xs
xsm
sm
md
lg

การกลับมาอีกครั้งของท่านซาลาดิน

เผยแพร่:   โดย: เปเป้ เอสโคบาร์

THE ROVING EYE
การกลับมาอีกครั้งของท่านซาลาดิน
โดย เปเป้ เอสโคบาร์
18/05/2007


ผู้ดีขาดซึ่งศรัทธา
แต่คนต่ำช้าก็ยึดแต่จิต ติดแต่อารมณ์
ดับเบิลยู บี ยีอัตส์, การกลับมาครั้งที่สอง

ดามัสกัส – สุสานทาสีเขียวตัดขาว แลดูเรียบง่ายของท่านซาลาดิน นักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิสลาม ภายในสุเหร่าอุมมายัดในนครของเหล่ากาลิปต์ที่สิ้นยุคไปแล้วแห่งนี้ อาจจะเป็นสถานที่ในฝันที่ใคร ๆ จะมานั่งพินิจพิจารณา ไต่ตรองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่ออิสลามกำลังถูกปลุกขึ้น ด้วยการหวนกลับมาของซาลาดินคนใหม่ หลังจากนักรบผู้ยิ่งใหญ่คนเก่าได้จากไปเมื่อ 9 ศตวรรษก่อน

ซัดดัม ฮุสเซนแสดงตัวว่าเขาเป็นของแท้ ไม่เพียงเพราะเขามาจากเมืองติกริตเช่นเดียวกับซาลาดิน (ความจริงซาลาดินเป็นชาวเคิร์ด) หากแต่เพราะเขาได้รบ (2 ครั้ง) กับสหรัฐ อันเป็นกองทัพคริสเตียนของผู้ไม่ศรัทธาในพระอัลเลาะห์ แต่บัดนี้เขายังเป็นได้ไม่เกินกว่าวีรชนของคนส่วนน้อย อุสมา บิน ลาดินก็บรรจงลอกแบบมาจากการผสมผสาน ระหว่างซาลาดิน เช กูวาร่า และท่านศาสดาโมฮัมหมัด แต่พิจารณาจากแนว ‘มนุษย์ขี้เหม็น’ (immortal line) ในหนังเรื่อง Apocalypse Now ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่าแล้ว ‘เขาใช้วิธีการที่เลว’ ไปหน่อย ดังนั้นถึงจะทำให้ยี่ห้ออัล-กออิดะโด่งดังทางการตลาดขึ้นมา แต่บิล ลาดินก็ไม่สามารถครองใจอุมม่า (ummah*) แห่งโลกมุสลิมได้
(*อุมม่าเป็นคำในภาษาอาหรับ หมายถึงเขตแดนทั้งหมดที่โลกอิสลาม (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) สามารถแพร่ขยายออกไปถึง อาจจะถอดความได้ว่า ‘ชาติ’ หรือ ‘ชุมชน’ ก็ได้ อย่างเช่นองค์การสหประชาชาติ ในภาษาอาหรับก็เรียกว่า Al-Umam Al-Muttahida เป็นต้น อุมม่านี้รวมชนส่วนน้อยที่อยู่ในเขตแดนนี้ทั้งหมด ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นยิว คริสเตียน เคิร์ด ฯลฯ ล้วนถือเป็น ‘คนในอุมม่า’ ทั้งสิ้น)

ดังนั้นซาลาดินยุคใหม่อาจจะเป็นใคร ๆ ก็ได้ เขาอาจจะเป็นลูกหลานของเหยื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ ที่อพยพมาจากเมืองนักห์บา (มหันตภัย*) เมื่อ 59 ปีก่อน อาจจะเป็นพ่อมดคอมพิวเตอร์ผู้รอบรู้ เกินกว่าอุดมการณ์แบบซาลาฟี-จีฮัดของอัล-กออิดะจะครอบไหว เขาอาจจะเป็นหนุ่มเลือดร้อนชาวอิรักใน ‘ยุคต้องทัณฑ์บน’ (sanctions generation) ที่ระหว่างที่เติบโต ก็โกรธเกลียดอะไรไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไปเกี่ยวพันกับ ‘ประชาคมโลก’
(*ในการสู้รบระหว่างอาหรับกับอิสราเอลครั้งแล้วครั้งเล่า (นับตั้งแต่สงครามปี 1948-49 เป็นต้นมา) มีชาวปาเลสไตน์ที่อพยพออกจากเมืองนักห์บาหลายละลอก กระบอกเสียงของฝ่ายปาเลสไตน์ระบุว่า ผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ที่อพยพจากเมืองนักห์บามีจำนวนถึง 7 แสนคน และมักจะเรียกหาการอพยพครั้งนี้ว่า ‘มหันตภัย’ ของปาเลสไตน์ แต่ตัวเลขนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน)

แต่เขาต้องไม่ใช่นายทุนนักพัฒนาที่กำลังเล็งการท่องเที่ยวอยู่ในดูไบ อันเป็นเมืองที่ยกหางตัวเองว่าเป็น ‘นครแห่งความแตกต่างอย่างน่าเร้าใจ’ (อาจจะเป็นความแตกต่าง ระหว่างชนชั้นบริหารธุรกิจระดับสูงชาวอาหรับ/ตะวันตก กับบรรดาทาสจากอนุทวีปมาหางานทำ ดอกกระมัง ?) ต้องไม่ใช่บุตรหลานของชนชั้นผู้ลากมากดีนักบริหารธุรกิจชาวสุหนี่ในดามัสกัส ที่กำลังอวดรถปอร์เช่ (พอช) สีแดงเพลิงของเขา ต้องไม่ใช่หนุ่มมหาเศรษฐีเล่นสวาทระดับโลก ที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองอย่างเช่นซาอัด ฮารีรีที่เบรุต และก็ต้องไม่ใช่ผู้บริหารกิจการซื้อ-ขายก๊าซ ‘นิวรณ์’ ในกาตาร์ ที่กำลังเฟื่องอยู่ในขณะนี้อย่างแน่นอน

ความปลื้มปีติหล่นจากสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า

เงื่อนไขการหวนกลับมาของซาลาดินอีกครั้ง ไม่มีจะสุกงอมไปมากไปกว่านี้อีกแล้ว หลังจากเหตุการณ์ที่นักห์บา ชัยชนะแบบสายฟ้าแลบของอิสราเอลเหนือพวกอาหรับในปี 1967 ความล้มเหลวของลัทธิแพน-อาหรับ การยึดครองอัฟกานิสถานและอิรัก อิสราเอลโจมตีเลบานอน เสียงเพรียกของลัทธิซาลาฟี-จีฮัดที่ไม่ดังนัก การที่ขบวนการชาตินิยมอาหรับที่ฝ่ายตะวันตกหนุนไม่ขึ้น บวกกับระบอบปกครองและราชวงศ์ที่ตะวันตกหนุนหลังให้กดขี่ปราบปราม ‘ไพร่ฟ้าประชาชน’ อย่างรุนแรง

หากซาลาดินได้มาเห็น ตะวันออกกลางกำลังระบาดด้วยปัญหา และถูกละทิ้ง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือรองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนีกำลังเดินห้าง เลือกหาซื้อสงครามอีกสักครั้ง กระโดดเข้าขย้ำ ‘อักษะแห่งปีศาจ’ (อิหร่าน มีซีเรียเป็นสมาชิกอย่างไม่เป็นทางการ) และสั่งการให้ ‘อักษะแห่งความหวั่นกลัว’ (ซาอุดิ อารเบีย, จอร์แดน, คูเวต และเอมิเรต) ให้ช่วยกันสาปแช่งอิหร่านให้กลายเป็นผีปีศาจ หลังจากโหมกระพือสงครามระหว่างนิกายในอิรักแล้ว มาตอนนี้กโลบายแบบ ‘แบ่งแยกแล้วปกครอง’ ของจักรพรรดินิยม ก็คือผลักอาหรับให้ไปปะทะเปอร์เซีย

รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุชอาจจะรับไม้มาจากอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส (ที่กำหนดให้เลบานอน เป็น ‘รัฐที่ต้องล้างบาป’ -confessional state* ทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายเรื้อรังมาจนเท่าทุกวันนี้) เอามาใช้กับอิรัก แต่การจับอิรักโยนลงไปในสงครามกลางเมือง เพื่อจะได้ปกครองให้อยู่หมัดนั้น ยังไม่ดีพอ (คือยังไม่พอเพียงที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยให้บ่อน้ำมันในประเทศนั้น)
(*เป็นรูปแบบหนึ่งในการปกครองดินแดนอาณานิคม ในสมัยก่อนศตวรรษที่ 20 ที่ประเทศเจ้าอาณานิคมตะวันตกจะกำหนดให้อาณานิคมของตน ต้องเลือกศาสนาใดหนึ่งขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติ เช่นสหรัฐและ ประเทศต่าง ๆ ในอาหรับก็เคยถูกจัดให้เป็นรัฐประเภทนี้มาแล้ว การกำหนดเงื่อนไขแบบนี้เป็นบ่อเกิดให้เชื้อชาติ ศาสนา และนิกายต่าง ๆ ในดินแดนเหล่านี้ ต้องรบราฆ่าฟันกันเอง)

ในทางปฏิบัติ การแบ่งแยกอิรักออกเป็น 3 แคว้นแบบซ่อนเร้น (คือเคิร์ดีสถานทางเหนือ ชีอะต์สถานทางใต้ และสุหนี่สถานทางตอนกลางที่ไร้น้ำมัน) รบราฆ่าฟันกันในทะเลเลือดของตะวันออกกลาง ก็ยังไม่พอเพียง เพราะสำหรับเชนี, กลุ่มอุตสาหกรรม-ทหาร, และบรรดานักรบ Ziocon (Zionist/neo-conservative หรือพวกยิวจารีตนิยมใหม่) แล้ว รางวัลใหญ่จะต้องสยบอิหร่านให้ได้ ทั้งนี้เพราะอิหร่านนอกจากจะมั่งคั่งทางธรรมชาติแล้ว ยังเป็นอำนาจ (อย่างน้อยก็มีศักยภาพ) ที่สามารถท้าทายความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐในย่านนี้ได้

กระนั้นการข่มขู่ติดยี่ห้อเชนี (ซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินล้ำสมัยเป็นฉากหลัง) ก็ดึงดูดใครต่อใครไม่ค่อยได้นัก ทุกคนในตะวันออกกลาง ไล่ลงมาตั้งแต่นายพลอียิปต์เกษียณอายุ ไปจนถึงนักวิจารณ์การเมืองในเอมิเรต ก็ออกมาย้ำแล้วว่า ตะวันออกกลางจะไม่สนับสนุนให้สหรัฐก่อสงครามในย่านนี้อีก ประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจัดแห่งอิหร่านพึ่งไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตมาช่วงสั้น ๆ (นับเป็นครั้งแรกของคนระดับประธานาธิบดีอิหร่าน ที่เดินทางไปเยือนเอมิเรต นับตั้งแต่ประเทศนั้นได้เอกราชมาในปี1971) และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือประเทศทั้ง 2 ยังคงพิพาทแย่งเกาะต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียกันอยู่เลย

ราชวงศ์ซาอุด (ที่สนใจอยู่แต่เรื่องเดียวคือความอยู่รอดของตน) ก็ต้องการให้ยุติปัญหาปาเลสไตน์ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ประเทศของตนจะจมอยู่ใต้พายุทรายหนา 6 ฟุต ที่จะพัดมาจากเมโสโปเตเมีย (คือการกลับบ้านของนักรบซาลาฟี-จีฮัด ที่ชาญสนามจากการได้รบกับกองทหารสหรัฐในอิรักมาแล้ว)

กษัตริย์อับดุลลาห์ไม่คิดจะยอมตัวไปปะทะกับอิหร่าน ตรงกันข้ามอาคันตุกะผู้มีเกียรติที่สุดในที่ประประชุมสุดยอดชาติอาหรับที่กรุงริยาร์ด ก็คือมาโนเชอร์ ม๊อตตากิ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ซาอุกับอิหร่านต้องการป้องกันไม่ให้สงครามระหว่างเชื้อชาติ ที่สหรัฐปลุกขึ้นในอิรัก ลุกลามออกไปในย่าน และพระเจ้าอับดุลลาห์ก็ต้องการตกลงกับพวกอาหรับ-สุหนี่ในอิรัก (ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีนูรี อัล-มาลิกิแห่งอิรัก ก็คือหุ่นเชิดของอิหร่านนั่นเอง)

นักการทูตหลายคนบอกกับเอเชียไทม์ว่า เมื่อเชนีต้องการผลักไสซาอุ ให้ไปไปปะทะอิหร่านเช่นนี้ การทำสัญญาโดยนัยจะไม่รุกรานกัน ระหว่างอิหร่านกับซาอุย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เท่าที่มีการเปิดเผย เจ้าชายซาอุด อัล-ไฟซาล รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุก็ออกมากล่าวแล้วว่า “ต้องหยุดยั้งไม่ให้การสู้รบระหว่างเชื้อชาติ ลุกลามไปทั่วย่าน”

แน่นอนว่าอิหร่านสามารถโน้มน้าวซาอุได้ เพราะอิหร่านมีไพ่หลายใบซ่อนอยู่ในสาบเสื้อ เป็นต้นว่าข่าวกรองสุดจะหายากที่ว่า ซาอุกำลังฝึกพวกมุกวาวามา (ฝ่ายต่อต้าน) อาหรับสุหนี่ ให้ใช้ระเบิดเจาะเกราะแบบ explosive form penetrators (EFPs)* ซึ่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันอย่างสุดจะงมงายว่า มาจากอิหร่าน แต่ทุกคนในอิรักต่างทราบดีว่ามาจากซาอุ-อียิปต์-ปากีสถาน ที่รวมกันเป็น ‘กลุ่มแห่งความกลัว’ (axis of fear) เป็นผู้ฝึกอาหรับสุหนี่ในอิรักให้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว
(*ระเบิดชนิดนี้เป็นการนำแผ่นทองแดงมาติดไว้กับระเบิด แรงระเบิดจะผลักแผ่นทองแดงให้พุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง เปลี่ยนแผ่นทองแดงให้กลายเป็นหัวกระสุนเจาะเกราะเหล็ก)

ดังนั้นเราก็จะมีนโยบานต่างประเทศชนิดพิเศษของรัฐบาลบุช คือเชนีนั่งกกไข่ คอยปกป้องพวกอาหรับสุหนี่ที่ติดอาวุธแบบกองโจร (ที่กำลังฆ่าทหารอเมริกันในอิรักล้มตายลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน) ให้ไปรบกับพวกเปอร์เซียที่เป็นชีอะต์ (ผู้เป็นพันธมิตรกับชาวอิรักชีอะต์ ที่มีอเมริกันสนับสนุน ...)

อย่างไรก็ตามแต่ พวกชีอะต์อิรัก (อิรักชีอะต์ก็เหมือนกัน) ก็ย่อมสามารถสยบกำลังทหารอเมริกัน ที่เพิ่มได้อยู่แล้ว เพราะทหารสหรัฐที่จะเพิ่มขึ้น ต้องกระจายกันออกสู้รบกับขบวนการต่อต้านของอาหรับสุหนี่ ฝ่ายต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งอัล-กออิดะในอิรักอีกด้วย ส่วนองค์การบาดร์ (Badr Organization*) กับหน่วยล่าสังหารที่แตกตัวออกมา ก็ยังยุ่งอยู่แต่การไล่ล่าฆ่าฟันพลเรือนอาหรับสุหนี่ไปเรื่อย ๆ และกองทัพเมห์ดี (Mehdi Army) ที่ขึ้นสังกัดกับมุกตาดะ อัล-ซาดร์ ก็ยังตั้งอยู่ในที่มั่น ไม่ยอมกินเหยื่อที่จะไปรบกับทหารอเมริกัน ดังนั้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า ถึงสหรัฐจะเพิ่มทหารให้มากขึ้น สภาพการณ์ก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด
(*แต่ก่อนรู้จักกันในนาม Badr Brigade หรือ Bader Corps องค์การนี้เป็นปีกติดอาวุธสังกัด ‘สภาสูงสุดเพื่อการปฏิวัติอิสลามในอิรัก’ (Supreme Council for the Islamic Revolution in Iraq -SCIRI) ต่อมาเข้าร่วมการเลือกตั้งในอิรักเมื่อปีกลาย และตอนนี้ร่วมอยู่ในรัฐบาลอิรัก สมาชิกองค์การนี้ส่วนใหญ่เข้าสังกัดกองทัพและตำรวจอิรัก)

เรื่องเกี่ยวกับการปะทะ

ความเป็นไปได้ที่อิหร่าน-ซาอุจะสงบศึกกัน จะเป็นกรณีคลาสสิกของการที่มหาอำนาจท้องถิ่น ช่วยกันออกมากุมชะตากรรมของย่านเอาไว้ในมือของตนเอง เปรียบไปแล้ว ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นใจกลางของดินแดนเฮซบอลลาห์ ท่ามกลางสิ่งปรักหักพังของตึกรามบ้านช่อง อันถูกอิสราเอลทำลายลงไปเมื่อฤดูร้อนก่อนนี้ มีป้ายผ้าจำนวนมากขึงเอาไว้ อ่านได้ความว่า “กองทัพไซออนนิสต์ทำลาย สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านช่วยสร้าง”

เอกภาพในโลกมุสลิมไม่ใช่ ‘เรื่องเพ้อเจ้อ’ (chimera) หรือที่พวกตะวันตกบ่นบ้าว่า ‘คนอาหรับกำลังจะสูญพันธุ์’ เรื่องแบบนี้โง่เขลาเบาปัญญามาก อีหรอบเดียวกับเบอร์นาร์ด เลวีส (Bernard Lewis*) พูดจาโอ้อวดเรื่อง ‘การปะทะกันทางอารยธรรม’ ที่ว่า ‘น่าจะเพียงปฏิสัมพันธ์แบบเหลวไหลในทางประวัติศาสตร์ ที่มีรากเง้าเก่าแก่ผูกพันกับขนบประเพณียิว-คริสต์ของพวกเรา’ ซาลาดินรุ่นใหม่จะต้องบอกให้เลวีส ยึดกุมความเป็นจริงในปัจจุบันให้มั่น และคงจะต้องยอมรับความจริงที่ว่า ที่ตะวันออกกลางต้องล่มจมทางเศรษฐกิจ และการกดขี่ทางการเมืองที่ไม่เคยได้ผ่อนคลายอยู่ในขณะนี้นั้น ก็เป็นเพราะนโยบาย ‘แบ่งแยกและปกครอง’ ของจักรพรรดินิยมตะวันตก ที่มีมานานหลายทศวรรษ บวกกับอีกหลายทศวรรษของการเข้ามาแทรกแซงอย่างไม่หยุดหย่อนของบรรดาผู้นำในท้องถิ่น ที่หื่นกระหาย ก้าวร้าว และโง่เขลา
(*ศาสตราจารย์วัย 90 ประจำมหาวิทยาลัยปริ๊นสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อิสลาม)

ซาลาดินคนใหม่จะต้องรู้ว่า สหรัฐกับอังกฤษสนับสนุน ‘ขบวนการมุสลิมภราดร’ (Muslim Brotherhood) มาตั้งแต่ต้น และขบวนการนี้ก็เป็นผู้ให้กำเนิดขบวนการฮามาส (Hamas) ในเวลาต่อมา เขาต้องรู้ด้วยว่า ในตอนแรกสหรัฐและอังกฤษก็สนับสนุนบรรดานักบวชอิหร่าน* โดยเฉพาะท่านอยาตอลลาห์ โรฮุลลาห์ โคมัยนี ผู้ล่วงลับไปแล้ว ให้ต่อต้านระบบชาห์ และก็ต้องรู้ว่า ในตอนนั้นสหรัฐและอังกฤษก็สนับสนุนรัฐบาลตาลีบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านขบวนการหัวก้าวหน้าฆราวาสทั้งหลาย ที่มีพวกสังคมนิยม พวกคอมมิวนิสต์ และพวกชาตินิยมอาหรับให้การสนับสนุน
(*อิสลามไม่มีนักบวช แต่มีคนทำตัวเป็นนักบวช)

ตอนนี้การรอมชอมกันระหว่างซาอุกับอิหร่าน ยังเป็นวุ้นอยู่ในฝัน ระหว่างนี้ซาอุ อียิปต์ จอร์แดน และตุรกี รวมไปถึงอิสราเอล กำลังรวมกันขึ้นเป็น ‘อักษะแห่งความกลัว’ (axis of fear) โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะปิดล้อมอิหร่านเอาไว้ให้ได้ แต่ก็ไม่ใช่อิหร่านเพียงเท่านั้น ต้องรวมไปถึงขบวนการเฮซบอลลาห์และฮามาสด้วย พระเจ้าอับดุลลาห์ทรงถูกยุทธศาสตร์ของเจ้าชายบันดาร์ บิน สุลต่าน ผู้ฉาวโฉ่ (คนส่วนใหญ่ตั้งฉายาให้ว่า ‘บันดาร์ บุช’ ผู้ทรงเป็นทูตซาอุในสหรัฐมานานถึง 22 ปี และเป็นมิตรสนิทกับทั้งบุช ทั้งเชนี บัดนี้กลับบ้านมาดำรงตำแหน่งประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติซาอุดิ อารเบีย) เกี่ยวพระนาสิก

ความจริงยุทธศาสตร์ที่ว่ามานี้เกิดจากการรวมหัวของชาย 4 คน ที่คนเดินถนนเรียกว่า ‘4 ทหารม้าแห่งวันโลกาวินาศ’ (Four Horsemen of the Apocalypse) อันได้แก่เชนี บันดาร์ อีเลียต อับรามส์ รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ และซัลมาย กาห์ลิซัด ผู้เชี่ยวชาญทุกสรรพสิ่งชาวอัฟกัน แต่สิ่งที่ปวงประชามหาชนในตะวันออกกลางรู้ หาใช่เป็นแบบนี้ไม่ ตัวอย่างเช่น ในอียิปต์ที่ฝ่ายสุหนี่ครอบงำ นักการเมืองผู้โด่งดังที่สุด เท่าที่เคยมีมาก็คือท่านชี๊ค ฮัสซัน นาสรัลลาห์แห่งขบวนการเฮซบอลลาห์ ท่านกาห์ลิด มีชาลแห่งขบวนการฮามาส และท่านประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจัด ทั้ง 3 มี 2 เป็นชีอะต์ ส่วนอีก 1 เป็นสุหนี่ที่ยืนหยัดสนับสนุนชีอะต์

ว่าด้วย ‘สงครามปราบปรามการก่อการร้าย’

รัฐบาลบุชกำลังปลุกประดม ‘ความสมัครสมานสามัคคีในหมู่สุหนี่’ ขึ้นมากดใบมีดแห่งฟิตน่า (ความแตกแยก) ให้จมลงไปในหัวใจของอิสลาม โดยมีเป้าประสงค์ที่ชัดเจน นั่นคือให้ได้ครอบครองตะวันออกกลางทั้งมวลโดยไร้คู่แข่ง

เชนียังเกณฑ์เอาประธานาธิบดีเปอร์เวช มูชาร์ราฟแห่งปากีถานเข้ามาร่วมด้วย (มูชาร์ราฟให้ความร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ใช้แคว้นบาลูจีสถานของตนเข้าไปล้วงข้อมูลต่าง ๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน) แต่ผู้เล่นบางคนก็มีคันคะเยอ ตุรกีออกมาประกาศแล้วว่าตัวไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็น ‘พันธมิตรต่อต้านชีอะต์’ ไม่อาจเป็นปฏิปักษ์อิหร่านได้ ไม่ใช่เป็นเพราะในเดือนพฤศจิกายนนี้ กำลังจะมีการเปิดให้มีการลงประชามติ ในประเด็นที่จะให้แคว้นเคิร์ดีสถานในอิรักปกครองตนเอง

ท่านซาลาดินคนใหม่จะต้องเห็นว่า ‘สงครามปราบปรามการก่อการร้าย’ คงไม่อาจยุติลงในเร็ว ๆ นี้ เพราะมันแพร่ระบาดไปสู่รูปแบบที่ลึกซึ้งกว่า นั่นคือ ‘โรคกลัวอิสลาม’ (Islamophobia) แถมยังโยงใยไปถึง ‘รางวัลใหญ่’ ในการครอบครองบ่อน้ำมันในอิรัก อิหร่านเข้าอีก ยุทธศาสตร์ที่มุ่งจะพิชิตทรัพยากรทางธรรมชาติที่สุดจะมั่งคั่งในดินแดนของอิสลามนี้ ถูกวางมาตั้งแต่ต้นมือแล้ว มีการอุปโลกน์กรณีที่เรียกว่าโลกมุสลิมที่ ‘ป่าเถื่อน ไม่มีอารยะ และล้าหลัง’ ดูถูกเหยียดหยามศาสนาอิสลาม และวัฒนธรรมมุสลิม และอื่น ๆ ส่งเสริมให้กลุ่มประเทศผู้มั่งคั่งทางเหนือดูหมิ่นถิ่นแคลน และในบางกรณีก็ถึงขนาดเหยียดเชื้อชาติมุสลิม เหยียบศาสนาอิสลามให้กลายเป็นลัทธิก่อการร้าย

ท่านซาลาดินคนใหม่ย่อมรู้เหมือน ๆ กับที่คนอุมม่า 1.5 พันล้านคนในโลกนี้ ต่างก็ล้วนรู้กันดี

ยัง ยังไม่พอ ยังมีชีอะต์อีกทั้งโลก ตราบใดที่กลุ่มที่ถูกเรียกว่าชนชั้นหัวกระทิสหรัฐ ไม่สำเหนียกในพลังอำนาจของนิกายชีอะต์ นักยุทธศาสตร์ที่คู้ตัวอยู่แต่ในเก้าอี้เท้าแขนไหน ๆ ไม่ว่าจะคิดยุทธศาสตร์ชั้นเลิศใด ๆ ขึ้นมา มันผู้นั้นก็จะต้องอับจนสิ้นท่าไปอย่างแน่นอน

ชาวชีอะต์ในอิรัก ไม่ว่าจะเป็นคนใด ล้วนไม่อยู่ในแผนสหรัฐอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแผนหรูหราหมาจู้ใด ๆ เพราะพวกเขาจะไม่มีวันยอมเอาสำนึกรวมหมู่ (ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาท่ามกลางการถูกกดขี่ กีดกันกลั่นแกล้ง) ของพวกเขา หรือเอาความรู้สึกร่วมทางประวัติศาสตร์ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของสังคมอุดมคติ ‘เสรีนิยม’ อเมริกา ที่เอาเปรียบมาเป็นเวลาช้านาน มาแลกกับการเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนการใด ๆ ของสหรัฐโดยเด็ดขาด พวกชีอะต์จะต้องเน้นที่การเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพวกยิวตลอดไป เพราะสังคมของพวกเขาถูกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ เข้ามาสร้างความเหลวแหลก ฟ่อนเฟะ โดยเอาวัฒนธรรมขยะ (แต่นิยมกันให้กระฉ่อน) มาทุ่มใส่ และดินแดนของชาวมุสลิมและทรัพยากรธรรมชาติที่มั่งคั่ง ต้องตกอยู่ใต้การครอบครองของจักรพรรดินิยมมาโดยตลอด เพราะว่าชาวชีอะต์ทุกคนถือดีว่า ดีเอ็นเอที่ฝังอยู่ในตัวของพวกเขาคือ ‘การเป็นทหารพิทักษ์อิสลาม’ โดยแท้

ช่วงเวลาของหมาป่า

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านซาลาดินคนใหม่จะมาจากไหน?

เขาอาจจะเป็นท่านนาสรัลลาห์ก็ได้ เพราะเขาเป็นคนตีโต้กองทัพอิสราเอลที่ยิ่งใหญ่ให้แตกพ่ายกลับไป และย่อมต้องปรากฏกายอยู่ในรัฐบาลฝ่ายเสียงข้างมากของเลบานอน โดยผ่านการลงคะแนนเสียงแบบประชาธิปไตยที่กำลังจะมาถึง

บางทีเขาอาจจะเป็นหนุ่มน้อยนิยมซาดร์* ที่ทั้งชีวิตยังไม่เคยได้เยี่ยมกรายเข้าไปใน ‘เขตเขียว’** เติบใหญ่ขึ้นมาในยุคคับแค้นสุด ๆ (absolute marginalization) และในที่สุดก็ได้เป็นสมาชิก ‘คนรุ่นถูกทัณฑ์บน’ ตอนนี้ได้โอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย al-Mustansiriya University ในกรุงแบกห์แดด เขากำลังจะได้อนุปริญญา แต่น่าจะได้รับการติดอาวุธเพื่อการปลดแอกอิรักที่แท้จริงมากกว่า หรือบางทีก็อาจจะเป็นตัวท่านมุกตาดะผู้ลูก***เองก็ได้
(*ท่านอยาตอลลาห์ โมฮัมหมัด โมฮัมหมัด ซาเด็ก อัล-ซาดร์ ผู้ล่วงลับไปแล้ว
**เขตใจกลางของกรุงแบกห์แดด อันเป็นย่านของรัฐบาลและทูตานุทูต ที่มีทหารรักษาการณ์อย่างเข้มงวด
***บุตรชายคนที่ 4 ของท่านอยาตอลลาห์ โมฮัมหมัด โมฮัมหมัด ซาเด็ก อัล-ซาดร์ ชื่อโฮจาโตเลสลาม ซัยยิด มุกตาดะ อัล-ซาดร์ (34 ปี) และเป็นบุตรเขยของท่านมหาอยาตอลลาห์ โมฮัมหมัด บากีร์ อัส-ซาดร์ ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลอิรักขณะนี้ แต่โด่งดังมาก)

บางทีอาจจะเป็นบุตรผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ที่เติบใหญ่มาในกรุงดามัสกัส หรือไม่ก็เป็นเบรุต ได้รับการศึกษา และอพยพไปฝึกปรือวิชา หาความแก่กล้าที่แคนาดา เท่าที่ตะวันตกจะมีสอนให้ได้ แล้ววันหนึ่งก็หวนกลับบ้าน แบกความระทมขมขื่นเข้าสู่แวดวงการเมือง

เขาอาจจะเป็นปัญญาชนสายมุสลิมภราดรภาพในซีเรีย ผู้ให้การสนับสนุนขบวนการต่อต้านสายอาหรับสุหนี่อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู อาจจะให้การสนับสนุนราชวงศ์ฮาเซมีแห่งจอร์แดนที่ตกกระป๋องไปแล้ว ให้การสนับสนุนขบวนการฮามาสอย่างสุดเดช ในฐานะที่เป็นขบวนการมุสลิมภราดรภาพสายซาลาดิน เขาจะต้องต่อสู้เพื่อสถาปนาซีเรียให้เป็นใหญ่ในหมู่อาหรับสุหนี่ ที่จะมีอิทธิพลพูดให้อิสราเอลได้รู้ซึ้งถึงความผิดชอบชั่วดี

เขาอาจจะเป็นนักแม่นปืนมือฉมัง ชาวอาหรับสุหนี่ในกรุงแบกห์แดด ที่ได้รับการฝึกฝนมาจากซาอุ ที่ชื่นชอบเอาวีดีโอโชว์ผลงานของตัว ออกมาโพสต์ทางอินเตอร์เนต หรืออาจจะไม่ใช่คนอาหรับ หากเป็นคนเปอร์เซีย วีรชนนักต่อต้านที่เหลือรอดมาจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ระดับยุทธวิธีของสหรัฐ

วิญญาณของท่านซาลาดินอาจจะรอคอยทายาทของท่านไม่ไหว ก็เหมือนกับชาวอุมม่านับแสน นับล้านคน และในท้ายที่สุด เมื่อเวลานั้นได้มาถึง แผ่พังพานเข้าใส่เยรูซาเลม ดามัสกัส หรือแบกห์แดด บ๊า! ช่างเป็นนักรบผู้แกร่งกล้าเสียนี่กระไร

Pepe Escobar is the author of Globalistan: How the Globalized World is Dissolving into Liquid War (Nimble Books, 2007). He may be reached at pepeasia@yahoo.com.