xs
xsm
sm
md
lg

คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน [8 กุมภาพันธ์ 2562]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดทำการรายงานผลการพัฒนาประเทศไทยในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 ซึ่งมีแง่มุมในเรื่องของการพัฒนาการปรับตัว จุดแข็งและจุดอ่อนที่น่าสนใจ ผมขอนำมาเล่าให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้พอสังเขปดังนี้

ภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีความแข็งแกร่งขึ้น และมีการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อย่างต่อเนื่อง จาก 1 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2557 ขึ้นไป 4.2 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2561 สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกที่ชะลอตัวเหลือ 3.7 เปอร์เซ็นต์ โดยมูลค่าจีดีพีของเราเพิ่มขึ้นจาก 13 ล้านล้านบาท ในปีแรกของรัฐบาล เป็น 16 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกที่เป็นความเสี่ยง นอกจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวแล้ว ก็ยังมีปัญหาสงครามจากการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนปัญหาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ และอัตราดอกเบี้ยโลก เพราะทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับประเทศไทยและทุกภูมิภาคด้วย การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย จากการริเริ่มโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve ในช่วงที่ผ่านมามากกว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นทั้งในส่วนของการลงทุนของภาครัฐ และการลงทุนของภาคเอกชนร่วม ที่เรียกว่า PPP รวมทั้งนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน บนพื้นฐานของนวัตกรรม และการสร้างมูลค่า ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมความไปถึงเรื่องนโยบายไทยแลนด์พลัสวัน คือประเทศรอบบ้านของเรา (เอเปก) และยังประชาคมอื่นด้วย

เรื่องการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะช่วยให้มีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 39.7% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 42.6% ในปี 2561 โดยเป้าหมายการไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้องมีสัดส่วนเอสเอ็มอีอยู่ที่ 60-70% การเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่สำคัญ หลังจากหยุดนิ่งมานับ 10 ปี กว่า 2.44 ล้านล้านบาท การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เกือบ 3 ล้านไร่ การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และเปิดประมูลสัมปทานที่จะหมดอายุ ช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศ 5 แสนล้านบาท การดูแลเศรษฐกิจฐากราก และการสร้างโอกาสให้กับเศรษฐกิจชุมชน อาทิ การทำเกษตรกรรมแปลงใหญ่เป็นครั้งแรก บนพื้นที่กว่า 5.4 ล้านไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 3 แสนราย โครงการไทยนิยมยั่งยืน คือลงไปทำตามความต้องการของประชาชนทุกหมู่บ้านทุกชุมชน และมีการอบรมให้ความรู้การพัฒนาตนเอง เพื่อจะเปลี่ยนแปลงตนเองอีกด้วย ดูแลเรื่องหนี้สินนอกระบบ กฎหมายขายฝาก แก้ปัญหาที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างจริงจัง อีกทั้งโครงการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวในทุกมิติ รวมไปถึงเกษตรกรรมทุกชนิดด้วยที่เราดูแลแก้ปัญหาไป ทั้งโดยทันที ระยะปานกลาง และสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนอีกด้วย ทั้งพืช สัตว์น้ำ ประมง และปศุสัตว์ด้วย

สำหรับเรื่องการค้าขายปลีกเราคงต้องปรับตัว เรามีตลาดของเราอยู่แล้ว คนที่มีรายได้น้อยซื้อปลีกได้ เพราะว่าร้านค้าปลีกสามารถลดราคาได้ การท่องเที่ยวของไทยติดอันดับ 1 ของโลก และเป็นอันดับ 4 ของประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงที่สุดในโลก หากเทียบย้อนหลัง 10 ปี 2551-2561 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 14 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม จะต้องเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะมีคนไทยราว 70 ล้านคน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีก 40 ล้านคน จะเข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติในบ้านของเราอีกด้วย อันนี้ก็ต้องดูแล เพราะเพิ่มรายได้ประเทศของเรา ดูแลเรื่องขยะ เรื่องความปลอดภัย เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทุกคนต้องช่วยกันพัฒนา รักษาไว้ เพราะอันนี้เป็นแหล่งที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศไทย เรารังเกียจไม่ได้

พี่น้องประชาชนที่รักครับ จากวิกฤตฝุ่นละอองในปัจจุบัน ผมอยากถือโอกาสขยายวิสัยทัศน์ของเราทุกคน ไปสู่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่มากกว่ามองที่ตัวเราเอง ไปสู่เรื่องส่วนรวม ประเทศชาติ สังคม โลก มีความรับผิดชอบร่วมกัน ประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นหัวข้อที่่นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ นักปกครอง นักพัฒนา นักวิชาการ และที่สำคัญ ประชาชนควรให้ความสำคัญและลงมือร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยกันอย่างจริงจัง และบูรณาการด้วยกลไกประชารัฐ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมมักเชื่อมโยงกับประชาคมโลก เสถียรภาพ และความเป็นอยู่ของพวกเราโดยตรงและโดยอ้อม แม้รัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาปากท้องที่เป็นปัจจุบันได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาด้านสุขภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง มีความเสื่อมโทรม และมลพิษ กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องอนาคต หลายคนอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว ไม่สนใจ กลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก จากการรักษาพยาบาลแทนเป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทุกภูมิภาค ไม่ใช่สภาพอากาศที่ผันแปรรายวันตามปกติ แต่มันคือสภาพอากาศที่สุดขั้ว หนาวจัด ร้อนจัด แล้งจัด พายุถล่ม ซึ่งล้วนเป็นผลพวงหนึ่งจากน้ำมือมนุษย์ เราทุกคน ทั่วโลก หรือในประเทศเราเอง มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสิ้น สิ่งที่ปรากฏชัดเช่นทุกวันนี้ ออสเตรเลียกำลังเผชิญคลื่นความร้อน อุณหภูมิทะลุ 50 องศาเซลเซียส สหรัฐอเมริกา และแคนาดา กำลังเผชิญกับกระแสลมกรดขั้วโลก เกิดอากาศหนาวจัด ติดลบ 40-50 องศาเซลเซียส เมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล เกิดวิกฤตมลพิษทางอากาศ PM2.5 ที่มองไม่เห็น และหมอกควันปกคลุมท้องฟ้า ทั้งหมดนี้ ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากลัวและกำลังส่งผลอย่างรุนแรงในปลายศตวรรษนี้คือ อุณหภูมิเฉลี่ยของมหาสมุทรสูงขึ้น และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจสูงขึ้นถึง 1 เมตรในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า อาจจะทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลาย ด้วยน้ำทะเลหนุนเข้ามาทางปากอ่าวและระบบนิเวศถูกทำลายอย่างรุนแรง พื้นที่เกษตรกรรมจะเกิดปัญหา น้ำกินน้ำใช้จะเริ่มไม่บริสุทธิ์

การประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ปีนี้ หรือดาวอช 2019 ในความสัมพันธ์กับประเด็นสิ่งแวดล้อม และความวิกฤตเป็นพิเศษ โดยมีรายงานประเมินความเสี่ยงของโลกประจำปี 2019 ชี้ว่า สภาพอากาศสุดขั้วเป็นความล้มเหลว ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ คือภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจและความอยู่รอดของมนุษย์ในอนาคต ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ อี20 ประกาศว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญในการประชุมในปีนี้ โดยผลักดันงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร รายงานล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ชี้ชัดว่า ถ้าจะรักษาสมดุลทางภูมิศาสตร์ของโลกให้ได้ และต้องป้องกันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น เกิน 1.5 องศาเซลเซียส หมายความว่า เราต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งภายใน 12 ปี ข้างหน้า ด้วยเป้าหมายนี้ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อทุกคน ทุกฝ่าย ทุกประเทศ ต้องร่วมมือปฏิวัติอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเศรษฐกิจ การผลิต และการบริโภค ให้พึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้น้อยที่สุด ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาเริ่มต้น และกระทำต่อๆ ไปจะดีขึ้นเอง และขอให้ทำอย่างรวดเร็วขึ้น

พี่น้องประชาชนที่รักครับ จะเห็นว่าช่วงอายุคนเรานี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ สิ่งที่เราลงมือทำตอนนี้และอีกไม่กี่ปี ต่อจากนี้ จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคนรุ่นต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะ 4 ปี ขององค์การสหประชาชาติ มีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนการบรรลุประเทศในทุกมิติ การพัฒนาสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ตลอด 4ปี ที่ผ่านมา มีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญๆ อาทิ

1. กำกับดูแลการปล่อยมลพิษทางน้ำ และมลพิษทางอากาศอย่างเคร่งครัดและจริงจังของสถานประกอบการ โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรม
2. การผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
3. กำหนดให้การกำจัดขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเน้นการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยเพิ่มบทบาทขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการขยะมูลฝอยตกค้างตามหลักวิชาการได้ 21 ล้านตัน จากทั้งหมด 30 กว่าล้านตัน
4. รณรงค์ลดการใช้โฟมและถุงพลาสติก โดยร่วมมือกับศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ สามารถลดขยะได้ประมาณ 370 ล้านใบ
5. ลดพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มได้กว่า 2,600 ล้านชิ้นต่อปี หรือประมาณ 520 ตันต่อปี
6. ห้ามสูบบุหรี่บริเวณพื้นที่ชายทะเล หรือในพื้นที่สาธารณะ
7. จัดการของเสียอันตรายชุมชนอย่างถูกต้องประมาณ 60,000 กว่าตัน จากทั้งหมด 600,000 กว่าตัน
8. แก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน จำนวนจุดความร้อนลดลงกว่าร้อยละ 40 โดยปริมาณค่าฝุ่นละอองที่ตรวจพบลดลง จำนวนวันที่ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานก็ลดลงด้วย อีกทั้งมีการขยายความร่วมมือกับ 5 ประเทศอนุภูมิภาคแม่โขงในการแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนและอื่นๆ อีกด้วย

การทำทุกอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากนักหากพวกเราทุกคนช่วยกัน ดีกว่ามาติติง โจมตี ให้ร้ายซึ่งกันและกัน มันไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น

พี่้น้องประชาชนที่เคารพครับ สำหรับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในปัจจุบัน ซึ่งตัวเลขดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ (AQI) ที่ปรากฏนั้น เป็นภาพรวมของฝุ่นทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เป็นฝุ่นละออง PM2.5 จะส่งผลกระทบต่อบุคคลทั่วไปในระยะยาว 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า แต่อาจจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงได้โดยง่าย ได้แก่ กลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หอบหืด ภูมิแพ้ โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

ทั้งนี้ แหล่งที่มาของฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ นั้น เกิดจากไอเสียดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับทุกเมืองใหญ่ๆ ที่มีการจราจรหนาแน่น จากการเผาชีวมวล ขยะ อีก 35 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งการเผาในไร่อ้อย ข้าว ข้าวโพด ซึ่งผมแนะนำให้ใช้การไถกลบแล้วใส่ปุ๋ยน้ำ หรือ EM ก็จะช่วยเพิ่มสารอาหารในดิน ไม่สร้างมลพิษ ฝุ่นละออง ที่มาของฝุ่นบางส่วนเกิดจากเขตก่อสร้าง โรงงานที่มีทั้งหมดแสนกว่าแห่ง แต่ที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง 1,700 แห่ง โดย 600 แห่งจะต้องปรับปรุงด่วน ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ที่จะก่อให้เกิดฝุ่นหรือควันเพิ่มขึ้น เช่น จุดธูปเทียน สูบบุหรี่ ก็ควรลดลง จากวิกฤตฝุ่นละอองนี้ ทุกคนได้รับผลกระทบหมด การที่รัฐบาลจะออกมาตรการอะไรออกไป ก็ต้องเห็นใจเกษตรกร ธุรกิจเอกชน แต่ต้องคำนึงถึงส่วนรวม และการปฏิบัติตามกฎหมาย การขนส่ง ก็เป็นการขนส่ง ทั้งอาหาร ทั้งสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ผ่านจากภาคโน้นภาคนี้เข้ามาในเขตเมือง เข้าในกรุงเทพฯ ผ่านกรุงเทพฯไปภาคต่อๆ ไป ก็ต้องพิจารณาให้ครบทุกมิติ

ภายใต้ทุกๆ วิกฤติในบ้านเมืองของเรานั้น เช่น การปฏิบัติการช่วยชีวิตทีมหมูป่า หรือพายุปาบึก รวมถึงวิกฤตฝุ่นละอองในครั้งนี้ เราก็ได้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจ ระดมสมอง ความคิดในการแก้ปัญหาอย่างน่าประทับใจ ทั้งการใช้โดรน การใช้เครื่องพ่นน้ำ การพ่นน้ำที่ตึกสูง โครงการอาชีวะอาสา ตั้งศูนย์ Fix it Center ให้บริการเช็กสภาพรถ ทำความสะอาดกรองอากาศ ท่อไอเสีย ออกแบบเครื่องพ่นละอองน้ำ อุโมงค์พ่นน้ำแรงดันสูง เพื่อช่วยดักจับฝุ่นควัน การออกแบบเครื่องกำจัดมลพิษทางอากาศแบบเคลื่อนที่ รวมถึงการล้างถนนและลดฝุ่นในเขตก่อสร้าง เป็นต้น อันนั้นก็เป็นภาพรวมในการแก้ปัญหาฝุ่น PM ทั้ง 2.5 และ PM10 อื่นๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าอันใดอันหนึ่งมันจะแก้ 2.5 ได้ทันที มันเป็นไปไม่ได้ ส่วนใหญ่เราต้องไปแก้ที่การจราจร และการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ แล้วก็อื่นๆ ด้วยที่สร้างฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฉะนั้นจะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงต้นตอของเขา ของสาเหตุแต่ละเรื่อง

สำหรับเรื่องในส่วนของการแก้ปัญหานี้ แนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กของรัฐบาลนั้น ได้มีการแถลงข่าวรับทราบกันแล้ว ตลอดช่วงสัปดาห์นี้ ประกอบทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน ปานกลาง ระยะยาว ที่เราต้องการความร่วมมือจากทุกๆฝ่าย อาทิ ให้รถยนต์ดีเซล ขสมก. รถยนต์ของทางราชการปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมันบี 20 ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อตลาดไบโอดีเซลบ้านเรา ทำให้เกิดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์บี 20 ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ให้เป็นทางเลือกของผู้บริโภคอีกด้วย

นอกจากนี้ ได้มีการเปลี่ยนไส้กรองอากาศ กรองน้ำมันดีเซล กรองน้ำมันเครื่อง และมีการล้างหัวฉีด อย่าลืม จอดรถให้ดับเครื่องทุกครั้ง และห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาด เป็นต้น โดยรัฐบาลรีบพัฒนาโครงข่ายการให้บริการขนส่งสาธารณะให้ทุกระบบตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ให้เป็นทางเลือกในการเดินทางแทนรถยนต์ส่วนบุคคล และเร่งรัดแผนการเปลี่ยนรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้เป็นรถยนต์ที่มีไม่มีมลพิษ เป็นต้น

สำหรับเรื่องปาบึกนั้น ก็กำลังมีการช่วยเหลืออยู่ในการซ่อมสร้างบ้าน 50,000 กว่าหลังก็ได้เสร็จไปแล้ว เหลือประมาณ 330 หลังโดยประมาณ ที่จะต้องสร้างใหม่ ซึ่งวันนี้รัฐบาลก็ได้เอางบประมาณต่างๆ มาทบทวนดู อันไหนที่เบิกงบประมาณได้ก็ใช้งบประมาณรัฐ อันไหนไม่ได้ก็ต้องไปใช้งบประมาณเงินผู้บริจาค

เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ประทานเงินจำนวน 300 ล้านบาท มาให้รัฐบาลมาแก้ปัญหาในเรื่องของพายุปาบึกด้วย แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจ อย่างที่ว่าแล้วเราต้องปรับการใช้งบประมาณเหล่านี้ให้เหมาะสม เป็นไปตามพระบรมราโชบายของพระองค์ท่านด้วย

ผมก็อยากให้ท่านมาดูในเรื่องของการก่อสร้างบ้านทั้งหลัง หรือในเรื่องของการดูแลชาวประมง เครื่องมือในการทำประมง หรืออื่นๆที่เป็นประโยชน์โดยตรงให้ถึงประชาชน แต่เดี๋ยวนี้ต้องดูว่า ให้เป็นไปตามกฎหมายตามหลักการและเหตุผลในสิ่งที่ควรจะเป็น

สุดท้ายนี้ ผมขอนำเสนอส่วนหนึ่งของมาตรการระยะยาวในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ ที่เป็นทิศทางการบริหารของโลก ก็คือพัฒนาไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยวิดีทัศน์เรื่องแรกจะเป็นโรดแมป ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ไปดูการบริหารการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยมอเตอร์ไฟฟ้า และมีฮับของภูมิภาค และของโลกในวันข้างหน้า

และเรื่องที่ 2.โครงการวิจัยและพัฒนา เพื่อนำรถยนต์ใช้แล้วให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าในราคาไม่เกิน 200,000 บาท และจะถูกลงเรื่อยๆ ให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถจะซื้อรถใหม่ที่ยังแพงอยู่

โดยนอกจากจะช่วยประหยัดเงินค่าน้ำมันได้ ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ และก็ทราบว่ามีเอกชนรายหนึ่ง ที่กำลังเปิดตัวควายทอง รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ไทย ช่วยเติมแต็มระบบขนส่งของเรา ที่สามารถประหยัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ขอชื่นชม และให้กำลังใจมา ณ ที่นี้ด้วย อีกไม่นานก็คงได้เห็นวิ่งกันตามท้องถนนแล้ว ก็ขอให้ดูเรื่องมาตรฐาน คุณภาพ กันให้ดี ให้มีการรับรองมาตรฐานให้ดีที่สุด

ที่แพงที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้าก็คือแบตเตอรี เราต้องเร่งการพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น ต่างประเทศก็มีปัญหาเช่นกันเรื่องอายุการใช้งาน จะเห็นได้ว่า มีแบตฯราคาถูก ราคาแพง ถ้าราคาถูก คุณภาพก็ด้อยกว่า ราคาแพงบางทีก็แพงเกินไปที่จะซื้อมา เพราะฉะนั้นประเทศไทยกำลังพัฒนาในเรื่องนี้ ในพื้นที่เออีซี เรื่องแบตเตอรี และรถยนต์ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในโครงการฟาสแทร็คของเราด้วย

ขอบคุณนะครับ ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมของเราให้เหมือนกับรักษาสุขภาพของตนเอง และดูแลทุกคนในครอบครัว และคนอื่นๆให้มีความสุขด้วยกัน เพราะเราอยู่ร่วมกันบนแผ่นบินไทยทุกคน สวัสดีครับ