'Headless chickens' and the China threat
By M K Bhadrakumar
22/08/2007
เห็นได้ชัดว่าหมดความอดทนสุด ๆ ท่านโรเนน เสน เอกอัครราชทูตอินเดียประจำสหรัฐอเมริกาก็ออกมาด่ากราดนักการเมืองที่บ้าน ที่ไม่ยอมให้สัตยาบรรณในข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเพียรพยายามต่อรองและถือว่าเป็นข้อตกลงระดับ ‘เบิกธรณี’ ทูตเสนด่านักการเมืองในบ้านว่า เป็นเหมือน ‘ไอ้พวกไก่ไร้หัว’ ("headless chickens"*) การที่ท่านทูตลุแก่โทสะใส่สมาชิกรัฐสภาหรือสื่อมวลชนขนาดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ
(*มาจากสำนวนอังกฤษว่า ‘run like a headless chickens’ สำนวนนี้มาจากปฏิกิริยาตอนที่คนฆ่าไก่ ไก่ถูกตัดหัว ตายไปแล้ว เพราะสมองขาดไปพร้อมกับหัว แต่ปฏิกิริยาของไก่ เหมือนจะยังไม่ตายทันที ‘วิ่งพล่านไปอย่างไก่ไร้หัว’ คือ ‘เตลิดไปด้วยความตื่นกลัว ไร้สมอง ไร้ความคิดจิตใจ ไร้ทิศทาง’ หากคนฆ่าไม่ไขว้ปีก ขัดกันไว้ ไก่ก็จะวิ่ง ตีปีกปั๊บ ๆ ๆ ๆ ไปอีกนานจนกว่าเลือดออกจนหมด จึงจะหยุด อันมาจากคำสั่งของสมองต่อกล้ามเนื้อที่ยังค้างอยู่ในร่าง ซึ่งตอนนั้นตายไปพร้อมหัวขาดนานแล้ว เหมือนจิ้งจกหางขาดที่หางยังกระดิกได้
ทำนองเดียวกับ ‘งูไม่มีหัว เลื้อยไม่ได้ นกไม่มีปีก บินไปไม่เป็น’)
ด้วยน้ำเสียงที่พร้อมจะเลี้ยะพะอย่างเต็มที่ ทูตวัย 64 ปีท่านนี้สาวหมัดเข้าใส่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในบ้าน ที่โจมตีข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านนิวเคลียร์อินเดีย-สหรัฐ ที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อสั้น ๆ ว่า ‘ข้อตกลงนิวเคลียร์’
เพราะเนื้อหาใน ‘ข้อตกลง’ ทำให้แขกตีกับแขก แขกแตกกัน ฟัดกันเอง โทสะที่ระเบิดขึ้นมาของทูตเสน ทำให้เราหวนกลับไปนึกถึงคำพูดของโรบิน ราเฟล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่กล่าวไว้ในช่วงกลางปี 1990s ก่อนที่อินเดียกับสหรัฐจะค้นพบว่า พวกตัวเป็น ‘พันธมิตรโดยธรรมชาติ’ ของกันและกัน คือราเฟลบอกว่า (ในสภาพแบบนี้) แค่ชั่วโมงเดียว วอชิงตันก็ก่อพายุการเมืองขึ้นในเดลีได้แล้ว (ทำนองฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องทางบ้านพี่)
แต่หัวใจของเรื่องนี้แสดงว่า การอภิปรายทางการเมืองในอินเดียไม่มีความโปร่งใสเสียแล้ว ไม่มีผู้ใดในรัฐบาลอินเดียสามารถให้คำตอบได้ว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ว่านี้ไปตกลงกันอย่างไรบ้าง ฝ่ายอเมริกันยืนกรานว่าความร่วมมือด้านนิวเคลียร์จะต้องอยู่ในกรอบ ‘ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์’ เท่านั้น นั่นคือ นอกจากเป็นความตกลงแบบทวิภาคี ที่เป็นความลับระหว่างทหารด้วยกันแล้ว ในระดับยุทธศาสตร์ สหรัฐก็จะดึงอินเดียเข้ามาร่วมในกลุ่มพันธมิตรด้านความมั่นคงกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งก็คือญี่ปุ่นและออสเตรเลีย
อินเดียย้ายจุดยืน
แต่ทางการอินเดียพยายามเลี่ยง ไม่ทำตามที่สหรัฐต้องการทางยุทธศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่อินเดียเองก็ไม่ขัด คือเมื่อ 2 ปีมาแล้ว อินเดียถือว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ตนทำกับสหรัฐ เป็นประโยชน์ต่อแผนความมั่นคงทางพลังงานของตน แต่ไม่ช้าผลการศึกษาก็บอกว่า ใน 15 ปีข้างหน้า ถึงอินเดียจะพยายามแค่ไหน โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของอินเดียก็จะตอบสนองความต้องการพลังงานของประเทศ ได้เพียง 5-6% เท่านั้น
ดังนั้น ประเด็นจึงย้ายน้ำหนักมาอยู่ที่ ทำให้สหรัฐ (ที่ตอนนี้กลับมาเป็นมิตร) ยกเลิกข้อห้ามการส่งถ่ายเทคโนโลยีชั้นสูงมาให้อินเดีย ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1974 แต่ข้อห้ามดังกล่าวก็กำหนดไว้เฉพาะเทคโนโลยี ‘ที่จะเอาไปใช้แบบทวิภาค’ (พลเรือน-ทหาร) เท่านั้น พอเป็นเช่นนั้น เรื่องก็มาถึงทางตันอีก แต่ก็เป็นอยู่เช่นนั้นแค่พักเดียว คืออินเดียยอมถอย แถไปหาจุดใหม่ โดยให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่อง ‘การเมืองล้วน ๆ’
หมายความว่า ‘การเมืองล้วน ๆ’ (realpolitik*) คือเหตุผลที่แท้จริง ที่ชักนำอินเดียให้ไปร่วมในยุทธศาสตร์ที่สหรัฐต้องการ ‘ปิดล้อม’ จีน ซึ่งนี่คือ ‘การเมืองที่เป็นจริง’ ในศตวรรษที่ 21 นี้ โดยนัยนี้ วอชิงตันถือว่าอินเดียเป็น ‘ตัวถ่วงดุล’ ที่จะทำให้โลกเกิดเสถียรภาพ นักวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์ในอินเดียบางคนเชื่อว่า ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช (ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่เป็นมิตรกับอินเดีย ‘อย่างที่สุด’ แล้ว) จะผนึกกำลังกับอินเดีย ‘ทำการปิดล้อม’ จีนอย่างมีประสิทธิภาพ
(*realpolitik เป็นคำในภาษาเยอรมัน แปลว่าการเมืองที่เป็นจริง ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น บ้านเราก็มีแนวคิดอีหรอบเดียวกัน แต่เขียนไม่เหมือนกันว่า ‘เล่นการเมือง’)
ขออ้างคำพูดของทูตเสนมาดังนี้ “ในอนาคต เรา (ชาวอินเดีย) คงจะไม่ได้เห็นเพื่อนมิตร และผู้สนับสนุนอย่างเช่นประธานาธิบดีคนนี้อีกแล้ว เพราะถึงที่สุดแล้ว จะไม่มีคนแบบนี้อีกแล้ว” อันที่จริง เราก็มักจะไม่ค่อยได้เห็นนักการทูตคนไหน ที่ขุดเอาใจขึ้นมาพูด และพูดถึงมิตรภาพได้อย่างโล่งโต้งแบบนี้เช่นกัน
แต่จะเกี๊ยะเซี้ยะกับบุช หรือไม่ ตรงนี้ก็ไม่ใช่ประเด็นเช่นกัน ประเด็นใหญ่ในตอนนี้ก็คือจีนกับปากีสถาน (รายหลังนี้น้อยหน่อย) ทั้งนี้เพราะ หากคิดในแนวนี้จีนจะโผล่ขึ้นมาเป็นจุดศูนย์กลางของมูลเหตุทั้งปวง ที่อินเดียต้องทำสัญญานิวเคลียร์กับสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญของอินเดียผู้หนึ่งมองเห็นภาพผู้นำในปักกิ่ง ‘ยิ้มกริ่ม’ เมื่อเห็นรัฐบาลอินเดียตกที่นั่งลำบาก ไม่สามารถคุมเสียงข้างมากในสภา ให้หันมาสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าวได้ เนื่องจากขาดเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้ายต่าง ๆ “หากเลิกเจรจา ... ก็มีแต่จีนที่จะได้” เขาบอก
ผู้เชี่ยวชาญอินเดียอีกผู้หนึ่งเสริมว่า “โดยนัยนี้ ผู้ที่จะได้มากที่สุดจากการที่ข้อตกลงต้องล่าช้าออกไป มองในแง่ยุทธศาสตร์แล้วก็คือจีนกับปากีสถาน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรากำลังปกป้องใครกัน ? หากข้อตกลงล่าช้า กระทั่งสะดุด จีนก็จะขึ้นเป็นใหญ่แต่ฝ่ายเดียวในเอเชีย ประเทศอื่น ๆ อย่างเช่นรัสเซีย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นต่างอยากจะให้อินเดียยังอยู่บนกระดาน เพื่อจะได้เป็นตัวสร้างเสถียรภาพในสมการแห่งเครือข่ายทางยุทธศาสตร์ของเอเชีย”
และอีกผู้หนึ่งก็สรุปว่า “ทางที่อินเดียต้องเลือกนั้นโจ้งแจ้งและธรรมดามาก ๆ คือถ้าไม่เข้าไปร่วมกับมหาอำนาจอื่น ๆ อินเดียก็ต้องโดดเดี่ยวตัวเองออกมาให้จีนครอบ ให้ปากีสถานบดบัง”
อินเดียสร้างปมยุ่งให้ตัวเอง ดูเหมือนว่าทางวอชิงตันก็เงียบงันด้วยความอับอาย ซ์บิกนีฟ เบร์ซซินสกี้ อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ นักทฤษฎีการเมืองที่มองโลกเป็นกระดานหมากรุก คงรู้สึกสับสนที่เห็นอินเดียโลเล เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ‘จอมถ่วงดุล’ แห่งวงการทูตยุคใหม่ คงต้องแค่นยิ้มด้วยความขุ่นมัว เฮนรี่ พอลสัน รมต.คลัง เพื่อนสนิทบุชก็คงความดันขึ้น
เห็นได้ชัดว่า เป็นไปไม่ได้ที่วอชิงตันจะคิดเหมือนกับที่อินเดียคิดไปเสียทุก ๆ ประเด็น โดยเฉพาะที่ว่า ‘มหาอำนาจทุก ๆ ประเทศในโลก’ จะต้องต่อต้านจีน พอลสันใคร่จะเห็นจีนเป็น ‘ผู้ถือหุ้น’ รายใหญ่ที่สุดในระบบโลก พอลสันเห็นว่า จีนถือพันธบัตรชนิดต่าง ๆ ของสหรัฐ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า US$900 พันล้านเหรียญ และพอจีนเอาพันธบัตรกระทรวงการคลังของจีน $5.8 พันล้านเหรียญออกขาย พอลสันก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
พอลสันเป็นผู้เชี่ยวชาญจีนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นหัวหน้า Goldman Sachs* บุชเลือกเขามาเป็นรมต.คลัง ก็เป็นการให้ความสำคัญในแง่ที่ว่า วอชิงตันต้องการดูแลความสัมพันธ์ของตนกับจีนที่ผงาดขึ้นมา ให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ปัญหาสำคัญก็มีอยู่ว่า ในตอนนี้กระทรวงการคลังสหรัฐไม่มีเงินมาไถ่พันธบัตรเหล่านั้น และวอชิงตันก็รู้ดีว่าในนโยบายที่ตัวมีต่อจีน ตัวไม่มีไพ่เหนือกว่าให้เล่น
(*ธนาคารเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1869 สำนักงานใหญ่ของในนิวยอร์ค)
อีกอย่างหนึ่ง สินค้าบนหิ้งของ Wal-Mart* 70% ผลิตในจีน ปัจจุบัน ศูนย์กลางการผลิตแบบโรงงานในจีน เป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนผู้บริโภคในสหรัฐในราคาถูก (subsidizing) ราว ๆ ครึ่งหนึ่งของสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน ผลิตจากโรงงานที่บริษัทในสหรัฐไปตั้งในจีน ("offshored") สหรัฐต้องขึ้นต่อผลิตภัณฑ์ไฮ-เทคจากจีน มีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจีนหรือสหรัฐจะผละออกไปจากความสัมพันธ์ ที่ผูกติดกันแบบนี้ไปไม่ได้ เว้นเสียแต่จะต้องเจอกับเหตุเภทภัยที่สุดแสนจะเจ็บปวด
(*ร้านค้าแบบสหกรณ์ ขายสากกะเบือยันเรือรบ ในเชิงรายได้ มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งปี 1962 จดทะเบียนเป็นบริษัทปี 1969 เข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์คปี 1972)
จีนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้
ปักกิ่งไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การที่อินเดียทำข้อตกลงทางนิวเคลียร์กับสหรัฐ แต่จีนก็มีแถลงการณ์ออกมาบอกว่า เดลีกระสันอยากจะเป็น ‘มหาอำนาจ’ และข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นกุญแจที่ไขประตู ให้อินเดียเข้าไปร่วมในสโมสรพี่เบิ้มในการเมืองโลก แต่จีนก็ดูจะไม่มีข้อกังขาว่า อินเดียมีศักยภาพพอที่จะเติบใหญ่ได้ หรือถึงมีก็ไม่พูด
นักยุทธศาสตร์อินเดียพากันออกมากล่าวหาว่าจีนช่วยปากีสถาน ซึ่งเป็นศัตรูตัวเอ้ของอินเดีย โดยมีข้อตกลงด้านนิวเคลียร์กัน แต่เมื่อวันจันทร์นี้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของอินเดียเรื่องนี้ โดยบอกกับผู้สื่อข่าวในปักกิ่งว่า “ไม่เคยมีการทำข้อตกลงกันแบบนั้นเลย”
แต่อีกฟากหนึ่ง ผู้ประกาศข่าวจีนเล็งปืนใส่ การที่วอชิงตัน ‘ใช้ 2 มาตรฐาน’ คือไปเกี้ยะเซี้ยะกับมหาอำนาจที่ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาห้ามเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ (nuclear Non-Proliferation Treaty) คืออินเดีย ซึ่งจะ ‘สร้างความเสียหาย’ ให้หลักการที่โลกยึดถืออยู่ในเวลานี้ จีนชี้ว่าข้อตกลงนิวเคลียร์จะทำให้ดุลทางยุทธศาสตร์ในเขตอนุทวีปเปลี่ยนไป ทุกวันนี้จีนแสดงความเสียใจต่อความพยายามของสหรัฐ ที่จะ “ดึงอินเดียมาใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ของตน”
แต่จีนก็ยังพูดด้วยความมั่นใจว่า “สารพันธุกรรมของอินเดียนั้น ไม่ยอมให้อินเดียยอบตัวไปเป็นลูกไล่ของสหรัฐ เหมือนอย่างอังกฤษหรือญี่ปุ่นดอก” แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานี้ก็มีเหตุผลที่พอเชื่อได้ว่า จีนย่อมไม่พอใจกับข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐอย่างแน่นอน แต่จีนก็เลี่ยงที่จะตอกหน้าอินเดียตรง ๆ ที่จริง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐก็บอกว่า จีนไม่อยู่ในวิสัยที่จะขัดขวางข้อตกลงนี้ เพราะมันเป็นแค่การรวมตัวกันในฐานะที่เป็นกลุ่มขายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ (Nuclear Suppliers Group*) ที่จีนเองก็ต้องให้การสนับสนุนเท่านั้น
(*NSG เป็นกลุ่มนานาชาติจัดตั้งขึ้นในปี 1975 เพื่อเสนอทางออกให้กับการที่อินเดียทดลองระเบิดนิวเคลียร์ 1 ปีก่อนหน้านั้น กลุ่มนี้พยายามเข้าไปควบคุมการแพร่นิวเคลียร์ โดยควบคุมการส่งออก และเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงที่สามารถนำไปใช้เป็นหัวรบนิวเคลียร์ได้)
ถ้าเช่นนั้นแล้ว ปัญหาอยู่ที่ไหน ? หลังจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ปี 1999 ผ่านไปไม่นาน รัฐบาลที่เดลีก็พยายามสร้างเหตุผลขึ้นว่า ที่ตนต้องทำเช่นนั้นก็เพราะบรรยากาศของความสัมพันธ์ของตนกับจีนนั้น ‘มันช่างกดดันเหลือเกิน’ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครซื้อเหตุผลที่ว่านั้นเลย ดังนั้น พอฝุ่นเริ่มจาง เดลีก็กลับลำอย่างรวดเร็ว รีบกลับมานั่งเจรจากับจีนใหม่
ปัญหาจีนตามความเข้าใจของอินเดีย
‘ตัวปัญหา’ ของทุกวันนี้ก็คล้าย ๆ กัน คือมันก็ไม่ใช่แค่เกมการเมือง ที่จะโดดเดี่ยวพรรคฝ่ายค้านปีกซ้าย ที่คัดค้านข้อตกลงฉบับนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าฝ่ายค้านพวกนี้ไม่มีความรักชาติ และรับใช้ผลประโยชน์ทางภูมิศาสตร์การเมืองของจีนเท่านั้น ถึงขนาดที่ ทันทีที่มีการพูดว่าข้อตกลงนี้ตั้งใจขัดขวางไม่ให้จีนก้าวเข้ามาครอบงำเอเชีย โฆษกพรรคคลั่งศาสนาฮินดู ที่ติดใจข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนี้ก็ยังรีบเปลี่ยนใจ
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายอินเดียมาก ทุกวันนี้อินเดียยังต้องกำหนดไม่ได้ว่า ตนจะมีท่าทีอย่างไรต่อการที่จีนผงาดขึ้นมา เรื่องนี้ยังค้างอยู่ กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้แวดวงยุทธศาสตร์อินเดียยังเชื่อว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดีย จะดึงดูดให้จีนวิ่งไปหาเงินที่นั่น แต่ในที่สุด ตอนนี้ก็เริ่มตระหนักแล้วว่า จีนเองก้าวหน้าไปไกลกว่าอินเดียมากนัก
ตามที่ทูตราชีฟ สีกรี อดีตปลัดกระทรวงต่างประเทศอินเดีย ให้ความเห็นในเรื่องความสัมพันธ์จีน-อินเดียทั่ว ๆ ไปว่า “ตอนนี้ความไม่ไว้ใจจีน ซึ่งฝักรากอยู่ในใจของฝ่ายความมั่นคง แต่สาธารณชนและในแวดวงยุทธศาสตร์ ชักจะลืม ๆ ไปนั้น บัดนี้หวนกลับขึ้นมาอีกแล้ว”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสหรัฐจะเข้ามาสนับสนุนแนวคิดในสาธารณชนแบบนี้อย่างเงียบ ๆ เรื่องราวแปลก ๆ เกี่ยวกับผีจีน ไปโผล่ขึ้นที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง ถึงทำให้การเคลื่อนไหวของพอลสันค่อนข้างลำบาก แต่ทำให้แวดวงยุทธศาสตร์ของอินเดียเต้นเป็นเจ้าเข้า
ในแวดวงยุทธศาสตร์ของอินเดีย มีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อโดยสนิทใจว่า สหรัฐปรารถนาจะเห็นอินเดียพัฒนาขึ้นมาถ่วงดุลจีนในเอเชีย บางคนในนั้นก็เชื่อว่า ตอนนี้อินเดียกลายไปเป็น ‘ตัวถ่วงดุล’ ในเวทีการเมืองโลกแล้วจริง ๆ แต่ทูตสีกรีกลับคิดว่า ที่ระดับอย่างเป็นทางการ ความสัมพันธ์ทั่ว ๆ ไปของอินเดียกับจีนยัง ‘ไม่ได้ศึกษากันให้รู้แจ้งแทงตลอด’
อย่างไรก็ตาม ผีจีนก็ได้เข้ามาช่วยเดลี ในการกระตุ้นให้อินเดียเกิดความรักชาติขึ้นมาอย่างยิ่งยวด ที่จริง ความรักชาติเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐคิดถึง เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า มันเป็นเรื่องยากมากที่จะใส่เหตุผลทางการเมือง (คือการที่ทำให้นโยบายต่างประเทศของอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งในภูมิยุทธศาสตร์ของสหรัฐในเอเชีย) เข้าไปในการทำข้อตกลงนิวเคลียร์นี้
เมื่อเห็นว่าความคนอินเดียมักเชื่อว่าตัวถูกเสมอ ราเฟล (อดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐ) จึงบอกว่า การที่ทูตเสนระเบิดโทสะออกมาอย่างไม่เป็นการทูตแบบนี้ มันต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดา “ทุกอย่างเกี่ยวพันกัน การที่ทูตเสนพูดเช่นนั้นไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ มันต้องมีมากกว่านั้นมาก แต่ถ้าไม่ต้องมีข้อตกลงนิวเคลียร์ เรายังจะใช้ประโยชน์จากเรื่องทั้งหมดนี้ได้ไหม ?”
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นักการเมืองอินเดียทุกเพศ ทุกวัย ต่างพากัน ‘วิ่งพล่านไปรอบ ๆ’ เหมือนไก่ไร้หัว ดูไม่เหมือนกำลังจะเป็นมหาอำนาจเอาเสียเลย
M K Bhadrakumar served as a career diplomat in the Indian Foreign Service for more than 29 years, with postings including ambassador to Uzbekistan (1995-98) and to Turkey (1998-2001).
By M K Bhadrakumar
22/08/2007
เห็นได้ชัดว่าหมดความอดทนสุด ๆ ท่านโรเนน เสน เอกอัครราชทูตอินเดียประจำสหรัฐอเมริกาก็ออกมาด่ากราดนักการเมืองที่บ้าน ที่ไม่ยอมให้สัตยาบรรณในข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเพียรพยายามต่อรองและถือว่าเป็นข้อตกลงระดับ ‘เบิกธรณี’ ทูตเสนด่านักการเมืองในบ้านว่า เป็นเหมือน ‘ไอ้พวกไก่ไร้หัว’ ("headless chickens"*) การที่ท่านทูตลุแก่โทสะใส่สมาชิกรัฐสภาหรือสื่อมวลชนขนาดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ
(*มาจากสำนวนอังกฤษว่า ‘run like a headless chickens’ สำนวนนี้มาจากปฏิกิริยาตอนที่คนฆ่าไก่ ไก่ถูกตัดหัว ตายไปแล้ว เพราะสมองขาดไปพร้อมกับหัว แต่ปฏิกิริยาของไก่ เหมือนจะยังไม่ตายทันที ‘วิ่งพล่านไปอย่างไก่ไร้หัว’ คือ ‘เตลิดไปด้วยความตื่นกลัว ไร้สมอง ไร้ความคิดจิตใจ ไร้ทิศทาง’ หากคนฆ่าไม่ไขว้ปีก ขัดกันไว้ ไก่ก็จะวิ่ง ตีปีกปั๊บ ๆ ๆ ๆ ไปอีกนานจนกว่าเลือดออกจนหมด จึงจะหยุด อันมาจากคำสั่งของสมองต่อกล้ามเนื้อที่ยังค้างอยู่ในร่าง ซึ่งตอนนั้นตายไปพร้อมหัวขาดนานแล้ว เหมือนจิ้งจกหางขาดที่หางยังกระดิกได้
ทำนองเดียวกับ ‘งูไม่มีหัว เลื้อยไม่ได้ นกไม่มีปีก บินไปไม่เป็น’)
ด้วยน้ำเสียงที่พร้อมจะเลี้ยะพะอย่างเต็มที่ ทูตวัย 64 ปีท่านนี้สาวหมัดเข้าใส่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในบ้าน ที่โจมตีข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านนิวเคลียร์อินเดีย-สหรัฐ ที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อสั้น ๆ ว่า ‘ข้อตกลงนิวเคลียร์’
เพราะเนื้อหาใน ‘ข้อตกลง’ ทำให้แขกตีกับแขก แขกแตกกัน ฟัดกันเอง โทสะที่ระเบิดขึ้นมาของทูตเสน ทำให้เราหวนกลับไปนึกถึงคำพูดของโรบิน ราเฟล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่กล่าวไว้ในช่วงกลางปี 1990s ก่อนที่อินเดียกับสหรัฐจะค้นพบว่า พวกตัวเป็น ‘พันธมิตรโดยธรรมชาติ’ ของกันและกัน คือราเฟลบอกว่า (ในสภาพแบบนี้) แค่ชั่วโมงเดียว วอชิงตันก็ก่อพายุการเมืองขึ้นในเดลีได้แล้ว (ทำนองฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องทางบ้านพี่)
แต่หัวใจของเรื่องนี้แสดงว่า การอภิปรายทางการเมืองในอินเดียไม่มีความโปร่งใสเสียแล้ว ไม่มีผู้ใดในรัฐบาลอินเดียสามารถให้คำตอบได้ว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ว่านี้ไปตกลงกันอย่างไรบ้าง ฝ่ายอเมริกันยืนกรานว่าความร่วมมือด้านนิวเคลียร์จะต้องอยู่ในกรอบ ‘ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์’ เท่านั้น นั่นคือ นอกจากเป็นความตกลงแบบทวิภาคี ที่เป็นความลับระหว่างทหารด้วยกันแล้ว ในระดับยุทธศาสตร์ สหรัฐก็จะดึงอินเดียเข้ามาร่วมในกลุ่มพันธมิตรด้านความมั่นคงกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งก็คือญี่ปุ่นและออสเตรเลีย
อินเดียย้ายจุดยืน
แต่ทางการอินเดียพยายามเลี่ยง ไม่ทำตามที่สหรัฐต้องการทางยุทธศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่อินเดียเองก็ไม่ขัด คือเมื่อ 2 ปีมาแล้ว อินเดียถือว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ตนทำกับสหรัฐ เป็นประโยชน์ต่อแผนความมั่นคงทางพลังงานของตน แต่ไม่ช้าผลการศึกษาก็บอกว่า ใน 15 ปีข้างหน้า ถึงอินเดียจะพยายามแค่ไหน โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของอินเดียก็จะตอบสนองความต้องการพลังงานของประเทศ ได้เพียง 5-6% เท่านั้น
ดังนั้น ประเด็นจึงย้ายน้ำหนักมาอยู่ที่ ทำให้สหรัฐ (ที่ตอนนี้กลับมาเป็นมิตร) ยกเลิกข้อห้ามการส่งถ่ายเทคโนโลยีชั้นสูงมาให้อินเดีย ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1974 แต่ข้อห้ามดังกล่าวก็กำหนดไว้เฉพาะเทคโนโลยี ‘ที่จะเอาไปใช้แบบทวิภาค’ (พลเรือน-ทหาร) เท่านั้น พอเป็นเช่นนั้น เรื่องก็มาถึงทางตันอีก แต่ก็เป็นอยู่เช่นนั้นแค่พักเดียว คืออินเดียยอมถอย แถไปหาจุดใหม่ โดยให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่อง ‘การเมืองล้วน ๆ’
หมายความว่า ‘การเมืองล้วน ๆ’ (realpolitik*) คือเหตุผลที่แท้จริง ที่ชักนำอินเดียให้ไปร่วมในยุทธศาสตร์ที่สหรัฐต้องการ ‘ปิดล้อม’ จีน ซึ่งนี่คือ ‘การเมืองที่เป็นจริง’ ในศตวรรษที่ 21 นี้ โดยนัยนี้ วอชิงตันถือว่าอินเดียเป็น ‘ตัวถ่วงดุล’ ที่จะทำให้โลกเกิดเสถียรภาพ นักวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์ในอินเดียบางคนเชื่อว่า ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช (ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่เป็นมิตรกับอินเดีย ‘อย่างที่สุด’ แล้ว) จะผนึกกำลังกับอินเดีย ‘ทำการปิดล้อม’ จีนอย่างมีประสิทธิภาพ
(*realpolitik เป็นคำในภาษาเยอรมัน แปลว่าการเมืองที่เป็นจริง ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น บ้านเราก็มีแนวคิดอีหรอบเดียวกัน แต่เขียนไม่เหมือนกันว่า ‘เล่นการเมือง’)
ขออ้างคำพูดของทูตเสนมาดังนี้ “ในอนาคต เรา (ชาวอินเดีย) คงจะไม่ได้เห็นเพื่อนมิตร และผู้สนับสนุนอย่างเช่นประธานาธิบดีคนนี้อีกแล้ว เพราะถึงที่สุดแล้ว จะไม่มีคนแบบนี้อีกแล้ว” อันที่จริง เราก็มักจะไม่ค่อยได้เห็นนักการทูตคนไหน ที่ขุดเอาใจขึ้นมาพูด และพูดถึงมิตรภาพได้อย่างโล่งโต้งแบบนี้เช่นกัน
แต่จะเกี๊ยะเซี้ยะกับบุช หรือไม่ ตรงนี้ก็ไม่ใช่ประเด็นเช่นกัน ประเด็นใหญ่ในตอนนี้ก็คือจีนกับปากีสถาน (รายหลังนี้น้อยหน่อย) ทั้งนี้เพราะ หากคิดในแนวนี้จีนจะโผล่ขึ้นมาเป็นจุดศูนย์กลางของมูลเหตุทั้งปวง ที่อินเดียต้องทำสัญญานิวเคลียร์กับสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญของอินเดียผู้หนึ่งมองเห็นภาพผู้นำในปักกิ่ง ‘ยิ้มกริ่ม’ เมื่อเห็นรัฐบาลอินเดียตกที่นั่งลำบาก ไม่สามารถคุมเสียงข้างมากในสภา ให้หันมาสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าวได้ เนื่องจากขาดเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้ายต่าง ๆ “หากเลิกเจรจา ... ก็มีแต่จีนที่จะได้” เขาบอก
ผู้เชี่ยวชาญอินเดียอีกผู้หนึ่งเสริมว่า “โดยนัยนี้ ผู้ที่จะได้มากที่สุดจากการที่ข้อตกลงต้องล่าช้าออกไป มองในแง่ยุทธศาสตร์แล้วก็คือจีนกับปากีสถาน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรากำลังปกป้องใครกัน ? หากข้อตกลงล่าช้า กระทั่งสะดุด จีนก็จะขึ้นเป็นใหญ่แต่ฝ่ายเดียวในเอเชีย ประเทศอื่น ๆ อย่างเช่นรัสเซีย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นต่างอยากจะให้อินเดียยังอยู่บนกระดาน เพื่อจะได้เป็นตัวสร้างเสถียรภาพในสมการแห่งเครือข่ายทางยุทธศาสตร์ของเอเชีย”
และอีกผู้หนึ่งก็สรุปว่า “ทางที่อินเดียต้องเลือกนั้นโจ้งแจ้งและธรรมดามาก ๆ คือถ้าไม่เข้าไปร่วมกับมหาอำนาจอื่น ๆ อินเดียก็ต้องโดดเดี่ยวตัวเองออกมาให้จีนครอบ ให้ปากีสถานบดบัง”
อินเดียสร้างปมยุ่งให้ตัวเอง ดูเหมือนว่าทางวอชิงตันก็เงียบงันด้วยความอับอาย ซ์บิกนีฟ เบร์ซซินสกี้ อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ นักทฤษฎีการเมืองที่มองโลกเป็นกระดานหมากรุก คงรู้สึกสับสนที่เห็นอินเดียโลเล เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ‘จอมถ่วงดุล’ แห่งวงการทูตยุคใหม่ คงต้องแค่นยิ้มด้วยความขุ่นมัว เฮนรี่ พอลสัน รมต.คลัง เพื่อนสนิทบุชก็คงความดันขึ้น
เห็นได้ชัดว่า เป็นไปไม่ได้ที่วอชิงตันจะคิดเหมือนกับที่อินเดียคิดไปเสียทุก ๆ ประเด็น โดยเฉพาะที่ว่า ‘มหาอำนาจทุก ๆ ประเทศในโลก’ จะต้องต่อต้านจีน พอลสันใคร่จะเห็นจีนเป็น ‘ผู้ถือหุ้น’ รายใหญ่ที่สุดในระบบโลก พอลสันเห็นว่า จีนถือพันธบัตรชนิดต่าง ๆ ของสหรัฐ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า US$900 พันล้านเหรียญ และพอจีนเอาพันธบัตรกระทรวงการคลังของจีน $5.8 พันล้านเหรียญออกขาย พอลสันก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
พอลสันเป็นผู้เชี่ยวชาญจีนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นหัวหน้า Goldman Sachs* บุชเลือกเขามาเป็นรมต.คลัง ก็เป็นการให้ความสำคัญในแง่ที่ว่า วอชิงตันต้องการดูแลความสัมพันธ์ของตนกับจีนที่ผงาดขึ้นมา ให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ปัญหาสำคัญก็มีอยู่ว่า ในตอนนี้กระทรวงการคลังสหรัฐไม่มีเงินมาไถ่พันธบัตรเหล่านั้น และวอชิงตันก็รู้ดีว่าในนโยบายที่ตัวมีต่อจีน ตัวไม่มีไพ่เหนือกว่าให้เล่น
(*ธนาคารเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1869 สำนักงานใหญ่ของในนิวยอร์ค)
อีกอย่างหนึ่ง สินค้าบนหิ้งของ Wal-Mart* 70% ผลิตในจีน ปัจจุบัน ศูนย์กลางการผลิตแบบโรงงานในจีน เป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนผู้บริโภคในสหรัฐในราคาถูก (subsidizing) ราว ๆ ครึ่งหนึ่งของสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน ผลิตจากโรงงานที่บริษัทในสหรัฐไปตั้งในจีน ("offshored") สหรัฐต้องขึ้นต่อผลิตภัณฑ์ไฮ-เทคจากจีน มีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจีนหรือสหรัฐจะผละออกไปจากความสัมพันธ์ ที่ผูกติดกันแบบนี้ไปไม่ได้ เว้นเสียแต่จะต้องเจอกับเหตุเภทภัยที่สุดแสนจะเจ็บปวด
(*ร้านค้าแบบสหกรณ์ ขายสากกะเบือยันเรือรบ ในเชิงรายได้ มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งปี 1962 จดทะเบียนเป็นบริษัทปี 1969 เข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์คปี 1972)
จีนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้
ปักกิ่งไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การที่อินเดียทำข้อตกลงทางนิวเคลียร์กับสหรัฐ แต่จีนก็มีแถลงการณ์ออกมาบอกว่า เดลีกระสันอยากจะเป็น ‘มหาอำนาจ’ และข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นกุญแจที่ไขประตู ให้อินเดียเข้าไปร่วมในสโมสรพี่เบิ้มในการเมืองโลก แต่จีนก็ดูจะไม่มีข้อกังขาว่า อินเดียมีศักยภาพพอที่จะเติบใหญ่ได้ หรือถึงมีก็ไม่พูด
นักยุทธศาสตร์อินเดียพากันออกมากล่าวหาว่าจีนช่วยปากีสถาน ซึ่งเป็นศัตรูตัวเอ้ของอินเดีย โดยมีข้อตกลงด้านนิวเคลียร์กัน แต่เมื่อวันจันทร์นี้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของอินเดียเรื่องนี้ โดยบอกกับผู้สื่อข่าวในปักกิ่งว่า “ไม่เคยมีการทำข้อตกลงกันแบบนั้นเลย”
แต่อีกฟากหนึ่ง ผู้ประกาศข่าวจีนเล็งปืนใส่ การที่วอชิงตัน ‘ใช้ 2 มาตรฐาน’ คือไปเกี้ยะเซี้ยะกับมหาอำนาจที่ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาห้ามเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ (nuclear Non-Proliferation Treaty) คืออินเดีย ซึ่งจะ ‘สร้างความเสียหาย’ ให้หลักการที่โลกยึดถืออยู่ในเวลานี้ จีนชี้ว่าข้อตกลงนิวเคลียร์จะทำให้ดุลทางยุทธศาสตร์ในเขตอนุทวีปเปลี่ยนไป ทุกวันนี้จีนแสดงความเสียใจต่อความพยายามของสหรัฐ ที่จะ “ดึงอินเดียมาใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ของตน”
แต่จีนก็ยังพูดด้วยความมั่นใจว่า “สารพันธุกรรมของอินเดียนั้น ไม่ยอมให้อินเดียยอบตัวไปเป็นลูกไล่ของสหรัฐ เหมือนอย่างอังกฤษหรือญี่ปุ่นดอก” แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานี้ก็มีเหตุผลที่พอเชื่อได้ว่า จีนย่อมไม่พอใจกับข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐอย่างแน่นอน แต่จีนก็เลี่ยงที่จะตอกหน้าอินเดียตรง ๆ ที่จริง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐก็บอกว่า จีนไม่อยู่ในวิสัยที่จะขัดขวางข้อตกลงนี้ เพราะมันเป็นแค่การรวมตัวกันในฐานะที่เป็นกลุ่มขายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ (Nuclear Suppliers Group*) ที่จีนเองก็ต้องให้การสนับสนุนเท่านั้น
(*NSG เป็นกลุ่มนานาชาติจัดตั้งขึ้นในปี 1975 เพื่อเสนอทางออกให้กับการที่อินเดียทดลองระเบิดนิวเคลียร์ 1 ปีก่อนหน้านั้น กลุ่มนี้พยายามเข้าไปควบคุมการแพร่นิวเคลียร์ โดยควบคุมการส่งออก และเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงที่สามารถนำไปใช้เป็นหัวรบนิวเคลียร์ได้)
ถ้าเช่นนั้นแล้ว ปัญหาอยู่ที่ไหน ? หลังจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ปี 1999 ผ่านไปไม่นาน รัฐบาลที่เดลีก็พยายามสร้างเหตุผลขึ้นว่า ที่ตนต้องทำเช่นนั้นก็เพราะบรรยากาศของความสัมพันธ์ของตนกับจีนนั้น ‘มันช่างกดดันเหลือเกิน’ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครซื้อเหตุผลที่ว่านั้นเลย ดังนั้น พอฝุ่นเริ่มจาง เดลีก็กลับลำอย่างรวดเร็ว รีบกลับมานั่งเจรจากับจีนใหม่
ปัญหาจีนตามความเข้าใจของอินเดีย
‘ตัวปัญหา’ ของทุกวันนี้ก็คล้าย ๆ กัน คือมันก็ไม่ใช่แค่เกมการเมือง ที่จะโดดเดี่ยวพรรคฝ่ายค้านปีกซ้าย ที่คัดค้านข้อตกลงฉบับนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าฝ่ายค้านพวกนี้ไม่มีความรักชาติ และรับใช้ผลประโยชน์ทางภูมิศาสตร์การเมืองของจีนเท่านั้น ถึงขนาดที่ ทันทีที่มีการพูดว่าข้อตกลงนี้ตั้งใจขัดขวางไม่ให้จีนก้าวเข้ามาครอบงำเอเชีย โฆษกพรรคคลั่งศาสนาฮินดู ที่ติดใจข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนี้ก็ยังรีบเปลี่ยนใจ
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายอินเดียมาก ทุกวันนี้อินเดียยังต้องกำหนดไม่ได้ว่า ตนจะมีท่าทีอย่างไรต่อการที่จีนผงาดขึ้นมา เรื่องนี้ยังค้างอยู่ กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้แวดวงยุทธศาสตร์อินเดียยังเชื่อว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดีย จะดึงดูดให้จีนวิ่งไปหาเงินที่นั่น แต่ในที่สุด ตอนนี้ก็เริ่มตระหนักแล้วว่า จีนเองก้าวหน้าไปไกลกว่าอินเดียมากนัก
ตามที่ทูตราชีฟ สีกรี อดีตปลัดกระทรวงต่างประเทศอินเดีย ให้ความเห็นในเรื่องความสัมพันธ์จีน-อินเดียทั่ว ๆ ไปว่า “ตอนนี้ความไม่ไว้ใจจีน ซึ่งฝักรากอยู่ในใจของฝ่ายความมั่นคง แต่สาธารณชนและในแวดวงยุทธศาสตร์ ชักจะลืม ๆ ไปนั้น บัดนี้หวนกลับขึ้นมาอีกแล้ว”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสหรัฐจะเข้ามาสนับสนุนแนวคิดในสาธารณชนแบบนี้อย่างเงียบ ๆ เรื่องราวแปลก ๆ เกี่ยวกับผีจีน ไปโผล่ขึ้นที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง ถึงทำให้การเคลื่อนไหวของพอลสันค่อนข้างลำบาก แต่ทำให้แวดวงยุทธศาสตร์ของอินเดียเต้นเป็นเจ้าเข้า
ในแวดวงยุทธศาสตร์ของอินเดีย มีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อโดยสนิทใจว่า สหรัฐปรารถนาจะเห็นอินเดียพัฒนาขึ้นมาถ่วงดุลจีนในเอเชีย บางคนในนั้นก็เชื่อว่า ตอนนี้อินเดียกลายไปเป็น ‘ตัวถ่วงดุล’ ในเวทีการเมืองโลกแล้วจริง ๆ แต่ทูตสีกรีกลับคิดว่า ที่ระดับอย่างเป็นทางการ ความสัมพันธ์ทั่ว ๆ ไปของอินเดียกับจีนยัง ‘ไม่ได้ศึกษากันให้รู้แจ้งแทงตลอด’
อย่างไรก็ตาม ผีจีนก็ได้เข้ามาช่วยเดลี ในการกระตุ้นให้อินเดียเกิดความรักชาติขึ้นมาอย่างยิ่งยวด ที่จริง ความรักชาติเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐคิดถึง เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า มันเป็นเรื่องยากมากที่จะใส่เหตุผลทางการเมือง (คือการที่ทำให้นโยบายต่างประเทศของอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งในภูมิยุทธศาสตร์ของสหรัฐในเอเชีย) เข้าไปในการทำข้อตกลงนิวเคลียร์นี้
เมื่อเห็นว่าความคนอินเดียมักเชื่อว่าตัวถูกเสมอ ราเฟล (อดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐ) จึงบอกว่า การที่ทูตเสนระเบิดโทสะออกมาอย่างไม่เป็นการทูตแบบนี้ มันต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดา “ทุกอย่างเกี่ยวพันกัน การที่ทูตเสนพูดเช่นนั้นไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ มันต้องมีมากกว่านั้นมาก แต่ถ้าไม่ต้องมีข้อตกลงนิวเคลียร์ เรายังจะใช้ประโยชน์จากเรื่องทั้งหมดนี้ได้ไหม ?”
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นักการเมืองอินเดียทุกเพศ ทุกวัย ต่างพากัน ‘วิ่งพล่านไปรอบ ๆ’ เหมือนไก่ไร้หัว ดูไม่เหมือนกำลังจะเป็นมหาอำนาจเอาเสียเลย
M K Bhadrakumar served as a career diplomat in the Indian Foreign Service for more than 29 years, with postings including ambassador to Uzbekistan (1995-98) and to Turkey (1998-2001).


