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียง ‘การเดา’ จะเป็นจริงมาก-น้อยแค่ไหน หรือไม่จริงเลยก็ได้ ก็ต้องขอมอบภาระนี้ให้ผู้รู้คนอื่น ๆ ไปค้นคว้าลึกลงไปในประวัติศาสตร์ แต่การที่ไทย ‘หยิบยืม’ สิ่งต่าง ๆ มาจากเขมรนี้ – คือเกือบจะทุกเรื่อง โดยเฉพาะกฎหมาย การปกครอง ภาษา ขนบประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ - มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ตั้งแต่สมัยไทยยังเป็นคนป่า อพยพลงมาจากตอนใต้ของจีน ก่อนตั้งอาณาจักรสุโขทัยเสียอีก
ยังดีที่ ‘ไทยน้อย’ ทุกวันนี้ ยังไม่ถูกกลืนเป็นเขมรไปเสียทั้งหมด เห็นได้ชัด นับจากภาพสลักคำว่า ‘เน๊ะ เสียมกุ๊ก’ บนกำแพงปราสาทนครวัด เกือบพันปีก่อน มาจนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังสามารถแบ่งแยก และพูดได้อย่างลำพองใจว่า ‘นี่ไทยนะ’ ไม่ใช่เขมร)

ยิ่งกัมพูชาหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเท่าใด กี๊ธ เม็งก็ยิ่งเด่นผงาดขึ้นมาเป็นเสมือนโฆษกรัฐบาลอยู่กราย ๆ เสนอขายประเทศให้กับต่างชาติ ที่จะเข้าไปลงทุนประกอบธุรกิจ แสวงหาผลกำไรที่นั่น ในรายการภาคข่าวในโทรทัศน์ท้องถิ่น (กัมพูชาก็มีทีวีหลายช่อง พอ ๆ กับไทย) จะเห็นกี๊ธ เม็งจัดงานเลี้ยงต้อนรับประดาคณะผู้แทนธุรกิจต่างชาติอยู่เป็นประจำ ในเวบไซต์ของรอยัลกรุ๊ปมีการลงประกาศโฆษณา ชักจูงให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้าง ‘กาสิโน รัอยัล ซีซาร์’ ที่ทางกลุ่มคุยว่า ‘จะเป็นสิ่งปลูกสร้างเพื่อการพนัน ที่หรูหราลานตาที่สุด แห่งฟากฟ้ากัมพูชา’

หากไม่ใช้ลิ้นทูต หรือแต่งหน้าทาปาก กี๊ธ เม็งก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้ก็เพราะ รัศมีที่เขาบรรเจิดขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ ก็ด้วย ‘การปั่นราคา’ (spin-doctoring) นั่นเอง นักวิเคราะห์การเมืองบางรายเห็นว่า เป็นฮุนเซนเองดอก ที่เป็นคนเพาะเลี้ยงและกระตุ้นให้เกิดภาพพจน์นักธุรกิจรุ่นใหม่ทันสมัย เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์กลบเกลื่อน ‘ชื่อเสีย’ ของรัฐบาล ที่คนเขาขนานนามให้ว่าเป็น ‘มาเฟียแห่งลำน้ำโขง’

กัมพูชาเพิ่งโงหัวขึ้นมาจากสงครามกลางเมือง แค่ 30 ปีก่อน ต่อมาก็กลายเป็นได้ชื่อว่า ‘ศูนย์กลางของธุรกิจผิดกฎหมายประจำย่าน’ ทุก ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเงิน ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ เปิดซ่อง หรือลักลอบตัดไม้ ฯลฯ ฮุนเซน (มีบรรดาศักดิ์เป็น ‘สมเด็จ’) และพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodia People's Party's -CPP) ของเขา ผูกพันโดยตรงกลุ่มคนในกำบัง (shadowy figures) จำนวนนับไม่ถ้วน ที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ รวมทั้งเท้ง บุนมา ที่บริจาคเงินหลายล้านเหรียญ ให้ฮุนเซนนำไปใช้ในการเลือกตั้งเมื่อครั้งที่แล้วด้วย ทางการสหรัฐกล่าวหาเท้งว่าค้ายาเสพติด

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจบนดินของกัมพูชาก็ค่อย ๆ เติบใหญ่ และขยายตัวระเบิดระเบ้อในเวลาต่อมา การที่รัฐบาลออกสัมปทานให้กิจการต่าง ๆ กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐบาลฮุนเซนขึ้นมาอีก ตอนนี้ไม่ทราบว่ากี๊ธ เม็งจะบริจาคเงินให้พรรคประชาชนฯ โดยตรงหรือไม่ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การที่เขาจ่ายค่าสัมปทานให้กระทรวงต่าง ๆ ทำให้คลังสมบัติของรัฐอู้ฟู่ขึ้น นักธุรกิจตะวันตกที่อยู่ในพนมเปญผู้หนึ่งขอพูดโดยนิรนามว่า เขาเองเป็นคนทำการวิเคราะห์การร่วมทุนระหว่างกลุ่มรอยัลกรุ๊ป กับธนาคาร ANZ Bank ของออสเตรเลียอย่างละเอียด และว่าการเจาะลึกของเขาตอนนั้น ไม่พบ ‘เรื่องสกปรก’ ใด ๆ ในการทำธุรกิจของกี๊ธ เม็งเลย ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน

เจ้าที่ดินกลับชาติมาเกิดใหม่

โดยไม่ต้องเอ่ยก็ได้ว่า การทำธุรกิจของเขายังต้องว่ากันต่อไปอีกนาน แต่ก็มีรายงานถึงลีลาของกี๊ธ เม็งที่ดูเหมือนจะไปลูบขน (ไทยบอกลูบคม) บรรดาออกญารุ่นเก๋าในหอหารค้าให้ยุ่งขิง กล่าวคือกี๊ธไปเล็กเชอร์เรื่องโลกานุวัฒน์ ทำนองสั่งสอน (ลูกสอนพ่อ) โดยมีรายงานว่าคนเหล่านั้นบางคนเห็นว่า เป็นการทำตัวแบบตะวันตก ไม่มีสัมมาคาระ (direct Western-style of interaction)

เสียงบ่นพวกนั้นจะเกิดจากฉุนโดด ๆ หรือมาจากความกลัวลึก ๆ ในใจว่า กี๊ธ เม็งชักจะคืบคลานเข้ามาในอาณาจักร ที่ครั้งหนึ่งพวกออกญาอย่างตัวผูกขาดอยู่ ก็ไม่ชัด ตัวแทนองค์การช่วยเหลือของตะวันตกผู้หนึ่งกล่าวแบบนิรนามกับเอเชียไทม์ว่า หลังจากเปิดโครงการร่วมทุนกับธนาคารออสเตรเลียเมื่อปีกลายได้ไม่นานนัก กี๊ธ เม็งก็ผลักดันให้ธนาคารร่วมทุนฯ ขยายสาขาออกไปในต่างจังหวัด เร็วกว่าที่ ANZ วางแผนเอาไว้อยู่เก่า แต่การณ์กลับกลายเป็นดี ยุทธศาสตร์แบบบุกตะลุยนี้ก่อผลดี คือธนาคารฯ ได้ส่วนแบ่งเงินฝาก และขยายตลาดรับจำนองจำนำอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นตลาดที่โตไวของกัมพูชา ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

บางครั้ง พวกปากหอยปากปูก็บอกว่า กลุ่มรอยัลกรุ๊ปของกี๊ธ เม็งทำเกินไป เมื่อเดือนมิถุนายน 2006 กำลังตำรวจ พร้อมกระบอง ก๊าซน้ำตา และอาก้า47 ครบมือ บุกเข้าไปไล่ที่ชาวบ้านไม่น้อยกว่า 20 ครอบครัวจากที่ดิน มูลค่าหลายล้านเหรียญกลางกรุงพนมเปญ แปลงข้าง ๆ โรงพยาบาลพระมุณีวงษ์ ที่รัฐบาลให้สิทธิ์สัมปทานแก่กลุ่มรอยัลกรุ๊ปเอาไปพัฒนา แต่กำลังมีข้อพิพาทกันอยู่ คนเหล่านั้นได้รับเงินชดเชยไปครอบครัวละ US$500-1,000 เหรียญ แล้วถูกขนใส่รถบรรทุกไปยังที่ดินแปลงใหม่ นอกเมืองออกไป 30 กิโลเมตร ไม่มีทั้งน้ำและไฟฟ้า

เสียงร้องทุกข์คล้าย ๆ กันนี้ก็มาจากโรงละคร ‘บาสสัก’ (Bassac*) ซึ่งเป็นทำเลหลักแห่งหนึ่งของพนมเปญ ในปี 2005 กระทรวงวัฒนธรรมเปิดสัมปทาน แล้วเรียกกลุ่มรอยัลกรุ๊ปเข้าไปฟื้นฟูสิ่งปลูกสร้างนี้ขึ้นมาใหม่ (ของเดิมถูกไฟไหม้ไปเมื่อหลายสิบปีก่อน) แลกกับสิทธิการปรับปรุงใช้ที่ดินบริเวณรอบ ๆ ที่ตอนนี้เป็นร้านค้าและตึกที่ทำงาน แต่ทางบริษัทตัดสินใจที่จะทุบโรงละครประวัติศาสตร์ (ที่เหลือมาจากยุครุ่งเรืองสมัยปี 1960s) และไล่ที่นักละครนับร้อย ที่ถูกพวกเขมรแดงหมายหัวว่าเป็น ‘ศัตรูทางชนชั้น’ แล้วหนีไปอาศัยหลบภัย ให้ออกไปที่อื่น
(ชื่อนี้เป็นชื่อแม่น้ำทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ เข้าใจว่าเป็นคำในภาษาฝรั่งเศส เลื้อยคู่กันไปกับแม่น้ำแม่โขง เวียดนามเรียกว่า ‘ฮว่ายาง’ เป็นคำ ๆ เดียวกับที่เราเรียก ‘แคว้นจัมปาสัก’ ในลาว และ ‘แม่น้ำป่าสัก’ ในบ้านเรา)

นักการละครเหล่านี้ (นักร้อง นางรำ นักดนตรี 315 ชีวิต) เป็นผู้รื้อฟื้นการละครของกัมพูชาให้กลับฟื้นคืนมาใหม่ หลังจากถูกพวกนิยมเหมากลุ่มนี้จ้องจะทำลายมานาน และได้รับค่าชดเชยไปคนละ $300 เหรียญ ขณะที่ตอนนี้ราคาที่ดินสูงถึง $1,000 เหรียญต่อตารางเมตร (หากรวมเงินกัน จะซื้อที่ดินได้ 94.5 ตารางเมตร) เรื่องประหลาดเหล่านี้ไม่รอดพวกปากหอยปากปู เพราะคนเหล่านี้เห็นว่า กลุ่มรอยัลกรุ๊ปกำลังทำเงินจากทรัพย์สินส่วนบุคคลของคนอื่น ๆ ที่เสียสิทธิเหล่านั้นไป ให้กับเค้าโครงจดทะเบียนที่ดินใหม่ ที่สุดล้างผลาญในสมัยพวกเขมรแดงเรืองอำนาจ

บนเวบไซต์ของกลุ่มรอยัลกรุ๊ป กี๊ธ เม็งเขียนเป็นถ้อยแถลงเอาไว้ว่า รากเหง้าของบริษัทสามารถสืบ ‘ย้อนหลังลงไปถึงยุคต้น ๆ ของการยึดครองของเขมรแดง’ น่าจะหมายถึง ทรัพย์สินและธุรกิจที่พ่อเขามี ก่อนที่ขบวนการหัวรุนแรงนิยมเหมากลุ่มนี้จะฆ่าเขาทิ้ง แล้วไล่คนอื่น ๆ ในครอบครัว รวมทั้งกี๊ธ เม็ง ให้อพยพหนีภัยไปออสเตรเลีย การที่ทุนนิยมกลับชาติขึ้นมาใหม่ในดินแดนกัมพูชา โยงใยกับรัฐบาลมักจะตีกินการอ้างสิทธิในทางประวัติศาสตร์ และช่วยฟื้นการแบ่งชั้นทางสังคมเก่า ๆ ขึ้นมาใหม่ เรื่องของกี๊ธ เม็งและกลุ่มรอยัลกรุ๊ป ที่โตไวในวงการธุรกิจ เป็นอุทาหรณ์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ตัวเป็น ๆ เห็นกันได้จะ ๆ (living proof)

Shawn W Crispin is Asia Times Online's Southeast Asia Editor.