xs
xsm
sm
md
lg

ปลัด พณ.สั่งทุกหน่วยงานในสังกัดเช็กสภาพรถหลวง หวังลดปัญหามลพิษ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เร่งสำรวจสภาพรถราชการทุกประเภท มิให้มีมลพิษทางอากาศและระดับเสียงจากท่อไอเสียที่เกินจากระดับมาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษกำหนด เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) กำลังสร้างปัญหาด้านสุขภาพอนามัยและการดำเนินชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหา คือ การเผาไหม้ที่สันดาปไม่สมบูรณ์และควันดำจากท่อไอเสียรถยนต์ที่เกินค่ามาตรฐาน ประกอบกับเพื่อรณรงค์ให้หน่วยงานราชการและบุคลากรภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชนเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงและงบประมาณของประเทศอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงพาณิชย์สั่งการให้เร่งประสานไปยังกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าตรวจวัดมลพิษทางอากาศและระดับเสียงจากรถราชการ โดยจะเริ่มทยอยตรวจรถราชการฯ แต่ละหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการตรวจสภาพรถราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลการตรวจสอบรถราชการของกรมฯ จำนวน 22 คัน เบื้องต้นพบว่ารถราชการ 20 คัน อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระดับเสียงอยู่ในเกณฑ์ปกติ และมี 2 คันมีค่าเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหยุดการใช้รถทันที และเร่งดำเนินการส่งรถทั้ง 2 คัน เข้าซ่อมแซมเพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติและไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระดับเสียงที่เกินมาตรฐาน

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์กำหนดมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศและประหยัดงบประมาณของประเทศ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งมาตรการประหยัดพลังงานนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อรับผิดชอบการลดการใช้พลังงานขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ประกอบด้วย มาตรการลดการใช้ไฟฟ้า และมาตรการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหากประสบผลสำเร็จ จะช่วยให้กรมฯ สามารถประหยัดงบประมาณได้ประมาณร้อยละ 5 ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล