30/1/2007
มีคนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบการ์ตูนของพาโบล ปิกัสโซ่ ที่อาจทำให้คุณตาเหล่ได้ ชอบแจ๊คสัน พอลแล๊กซ์ ที่มีงานสาดสีดี ๆ บางชิ้น กระทั่งหมูดองทั้งตัวของดาเมียน เฮิร์สต์ และเพื่อนที่ดีที่สุดของผมบางคนเป็นก็เป็นศิลปินโมเดิร์นอาร์ต อย่างไรก็ตาม คุณก็คงเหมือนผม คือเกลียดและรับไม่ได้กับผลิตผลทั้งหมดในศตวรรษที่ 20 ที่นำเสนอออกมาในรูปศิลปะพลาสติกทั้งหลาย
(ปิกัสโซ่ (1881-1973) จิตรกรและช่างปั้นผู้มีผลงานหลากหลาย แต่เป็นแม่แบบของศิลปินรูปแบบเหลี่ยม (cubism)
พอลแล๊กซ์ (1912-1956) เป็นศิลปินอเมริกันที่ชอบเอาถังสีต่าง ๆ มาสาดลงบนผ้าใบ
เฮิร์สต์ (1969-?)เป็นศิลปินที่นำเสนอความตาย ศิลปะของเขานำเอาสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมทั้งแพะ แกะ ปลาฉลาม และหมูเป็นตัว ๆ มาแช่ไว้ในน้ำยาดองศพ
ส่วน modern arts เป็นศิลปะในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ปฏิเสธศิลปะที่มีมาตามประเพณีในสมัยก่อน ๆ ส่วนใหญ่มาจากรากฐานแนว impressionism (งานศิลป์ที่เสนอโครงร่างของสิ่งต่าง ๆ ในสีสันที่พร่ามัว โดยไม่เน้นในรายละเอียดใด ๆ) กับ postimpressionism (เป็นงานตามแบบแนวดังกล่าว แต่ให้สีสันจัดจ้านขึ้น โดยเน้นที่การถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และการตีความของตัวศิลปินเอง) โดยมีการพัฒนารูปแบบงานศิลป์ที่หลากหลายมากมาย อาทิเช่นศิลปะทรงเหลี่ยม ฯลฯ โปรดศึกษาหารายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือต่าง ๆ
และ pastic arts ก็คืองานศิลป์ที่ปรากฏออกมาในลักษณะ 3 มิติ หรือ visual artsในปัจจุบันนี้เอง)
คุณอาจจะยืนกรานว่า “ผมอาจจะไม่รู้จักเรื่องของศิลปะมากนัก แต่ผมรู้ว่าผมชอบอะไร” ซึ่งจริง ๆ คุณก็ไม่รู้ แต่คุณก็ถูกผลักไสให้ไปยืนดูสิ่งที่เรียกว่า ‘งานศิลป์‘ ให้ขนคีงลุก (ขนแขนสะแตนอับ) แต่ไม่ยอมรับว่ากลัวด้วยความที่ว่าจะทำให้ขายหน้า สิ่งเหล่านี้เกิดมาจนคุณเองก็ชาชินแล้ว อย่ากลัวไปเลยครับ ทนอ่านงานเขียนผมไปสัก 2-3 นาที ผมจะทลายมนตร์สะกดให้คุณ และปลดปล่อยคุณออกจากสภาพที่ไม่ใช่ดังกล่าว
อันดับแรก จงเชื่อเถอะครับว่าคุณไม่ได้แปลกหมู่ (หัวเดียวกระเทียมลีบ) พิพิธภัณฑ์สถานเต็มไปด้วยผู้คนที่มาดูงานศิลป์ที่ตัวก็รับไม่ได้ จนแน่นปริ และค่าตั๋วเขาชมโมเดิร์นอาร์ตก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ ปีที่แล้ว งานผ้าใบจุ่มสีชิ้นหนึ่งของแจ๊คสัน พอลแล๊กค์ ขายได้ US$140 ล้านเหรียญ สาดสีใส่ผ้าใบไปตามวาด โดยไอ้ขี้เมารายหนึ่งที่เกิดมาไม่เคยวาดรูป
ที่พอจะบันยะบันยังอยู่บ้าง ก็คืองานชิ้นหนึ่งของวาสสิลี แคนดินสกี้ (Wasilly Kandinsky1866-1944) ปู่แห่งศิลปะแอ๊ปสแตร๊กค์ ที่ขายได้ราคาสูงสุดที่ $40 ล้านเหรียญ รูปที่ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ของแคนดินสกี้ยุคต้น ๆ อย่างเช่น Weilheim-Marienplatz (ขนาด 43x33 เซนติเมตร) ซอธ’บี้คิดว่าจะเอาออกขายในราคา $4 ล้านเหรียญ แคนดินสกี้เป็นต้นเหตุใหญ่ในพฤติกรรมที่เกลียดงานแอ๊ปสะแตร๊กของคุณ ถึง 2 ประการ หนึ่งคือเขาเป็นคนที่ช่วยให้มันเป็นรูปเป็นร่าง และสองเขาเชื่อว่างานศิลป์แบบ nonfigurative* จะเป็นการเคลื่อนไหวทางสุนทรียศาสตร์กระบวนหนึ่งในอนาคต ที่รวมไปถึงดนตรีที่ไร้โน็ต (atonal music) ด้วย คุณปู่แคนดินสกี้บังเอิญแกเป็นเกลอกันกับคุณปู่อาร์โนลด์ โฌนเบิร์ก (Arnold Shoenberg 1874-1951) ปู่ของดนตรีแบบแอ๊ปสะแตร๊ก ซึ่งก็เป็นจิตรกรด้วย คุณปู่ทั้งสองท่านนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดลัทธิทันสมัยนิยม (mordernism)
(*nonfigurative arts คืองานศิลป์ที่ไม่สนใจในความเป็นจริงของสิ่งนั้น ๆ แต่ศิลปินเลือกจะถ่ายทอดมันออกในเรื่องรูปแบบ โครงสร้าง และสีสันที่ต่างออกไป)
คุณปู่แคนดินสกี้แกไปฟังการแสดงดนตรีของคุณปู่โฌนเบิร์กในปี 1911 พอกลับมาก็จดหมายไปหาความว่า
ต้องขอโทษที่ละลาบละล้วงจดหมายมาถึงท่าน โดยที่ไม่ทันได้รู้จักมักจี่กันเป็นส่วนตัว ผมเพิ่งทราบข่าวว่าท่านจะมาเปิดการแสดงดนตรีที่นี่ ซึ่งทำให้ผมมีความสุขใจยิ่งนัก แน่หละท่านคงไม่เคยรู้จักผม และงานของผม เพราะผมไม่ค่อยได้นำมันออกแสดงที่ไหน สักเท่าไหร่ เคยเอาไปแสดงที่กรุงเวียนนา (ในเทศกาล) ครั้งหนึ่ง ก็แค่ช่วงสั้น ๆ นั่นก็กว่าปีมาแล้ว แต่จะว่าไปแล้ว สิ่งที่สองเราพยายามแสวงหา และรูปการณ์ด้านความคิดและอารมณ์ความรู้สึกที่มีอยู่เหมือนกัน จนกระทั่งว่าผมต้องจดหมายมาขอแสดงความซาบซึ้ง ท่านแสดงผลงานด้านดนตรีออกมาในรูปแบบเฉพาะ ที่ช่างตรงกับใจที่ผมปรารถนาเสียเหลือเกิน
แคนดินสกี้ถูกต้องที่ตัดสินไปเช่นนั้น การใช้คำถ่ายทอด แลกเปลี่ยนกันระหว่างจิตรกรภาพแอ๊ปสะแตร๊กกับนักดนตรีที่ไร้โน็ต คงจะต้องมหึมามหาศาลแน่ ๆ จดหมายแลกเปลี่ยนระหว่างคนทั้งสองที่ตามมา คุณไปหาอ่านเอาในอินเตอร์เนท ดังที่ท่านอับราฮัม ลินคอล์นเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า สำหรับพวกที่ชื่นชอบของพรรค์นั้น ของพรรคนั้นก็ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของพวกเขาเป็นธรรมดา
สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลระหว่างบิดาผู้ให้กำเนิดทันสมัยนิยมก็คือ รูปที่จ้อยสุด ๆ ของแคนดินสกี้มีราคาสูงกว่าค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดในการเอาดนตรีของโฌนเบิร์กไปแสดงมากนัก ขอผมพูดตามภาระหน้าที่สักหน่อย บรรดานักดนตรีเอาเพลงของโฌนเบิร์กไปเล่นบ้าง เป็นบางครั้ง แต่มักจะอยู่ในระหว่างโปรแกรม ไม่มีเอาไปบรรเลงในตอนท้าย ๆ เพราะคนฟังจะหนีหมด โฌนเบิร์กตายอย่างอนาถาในปี 1951 และเมียหนึ่งกับลูกอีกสามเกือบจะอาศัยเงินจากค่าลิขสิทธิ์เพลง มาใช้จ่ายในครอบครัวไม่ได้เลย ครอบครัวท่านยังจน ส่วนลูกหลานของศิลปินดังคนอื่น ๆ มีชีวิตอยู่อย่างฟู่ฟ่าหรูหรา
ตามที่ฝ่ายสนับสนุนมันบอกมาแต่แรก โมเดิร์นอาร์ตเป็นเรื่องของจิตใจ มันเป็นเรื่องความเชื่อและค่านิยม พวกที่ทำให้ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์แบบแอบสะแตร็กดังขึ้นมาได้ ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดผู้หนึ่งก็คือคลีเมนท์ กรีนเบิร์ก ผู้อุปถัมภ์แจ๊กสัน พอลแล๊กค์ในนิตยสารปาร์ติซาน รีวิว หากมองผาด ๆ งานชนิดนี้ไม่คิดจะ ‘เอาใจ’ ใคร แต่กระตุ้นให้ผู้ชมครุ่นคิดพิจารณา
หากพูดถึงการที่คนเราเปิดรับข้อความทางจิตใจแบบนี้ได้ โดยยังสามารถทอดน่องไปตามงานแสดงภาพศิลป์เหล่านี้ได้ ก็แล้วทำไมผู้ที่พากันมาชมงาน กลับไม่ยอมรับฟังข้อความดังกล่าวในห้องแสดงดนตรีหละ ? นั่นก็เหมือนลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแฟชั่นของปัญญาชนในตะวันตก คือพวกเขาชื่นชมมันจากที่ไกล ๆ แต่ไม่กล้าเข้าไปอาศัยในประเทศนั้น
ตอนคุณดูผ้าใบในงานอิมเพรสชั่นนิสต์ศิลป์แบบแอ๊บสะแตร๊ก คุณควบคุมเวลาได้ คุณอาจจะดูมันนาน ๆ หรือรีบเมินหน้าไปอย่างไรก็ตามแต่ กระเดาะลิ้น แล้วพยายามจะพูดอะไรที่พอจะมีความหมายออกมาบ้าง และถ้าหากคุณกำลังเสแสร้งอยู่ ก็เลือกยกคำที่ปรากฏอยู่ในวิกิพีเดีย* ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินคนนั้น ๆ ขึ้นมาอ้าง ก็แล้ว ๆ ไป แต่พอคุณไปฟังการแสดงดนตรีไร้โน็ต อาทิเช่นเพลงของโฌนเบิร์ก คุณต้องนั่งติดเก้าอี้ ตีเสียว่า 25 นาที แต่คุณจะรู้สึกเหมือนกับนั่งเก้าอี้หมอฟันเป็นวัน ๆ จะขยับก็ไม่ดี จะหนีก็ไม่ออก ตอนนั้นคุณไม่ได้ชื่นชมมันมาจากที่ไกล ๆ อีกแล้ว เพราะคุณต้องอยู่กับมัน คุณได้ทำผิดเหมือนปัญญาชนตะวันตกในยุค 1930s คือแทนที่จะชื่นชมอยู่แต่ไกล กลับย้ายไปอาศัยอยู่ในมอสโคว์เสียเอง
(*Wikipedia เป็นปฐานุกรมในเวบไซต์ ที่เปิดฟรีสำหรับสาธารณชน
ส่วนศิลปินแนวอิมเพรชชั่นนิสต์ศิลป์ ก็เป็นขบวนการเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะของเยอรมนี ระหว่างปี 1905-1925 ที่เน้นในอารมณ์ ความรู้สึกของตัวศิลปินในการถ่ายทอดสิ่งภายนอกออกไป โดยไม่สนใจความเป็นจริง สีสัน กระทั่งรูปแบบของสิ่งเหล่านั้น)
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมศิลปินแนวโมเดิร์นบางคน จึงทำเงินได้อย่างมหาศาล แต่ไม่มีผู้ประพันธ์เพลงแอบสะแตร๊กรายไหน จะเอาตัวรอดจากดนตรีของตนได้ แน่หละ ฝ่ายนักประพันธ์เพลงไม่-แอบสะแตร๊ก เช่นท่านขุนแอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ รวยเอา ๆ แอรอน คอปแลนด์ (1900-90) ที่แต่งเพลงสนุก ๆ เข้ากับงานพื้นบ้าน (เช่น บัลเล่ย์เรื่อง Billy the Kid และ Appalachian Spring) ก็ทำเงินมากจนสามารถให้ทุนการศึกษาทางดนตรีได้ ที่อัลแบน เบิร์ก (1885-1935) นักประพันธ์เพลงไร้โน็ตชาวเวียนนา จัดแสดงโอเปร่าชื่อ Wozzeck ในปี 1925 จนฮิตติดอันดับในยุโรปได้ ก็เพราะเขาเอาแนวดนตรีของโณนเบิร์กมาผสมกับแนวดนตรีแบบโรแมนติครุ่นเก่าแบบครึ่งต่อครึ่งนั่นเอง คนเขียนประวัติเขาแจ้งว่า การจัดแสดงโอเปร่าในครั้งนั้น ทำให้เบิร์ก ‘อยู่ได้อย่างสบาย’
หลังจากอุดหนุนจุนเจือดนตรีแอ๊บสะแตร๊ก (ไร้โน็ต) มานานหลายทศวรรษ วงดนตรีซิมโฟนี่ออเครสตร้าส่วนใหญ่ก็ต้องเลิกตอแยกับหูผู้ฟัง แล้วหันมาให้งานกับนักประพันธ์เพลงที่เขียนงานแบบฟังสบายหูมากขึ้น จนเมื่อเร็ว ๆ นี้หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอนัล รายงานว่า การหวนกลับมาสู่ดนตรีแบบมีโน็ตอีกครั้งนี้ เป็นเพราะ “วงดนตรีออเครสต้ามีคนฟังลดลง โดยเฉพาะผู้ฟังสูงอายุ จากปี 1999/2000 จำนวนผู้เข้ามาฟังวงซิมโฟนี่ทั่วประเทศ ลดลง 13% ของปี 2003/04 เหลือเพียง 27.7 ล้านคนเท่านั้น”
ข้อความทางจิตใจ 2 แบบก็เหมือนเดิม แต่หอจัดนิทรรศการงานศิลป์ยังคงแน่นขนัด ส่วนห้องฟังดนตรีว่างเปล่า นั่นก็เพราะในการดูภาพเขียนที่แขวนไว้ตามฝาผนัง คุณยังรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยเอาไว้ได้ แต่ในห้องฟังเพลงดนตรี มันสามารถชอนไชลงไปถึงแก้วหู หรือจะให้ผมพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรังเกียจเดียดฉันท์ดนตรีไม่มีโน็ตที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นปฏิกิริยาที่แท้จริง และเป็นปกติ ที่คุณมีต่องานแอ๊บสะแตร๊ก เพราะในหอแสดงภาพ คุณสามารถข่มปฏิกิริยาของคุณได้นั่นเอง
แน่นอน คนที่ชื่นชอบงานแอ๊บสะแตร๊กจริง ๆ ก็มี เพียงแต่คุณไม่ใช่หนึ่งในนั้น คุณเป็นคนดี มีมารยาท รู้สึกรู้สมแบบคนทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวต่ำต้อยจนต้องเป็นศัตรูกับโลก คุณชาร์ล สาอัตชิ (Charles Saatchi ชาวอิรักอพยพ) ผู้เป็นเจ้าพ่อวงการหนังโฆษณายักษ์ใหญ่ในอังกฤษเวลานี้ ก็เป็นหนึ่งในนักสะสมงานแอ๊บสะแตร๊กตัวยง วิกิพีเดียรายงานว่า ตอนที่ดาเมียน เฮิร์สต์จัดแสดงงานศิลป์ระดับนักเรียนครั้งแรกของเขาในย่านด๊อคแลนด์ กรุงลอนดอน “สาอัตชินั่งรถโรลสลอยด์สีเขียวขี้ม้ามาชมงาน และมายืนปากอ้าตาค้าง (เสร็จแล้วก็รีบซื้อ) อยู่หน้าสัตว์ดองตัวแรกที่เขาลงมาเห็น ซึ่งได้ชื่อว่า ‘หนึ่งพันปี’ เป็นตู้กระจก ในนั้นมีหนอนและแมลงวันกำลังกินหัววัวที่กำลังเน่าได้ที่”
โทมัส มานน์ ผู้เขียนเรื่อง ‘หมอฟอส์ตัส’ (Doktor Faustus) อันเป็นเรื่องราวของอาร์โนลด์ โฌนเบิร์ก ที่ความโกรธชักนำให้ไปขายตัวให้ปีศาจ เขาถูกสั่งให้ประพันธ์เพลง ที่เมื่อบรรเลงไปแล้ว ผู้ฟังจะฟังดนตรีแบบเก่าไม่รู้เรื่องอีกเลย
นักวิจารณ์จำนวนมากชี้ว่า ภาพเขียนของปิกัสโว่ที่ชื่อว่า ‘สาว ๆ บอดีโย่ที่อาวียอง’ (Les Demoiselles d'Avignon) คือคำประกาศของพวกโมเดิร์นนิสต์ เพราะที่จริงแล้ว ปิกัสโซ่ลอกงานชิ้นนี้ (lampoon-ในที่นี้คือการเขียนล้อเลียน) มาจากงานระดับครูของเอล เกร็กโก้ ชื่อ ‘นิมิตแห่งบาดหลวงจอห์น’ (The Vision of St John) โดยปิกัสโซ่วาดภาพแห่งความสยดสยองที่เซนต์จอห์นแกะผนึกในพระคัมภีร์ออกดู โดยวาดรูปเปลือยของหญิงโสเภณี (ตามความในวิกิพีเดีย) เห็นได้ชัดว่า ปิกัสโซ่กำลังทำเรื่องสามานย์กับเอล เกร็กโก้ ทำให้เราดูภาพของจริงไม่รู้เรื่อง
โดยสะกิดสะเกาเอาความสกปรก พิกลพิการมาใส่เรา ศิลปินโมเดิร์นเชื่อว่าพวกเขาจะลดทอนความสามารถของเรา ที่จะมองของสวย ๆ งาม ๆ ได้อีก ดังนั้น (ผมคิดนะ) การเอาสัตว์ตายไปใส่ไว้ในตู้กระจก หรือตู้แช่น้ำยาดองศพ ก็เพื่อการนี้นี่แหละ แต่ผมก็เป็นคนใจกว้าง บางทีการกระทำแบบนี้ อาจจะมีคุณค่าอะไรสักอย่าง ไม่มากก็น้อย ถ้าหากดาเมียน เฮิร์สต์ จะเอาตัวไปแช่ไว้ในน้ำยาดองศพบ้าง ผมก็จะเป็นคนแรกที่จะซื้อตั๋วเข้าไปชม
30/1/2007
มีคนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบการ์ตูนของพาโบล ปิกัสโซ่ ที่อาจทำให้คุณตาเหล่ได้ ชอบแจ๊คสัน พอลแล๊กซ์ ที่มีงานสาดสีดี ๆ บางชิ้น กระทั่งหมูดองทั้งตัวของดาเมียน เฮิร์สต์ และเพื่อนที่ดีที่สุดของผมบางคนเป็นก็เป็นศิลปินโมเดิร์นอาร์ต อย่างไรก็ตาม คุณก็คงเหมือนผม คือเกลียดและรับไม่ได้กับผลิตผลทั้งหมดในศตวรรษที่ 20 ที่นำเสนอออกมาในรูปศิลปะพลาสติกทั้งหลาย
(ปิกัสโซ่ (1881-1973) จิตรกรและช่างปั้นผู้มีผลงานหลากหลาย แต่เป็นแม่แบบของศิลปินรูปแบบเหลี่ยม (cubism)
พอลแล๊กซ์ (1912-1956) เป็นศิลปินอเมริกันที่ชอบเอาถังสีต่าง ๆ มาสาดลงบนผ้าใบ
เฮิร์สต์ (1969-?)เป็นศิลปินที่นำเสนอความตาย ศิลปะของเขานำเอาสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมทั้งแพะ แกะ ปลาฉลาม และหมูเป็นตัว ๆ มาแช่ไว้ในน้ำยาดองศพ
ส่วน modern arts เป็นศิลปะในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ปฏิเสธศิลปะที่มีมาตามประเพณีในสมัยก่อน ๆ ส่วนใหญ่มาจากรากฐานแนว impressionism (งานศิลป์ที่เสนอโครงร่างของสิ่งต่าง ๆ ในสีสันที่พร่ามัว โดยไม่เน้นในรายละเอียดใด ๆ) กับ postimpressionism (เป็นงานตามแบบแนวดังกล่าว แต่ให้สีสันจัดจ้านขึ้น โดยเน้นที่การถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และการตีความของตัวศิลปินเอง) โดยมีการพัฒนารูปแบบงานศิลป์ที่หลากหลายมากมาย อาทิเช่นศิลปะทรงเหลี่ยม ฯลฯ โปรดศึกษาหารายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือต่าง ๆ
และ pastic arts ก็คืองานศิลป์ที่ปรากฏออกมาในลักษณะ 3 มิติ หรือ visual artsในปัจจุบันนี้เอง)
คุณอาจจะยืนกรานว่า “ผมอาจจะไม่รู้จักเรื่องของศิลปะมากนัก แต่ผมรู้ว่าผมชอบอะไร” ซึ่งจริง ๆ คุณก็ไม่รู้ แต่คุณก็ถูกผลักไสให้ไปยืนดูสิ่งที่เรียกว่า ‘งานศิลป์‘ ให้ขนคีงลุก (ขนแขนสะแตนอับ) แต่ไม่ยอมรับว่ากลัวด้วยความที่ว่าจะทำให้ขายหน้า สิ่งเหล่านี้เกิดมาจนคุณเองก็ชาชินแล้ว อย่ากลัวไปเลยครับ ทนอ่านงานเขียนผมไปสัก 2-3 นาที ผมจะทลายมนตร์สะกดให้คุณ และปลดปล่อยคุณออกจากสภาพที่ไม่ใช่ดังกล่าว
อันดับแรก จงเชื่อเถอะครับว่าคุณไม่ได้แปลกหมู่ (หัวเดียวกระเทียมลีบ) พิพิธภัณฑ์สถานเต็มไปด้วยผู้คนที่มาดูงานศิลป์ที่ตัวก็รับไม่ได้ จนแน่นปริ และค่าตั๋วเขาชมโมเดิร์นอาร์ตก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ ปีที่แล้ว งานผ้าใบจุ่มสีชิ้นหนึ่งของแจ๊คสัน พอลแล๊กค์ ขายได้ US$140 ล้านเหรียญ สาดสีใส่ผ้าใบไปตามวาด โดยไอ้ขี้เมารายหนึ่งที่เกิดมาไม่เคยวาดรูป
ที่พอจะบันยะบันยังอยู่บ้าง ก็คืองานชิ้นหนึ่งของวาสสิลี แคนดินสกี้ (Wasilly Kandinsky1866-1944) ปู่แห่งศิลปะแอ๊ปสแตร๊กค์ ที่ขายได้ราคาสูงสุดที่ $40 ล้านเหรียญ รูปที่ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ของแคนดินสกี้ยุคต้น ๆ อย่างเช่น Weilheim-Marienplatz (ขนาด 43x33 เซนติเมตร) ซอธ’บี้คิดว่าจะเอาออกขายในราคา $4 ล้านเหรียญ แคนดินสกี้เป็นต้นเหตุใหญ่ในพฤติกรรมที่เกลียดงานแอ๊ปสะแตร๊กของคุณ ถึง 2 ประการ หนึ่งคือเขาเป็นคนที่ช่วยให้มันเป็นรูปเป็นร่าง และสองเขาเชื่อว่างานศิลป์แบบ nonfigurative* จะเป็นการเคลื่อนไหวทางสุนทรียศาสตร์กระบวนหนึ่งในอนาคต ที่รวมไปถึงดนตรีที่ไร้โน็ต (atonal music) ด้วย คุณปู่แคนดินสกี้บังเอิญแกเป็นเกลอกันกับคุณปู่อาร์โนลด์ โฌนเบิร์ก (Arnold Shoenberg 1874-1951) ปู่ของดนตรีแบบแอ๊ปสะแตร๊ก ซึ่งก็เป็นจิตรกรด้วย คุณปู่ทั้งสองท่านนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดลัทธิทันสมัยนิยม (mordernism)
(*nonfigurative arts คืองานศิลป์ที่ไม่สนใจในความเป็นจริงของสิ่งนั้น ๆ แต่ศิลปินเลือกจะถ่ายทอดมันออกในเรื่องรูปแบบ โครงสร้าง และสีสันที่ต่างออกไป)
คุณปู่แคนดินสกี้แกไปฟังการแสดงดนตรีของคุณปู่โฌนเบิร์กในปี 1911 พอกลับมาก็จดหมายไปหาความว่า
ต้องขอโทษที่ละลาบละล้วงจดหมายมาถึงท่าน โดยที่ไม่ทันได้รู้จักมักจี่กันเป็นส่วนตัว ผมเพิ่งทราบข่าวว่าท่านจะมาเปิดการแสดงดนตรีที่นี่ ซึ่งทำให้ผมมีความสุขใจยิ่งนัก แน่หละท่านคงไม่เคยรู้จักผม และงานของผม เพราะผมไม่ค่อยได้นำมันออกแสดงที่ไหน สักเท่าไหร่ เคยเอาไปแสดงที่กรุงเวียนนา (ในเทศกาล) ครั้งหนึ่ง ก็แค่ช่วงสั้น ๆ นั่นก็กว่าปีมาแล้ว แต่จะว่าไปแล้ว สิ่งที่สองเราพยายามแสวงหา และรูปการณ์ด้านความคิดและอารมณ์ความรู้สึกที่มีอยู่เหมือนกัน จนกระทั่งว่าผมต้องจดหมายมาขอแสดงความซาบซึ้ง ท่านแสดงผลงานด้านดนตรีออกมาในรูปแบบเฉพาะ ที่ช่างตรงกับใจที่ผมปรารถนาเสียเหลือเกิน
แคนดินสกี้ถูกต้องที่ตัดสินไปเช่นนั้น การใช้คำถ่ายทอด แลกเปลี่ยนกันระหว่างจิตรกรภาพแอ๊ปสะแตร๊กกับนักดนตรีที่ไร้โน็ต คงจะต้องมหึมามหาศาลแน่ ๆ จดหมายแลกเปลี่ยนระหว่างคนทั้งสองที่ตามมา คุณไปหาอ่านเอาในอินเตอร์เนท ดังที่ท่านอับราฮัม ลินคอล์นเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า สำหรับพวกที่ชื่นชอบของพรรค์นั้น ของพรรคนั้นก็ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของพวกเขาเป็นธรรมดา
สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลระหว่างบิดาผู้ให้กำเนิดทันสมัยนิยมก็คือ รูปที่จ้อยสุด ๆ ของแคนดินสกี้มีราคาสูงกว่าค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดในการเอาดนตรีของโฌนเบิร์กไปแสดงมากนัก ขอผมพูดตามภาระหน้าที่สักหน่อย บรรดานักดนตรีเอาเพลงของโฌนเบิร์กไปเล่นบ้าง เป็นบางครั้ง แต่มักจะอยู่ในระหว่างโปรแกรม ไม่มีเอาไปบรรเลงในตอนท้าย ๆ เพราะคนฟังจะหนีหมด โฌนเบิร์กตายอย่างอนาถาในปี 1951 และเมียหนึ่งกับลูกอีกสามเกือบจะอาศัยเงินจากค่าลิขสิทธิ์เพลง มาใช้จ่ายในครอบครัวไม่ได้เลย ครอบครัวท่านยังจน ส่วนลูกหลานของศิลปินดังคนอื่น ๆ มีชีวิตอยู่อย่างฟู่ฟ่าหรูหรา
ตามที่ฝ่ายสนับสนุนมันบอกมาแต่แรก โมเดิร์นอาร์ตเป็นเรื่องของจิตใจ มันเป็นเรื่องความเชื่อและค่านิยม พวกที่ทำให้ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์แบบแอบสะแตร็กดังขึ้นมาได้ ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดผู้หนึ่งก็คือคลีเมนท์ กรีนเบิร์ก ผู้อุปถัมภ์แจ๊กสัน พอลแล๊กค์ในนิตยสารปาร์ติซาน รีวิว หากมองผาด ๆ งานชนิดนี้ไม่คิดจะ ‘เอาใจ’ ใคร แต่กระตุ้นให้ผู้ชมครุ่นคิดพิจารณา
หากพูดถึงการที่คนเราเปิดรับข้อความทางจิตใจแบบนี้ได้ โดยยังสามารถทอดน่องไปตามงานแสดงภาพศิลป์เหล่านี้ได้ ก็แล้วทำไมผู้ที่พากันมาชมงาน กลับไม่ยอมรับฟังข้อความดังกล่าวในห้องแสดงดนตรีหละ ? นั่นก็เหมือนลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแฟชั่นของปัญญาชนในตะวันตก คือพวกเขาชื่นชมมันจากที่ไกล ๆ แต่ไม่กล้าเข้าไปอาศัยในประเทศนั้น
ตอนคุณดูผ้าใบในงานอิมเพรสชั่นนิสต์ศิลป์แบบแอ๊บสะแตร๊ก คุณควบคุมเวลาได้ คุณอาจจะดูมันนาน ๆ หรือรีบเมินหน้าไปอย่างไรก็ตามแต่ กระเดาะลิ้น แล้วพยายามจะพูดอะไรที่พอจะมีความหมายออกมาบ้าง และถ้าหากคุณกำลังเสแสร้งอยู่ ก็เลือกยกคำที่ปรากฏอยู่ในวิกิพีเดีย* ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินคนนั้น ๆ ขึ้นมาอ้าง ก็แล้ว ๆ ไป แต่พอคุณไปฟังการแสดงดนตรีไร้โน็ต อาทิเช่นเพลงของโฌนเบิร์ก คุณต้องนั่งติดเก้าอี้ ตีเสียว่า 25 นาที แต่คุณจะรู้สึกเหมือนกับนั่งเก้าอี้หมอฟันเป็นวัน ๆ จะขยับก็ไม่ดี จะหนีก็ไม่ออก ตอนนั้นคุณไม่ได้ชื่นชมมันมาจากที่ไกล ๆ อีกแล้ว เพราะคุณต้องอยู่กับมัน คุณได้ทำผิดเหมือนปัญญาชนตะวันตกในยุค 1930s คือแทนที่จะชื่นชมอยู่แต่ไกล กลับย้ายไปอาศัยอยู่ในมอสโคว์เสียเอง
(*Wikipedia เป็นปฐานุกรมในเวบไซต์ ที่เปิดฟรีสำหรับสาธารณชน
ส่วนศิลปินแนวอิมเพรชชั่นนิสต์ศิลป์ ก็เป็นขบวนการเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะของเยอรมนี ระหว่างปี 1905-1925 ที่เน้นในอารมณ์ ความรู้สึกของตัวศิลปินในการถ่ายทอดสิ่งภายนอกออกไป โดยไม่สนใจความเป็นจริง สีสัน กระทั่งรูปแบบของสิ่งเหล่านั้น)
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมศิลปินแนวโมเดิร์นบางคน จึงทำเงินได้อย่างมหาศาล แต่ไม่มีผู้ประพันธ์เพลงแอบสะแตร๊กรายไหน จะเอาตัวรอดจากดนตรีของตนได้ แน่หละ ฝ่ายนักประพันธ์เพลงไม่-แอบสะแตร๊ก เช่นท่านขุนแอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ รวยเอา ๆ แอรอน คอปแลนด์ (1900-90) ที่แต่งเพลงสนุก ๆ เข้ากับงานพื้นบ้าน (เช่น บัลเล่ย์เรื่อง Billy the Kid และ Appalachian Spring) ก็ทำเงินมากจนสามารถให้ทุนการศึกษาทางดนตรีได้ ที่อัลแบน เบิร์ก (1885-1935) นักประพันธ์เพลงไร้โน็ตชาวเวียนนา จัดแสดงโอเปร่าชื่อ Wozzeck ในปี 1925 จนฮิตติดอันดับในยุโรปได้ ก็เพราะเขาเอาแนวดนตรีของโณนเบิร์กมาผสมกับแนวดนตรีแบบโรแมนติครุ่นเก่าแบบครึ่งต่อครึ่งนั่นเอง คนเขียนประวัติเขาแจ้งว่า การจัดแสดงโอเปร่าในครั้งนั้น ทำให้เบิร์ก ‘อยู่ได้อย่างสบาย’
หลังจากอุดหนุนจุนเจือดนตรีแอ๊บสะแตร๊ก (ไร้โน็ต) มานานหลายทศวรรษ วงดนตรีซิมโฟนี่ออเครสตร้าส่วนใหญ่ก็ต้องเลิกตอแยกับหูผู้ฟัง แล้วหันมาให้งานกับนักประพันธ์เพลงที่เขียนงานแบบฟังสบายหูมากขึ้น จนเมื่อเร็ว ๆ นี้หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอนัล รายงานว่า การหวนกลับมาสู่ดนตรีแบบมีโน็ตอีกครั้งนี้ เป็นเพราะ “วงดนตรีออเครสต้ามีคนฟังลดลง โดยเฉพาะผู้ฟังสูงอายุ จากปี 1999/2000 จำนวนผู้เข้ามาฟังวงซิมโฟนี่ทั่วประเทศ ลดลง 13% ของปี 2003/04 เหลือเพียง 27.7 ล้านคนเท่านั้น”
ข้อความทางจิตใจ 2 แบบก็เหมือนเดิม แต่หอจัดนิทรรศการงานศิลป์ยังคงแน่นขนัด ส่วนห้องฟังดนตรีว่างเปล่า นั่นก็เพราะในการดูภาพเขียนที่แขวนไว้ตามฝาผนัง คุณยังรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยเอาไว้ได้ แต่ในห้องฟังเพลงดนตรี มันสามารถชอนไชลงไปถึงแก้วหู หรือจะให้ผมพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรังเกียจเดียดฉันท์ดนตรีไม่มีโน็ตที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นปฏิกิริยาที่แท้จริง และเป็นปกติ ที่คุณมีต่องานแอ๊บสะแตร๊ก เพราะในหอแสดงภาพ คุณสามารถข่มปฏิกิริยาของคุณได้นั่นเอง
แน่นอน คนที่ชื่นชอบงานแอ๊บสะแตร๊กจริง ๆ ก็มี เพียงแต่คุณไม่ใช่หนึ่งในนั้น คุณเป็นคนดี มีมารยาท รู้สึกรู้สมแบบคนทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวต่ำต้อยจนต้องเป็นศัตรูกับโลก คุณชาร์ล สาอัตชิ (Charles Saatchi ชาวอิรักอพยพ) ผู้เป็นเจ้าพ่อวงการหนังโฆษณายักษ์ใหญ่ในอังกฤษเวลานี้ ก็เป็นหนึ่งในนักสะสมงานแอ๊บสะแตร๊กตัวยง วิกิพีเดียรายงานว่า ตอนที่ดาเมียน เฮิร์สต์จัดแสดงงานศิลป์ระดับนักเรียนครั้งแรกของเขาในย่านด๊อคแลนด์ กรุงลอนดอน “สาอัตชินั่งรถโรลสลอยด์สีเขียวขี้ม้ามาชมงาน และมายืนปากอ้าตาค้าง (เสร็จแล้วก็รีบซื้อ) อยู่หน้าสัตว์ดองตัวแรกที่เขาลงมาเห็น ซึ่งได้ชื่อว่า ‘หนึ่งพันปี’ เป็นตู้กระจก ในนั้นมีหนอนและแมลงวันกำลังกินหัววัวที่กำลังเน่าได้ที่”
โทมัส มานน์ ผู้เขียนเรื่อง ‘หมอฟอส์ตัส’ (Doktor Faustus) อันเป็นเรื่องราวของอาร์โนลด์ โฌนเบิร์ก ที่ความโกรธชักนำให้ไปขายตัวให้ปีศาจ เขาถูกสั่งให้ประพันธ์เพลง ที่เมื่อบรรเลงไปแล้ว ผู้ฟังจะฟังดนตรีแบบเก่าไม่รู้เรื่องอีกเลย
นักวิจารณ์จำนวนมากชี้ว่า ภาพเขียนของปิกัสโว่ที่ชื่อว่า ‘สาว ๆ บอดีโย่ที่อาวียอง’ (Les Demoiselles d'Avignon) คือคำประกาศของพวกโมเดิร์นนิสต์ เพราะที่จริงแล้ว ปิกัสโซ่ลอกงานชิ้นนี้ (lampoon-ในที่นี้คือการเขียนล้อเลียน) มาจากงานระดับครูของเอล เกร็กโก้ ชื่อ ‘นิมิตแห่งบาดหลวงจอห์น’ (The Vision of St John) โดยปิกัสโซ่วาดภาพแห่งความสยดสยองที่เซนต์จอห์นแกะผนึกในพระคัมภีร์ออกดู โดยวาดรูปเปลือยของหญิงโสเภณี (ตามความในวิกิพีเดีย) เห็นได้ชัดว่า ปิกัสโซ่กำลังทำเรื่องสามานย์กับเอล เกร็กโก้ ทำให้เราดูภาพของจริงไม่รู้เรื่อง
โดยสะกิดสะเกาเอาความสกปรก พิกลพิการมาใส่เรา ศิลปินโมเดิร์นเชื่อว่าพวกเขาจะลดทอนความสามารถของเรา ที่จะมองของสวย ๆ งาม ๆ ได้อีก ดังนั้น (ผมคิดนะ) การเอาสัตว์ตายไปใส่ไว้ในตู้กระจก หรือตู้แช่น้ำยาดองศพ ก็เพื่อการนี้นี่แหละ แต่ผมก็เป็นคนใจกว้าง บางทีการกระทำแบบนี้ อาจจะมีคุณค่าอะไรสักอย่าง ไม่มากก็น้อย ถ้าหากดาเมียน เฮิร์สต์ จะเอาตัวไปแช่ไว้ในน้ำยาดองศพบ้าง ผมก็จะเป็นคนแรกที่จะซื้อตั๋วเข้าไปชม
30/1/2007


