เอเจนซี - เวลาผันผ่านไปสองร้อยปีเต็มแล้วนับแต่ที่อังกฤษยกเลิกการค้าทาส ชาวแอฟริกาได้ร่วมกันรำลึกวาระดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์(25) ด้วยพิธีการอันโศกเศร้าซึ่งหวนย้อนไปถึงความทุกข์ทรมานของเหล่าบรรพบุรุษของพวกเขา ตลอดจนรอยแผลเป็นที่ยังไม่รู้จางหายของระบบทาส
ลูกหลานของเหล่าทาส ตลอดจนบรรดาผู้มีเกียรติ ไปชุมนุมกันที่ปราสาทสีขาวโพลน ซึ่งเคยใช้เป็นป้อมกักขังทาส ณ เมืองเอลมินา ประเทศกานา เพื่อระลึกถึงชาวแอฟริกากว่า 10 ล้านคน (นักวิชาการบางคนให้ตัวเลขสูงถึง 60 ล้านคน) ที่ถูกส่งลงเรือบรรทุกทาสจากที่นั่นไปยังทวีปอเมริกา
"ตลอดยุคอันดำมืดแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์นี้ สิ่งที่เป็นปริศนายิ่งกว่าอะไรอื่นก็คือ ... จิตวิญญาณของมนุษย์อันสุดแสนทรหด ซึ่งไม่มีทางที่จะทำลายให้ขาดสะบั้นลงได้" ประธานาธิบดีจอห์น คูฟูออร์ แห่งกานากล่าวปราศรัย เสียงของเขาก้องอุโฆษไปทั่วลานรอบปราสาท
"มนุษย์ไม่ควรอีกแล้วที่จะลดตัวลงถึงขนาดที่ใช้ความไร้มนุษยธรรมอย่างต่ำช้าล้ำลึกกับมนุษย์ด้วยกัน ดังที่เกิดขึ้นในการค้าทาส"
เอลมินา ซึ่งเป็นสถานีการค้าทาสถาวรแห่งแรกในพื้นที่อนุภูมิภาคซาฮารา ของทวีปแอฟริกา ถูกสร้างขึ้นโดยชาวโปรตุเกสในปี 1492 ต่อมามันตกเป็นของอังกฤษ และถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็เป็นจุดนำตัวชาวแอฟริกาจำนวนนับหมื่นนับแสนต่อปี ผ่าน "ประตูแห่งการไม่หวนกลับ" ไปลงเรือขนทาส
หลังจากหลายๆ ปีแห่งการรณรงค์คัดค้านของนักเคลื่อนไหวต่อต้านการมีทาส อย่างเช่น นักการเมืองชื่อ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ อังกฤษก็ได้ประกาศห้ามการค้าทาสจากแอฟริกาในวันที่ 25 มีนาคม 1807
ทว่ากว่าที่อังกฤษจะประกาศให้ระบบทาสเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ก็ต้องรอกันจนถึงปี 1833 และการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกยังดำเนินต่อไปอีกหลายๆ ปี โดยใช้เรือซึ่งชักธงประเทศอื่นๆ
นายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ของอังกฤษ ได้กล่าวในคำปราศรัยซึ่งบันทึกเสียงไว้ล่วงหน้า แสดง "ความโศกเศร้าและความเสียใจอย่างลึกซึ้ง" ต่อบทบาทของอังกฤษในการค้าทาส ทว่าเขายังไม่ได้ทำถึงขั้นกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ ตามคำเรียกร้องของ จอห์น เซนตามู นักบวชชาวผิวดำที่เวลานี้ดำรงตำแหน่ง อาร์คบิช็อปแห่งยอร์ก ผู้นำระดับท็อปคนหนึ่งของคริสตจักรนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์
ชาวแอฟริกาจำนวนนับไม่ถ้วนต้องสิ้นชีวิตลงระหว่างการเดินทาง หรือไม่ก็ในไร่นาซึ่งอุดมด้วยเชื้อโรคทั้งในอเมริกาทั้งเหนือ กลาง และใต้
ประธานาธิบดีคูฟูออร์นั้นไม่เห็นด้วย กับเสียงแสดงความคิดเห็นให้เรียกร้องค่าชดใช้ เนื่องจากมีชาวแอฟริกาเองด้วยที่เกี่ยวข้องอย่างแข็งขันกับการค้าทาส
แต่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เซียร์ราลีโอน หนึ่งในชาติยากจนที่สุดของโลก ซึ่งแต่แรกถูกสถาปนาขึ้นมารองรับทาสที่ได้รับอิสรภาพนั้น นักหนังสือพิมพ์ ซามูเอล เบกลีย์ กล่าวว่า จนถึงเวลานี้แอฟริกายังคงทุกข์ทรมานจากการค้าทาส เพราะระบบทาสได้ริบเอาคนหนุ่มแข็งแรงไปจากแอฟริกา ศักยภาพทางเศรษฐกิจของแอฟริกาจึงถูกใส่เกียร์ถอยหลัง และวิธีเดียวที่จะแก้ไขก็คือ ต้องได้รับค่าชดใช้
วาระครบรอบ 200 ปีคราวนี้ ยังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรับรู้ถึงรูปแบบการบังคับใช้แรงงานในยุคใหม่
"การค้ามนุษย์นั้นเห็นชัดเจนว่ายังไม่ได้หมดสิ้นลง" โคฟี แอนีล โดโฮ กวีชาวกานาบอก "แม้ไม่มีเรือจอดทอดสมอถัดออกมาจากป้อมกักกันทาส แต่ผู้คนก็ยังกำลังถูกบังคับเข้าสู่ ... รูปแบบของความเป็นทาสอย่างใดอย่างหนึ่งกันอยู่ทั่วโลก"
ลูกหลานของเหล่าทาส ตลอดจนบรรดาผู้มีเกียรติ ไปชุมนุมกันที่ปราสาทสีขาวโพลน ซึ่งเคยใช้เป็นป้อมกักขังทาส ณ เมืองเอลมินา ประเทศกานา เพื่อระลึกถึงชาวแอฟริกากว่า 10 ล้านคน (นักวิชาการบางคนให้ตัวเลขสูงถึง 60 ล้านคน) ที่ถูกส่งลงเรือบรรทุกทาสจากที่นั่นไปยังทวีปอเมริกา
"ตลอดยุคอันดำมืดแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์นี้ สิ่งที่เป็นปริศนายิ่งกว่าอะไรอื่นก็คือ ... จิตวิญญาณของมนุษย์อันสุดแสนทรหด ซึ่งไม่มีทางที่จะทำลายให้ขาดสะบั้นลงได้" ประธานาธิบดีจอห์น คูฟูออร์ แห่งกานากล่าวปราศรัย เสียงของเขาก้องอุโฆษไปทั่วลานรอบปราสาท
"มนุษย์ไม่ควรอีกแล้วที่จะลดตัวลงถึงขนาดที่ใช้ความไร้มนุษยธรรมอย่างต่ำช้าล้ำลึกกับมนุษย์ด้วยกัน ดังที่เกิดขึ้นในการค้าทาส"
เอลมินา ซึ่งเป็นสถานีการค้าทาสถาวรแห่งแรกในพื้นที่อนุภูมิภาคซาฮารา ของทวีปแอฟริกา ถูกสร้างขึ้นโดยชาวโปรตุเกสในปี 1492 ต่อมามันตกเป็นของอังกฤษ และถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็เป็นจุดนำตัวชาวแอฟริกาจำนวนนับหมื่นนับแสนต่อปี ผ่าน "ประตูแห่งการไม่หวนกลับ" ไปลงเรือขนทาส
หลังจากหลายๆ ปีแห่งการรณรงค์คัดค้านของนักเคลื่อนไหวต่อต้านการมีทาส อย่างเช่น นักการเมืองชื่อ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ อังกฤษก็ได้ประกาศห้ามการค้าทาสจากแอฟริกาในวันที่ 25 มีนาคม 1807
ทว่ากว่าที่อังกฤษจะประกาศให้ระบบทาสเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ก็ต้องรอกันจนถึงปี 1833 และการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกยังดำเนินต่อไปอีกหลายๆ ปี โดยใช้เรือซึ่งชักธงประเทศอื่นๆ
นายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ของอังกฤษ ได้กล่าวในคำปราศรัยซึ่งบันทึกเสียงไว้ล่วงหน้า แสดง "ความโศกเศร้าและความเสียใจอย่างลึกซึ้ง" ต่อบทบาทของอังกฤษในการค้าทาส ทว่าเขายังไม่ได้ทำถึงขั้นกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ ตามคำเรียกร้องของ จอห์น เซนตามู นักบวชชาวผิวดำที่เวลานี้ดำรงตำแหน่ง อาร์คบิช็อปแห่งยอร์ก ผู้นำระดับท็อปคนหนึ่งของคริสตจักรนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์
ชาวแอฟริกาจำนวนนับไม่ถ้วนต้องสิ้นชีวิตลงระหว่างการเดินทาง หรือไม่ก็ในไร่นาซึ่งอุดมด้วยเชื้อโรคทั้งในอเมริกาทั้งเหนือ กลาง และใต้
ประธานาธิบดีคูฟูออร์นั้นไม่เห็นด้วย กับเสียงแสดงความคิดเห็นให้เรียกร้องค่าชดใช้ เนื่องจากมีชาวแอฟริกาเองด้วยที่เกี่ยวข้องอย่างแข็งขันกับการค้าทาส
แต่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เซียร์ราลีโอน หนึ่งในชาติยากจนที่สุดของโลก ซึ่งแต่แรกถูกสถาปนาขึ้นมารองรับทาสที่ได้รับอิสรภาพนั้น นักหนังสือพิมพ์ ซามูเอล เบกลีย์ กล่าวว่า จนถึงเวลานี้แอฟริกายังคงทุกข์ทรมานจากการค้าทาส เพราะระบบทาสได้ริบเอาคนหนุ่มแข็งแรงไปจากแอฟริกา ศักยภาพทางเศรษฐกิจของแอฟริกาจึงถูกใส่เกียร์ถอยหลัง และวิธีเดียวที่จะแก้ไขก็คือ ต้องได้รับค่าชดใช้
วาระครบรอบ 200 ปีคราวนี้ ยังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรับรู้ถึงรูปแบบการบังคับใช้แรงงานในยุคใหม่
"การค้ามนุษย์นั้นเห็นชัดเจนว่ายังไม่ได้หมดสิ้นลง" โคฟี แอนีล โดโฮ กวีชาวกานาบอก "แม้ไม่มีเรือจอดทอดสมอถัดออกมาจากป้อมกักกันทาส แต่ผู้คนก็ยังกำลังถูกบังคับเข้าสู่ ... รูปแบบของความเป็นทาสอย่างใดอย่างหนึ่งกันอยู่ทั่วโลก"


