xs
xsm
sm
md
lg

คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน [14 ธันวาคม 2561]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน ในช่วงวันที่ 12-13 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ ผมและคณะรัฐมนตรีได้เดินทางไปตรวจราชการ และประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่อีกครั้งหนึ่ง จ.บึงกาฬ และ จ.หนองคาย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญคือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา นอกจากนี้ยังมีความหลากหลาย และโดดเด่นทางธรรมชาติ และทางวัฒนธรรมที่พร้อมได้รับการส่งเสริม ผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงประวัติศาสตร์ หรือแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก และเป็นดินแดนของนักแสวงบุญใฝ่ธรรมะด้วย อีกทั้งที่ตั้งเป็นชายแดนที่มีแม่น้ำโขงคั่นกลาง จะสามารถเชื่อมโยงไปมาหาสู่กันกับประเทศเพื่อนบ้านได้สะดวก

ดังนั้นจึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 นี้ว่า เกษตรอุตสาหกรรมชั้นนำ การค้่า และการท่องเที่ยวสากล ชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืนที่เรามีจุดเน้นการพัฒนา ได้แก่ 1.การเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน 2.แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำโขง และ 3.การเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบันนั้น จ.บึงกาฬมีโครงการตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.โครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแลประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เป็นบริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน อาทิ หน่วยทันตกรรม หน่วยวัดสายตา หน่วยสุขภาพจิต และหน่วยแนะนำและฝึกอาชีพ รวมทั้งบริการอื่นๆ ตามบริบทของพื้นที่ โดยกำหนดเปิดตัวโครงการที่ จ.บึงกาฬ เป็นพื้นที่แรกของประเทศ และเริ่มต้นดำเนินการในช่วงสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือนธันวาคม 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนอีกด้วย

2.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ จ.บึงกาฬนี้ มีพื้นที่ปลูกยางพาราราว 8.5 แสนไร่ มากเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยางพาราจึงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของที่นี่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อจะขับเคลื่อนให้เป็นศูนย์กลางยางพาราด้านต่างๆ อาทิ ศูนย์กลางการเรียนรู้วิชาการยางพาราที่ครบวงจร ตั้งแต่คุณภาพยางพารา การจัดการวัตถุดิบ การแปรรูป การตลาด และการขนส่ง ศูนย์กลางการซื้อขาย และแปรรูปยางพารา โดยมีตลาดกลางประมูลยางพารากระจายอยู่ทุกอำเภอ รวมเกือบ 100 แห่ง และมีโรงงานรับซื้อและแปรรูปยางพาราด้วย นอกจากนี้ ยังมีศูนย์กลางการส่งออกยางพารา โดยผลผลิตยางพาราจะส่งออกไปตลาดต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ทางท่าเรือแหลมฉบัง และประเทศจีนตอนใต้

สำหรับจังหวัดหนองคายมีโครงการที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากระบบประปา เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคายในอนาคต ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางแผนการพัฒนาระยะยาว ทั้งนี้ ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ยังไม่เพียงพอ และต้องเตรียมพร้อมสำหรับวันข้างหน้าด้วย จึงได้กำหนดแผนงานปรับปรุงระบบน้ำดิบ ระบบการผลิต และระบบส่งจ่ายน้ำภายใต้โครงการปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาหนองคาย อ.เมืองหนองคาย – สระใคร ที่สถานีผลิตน้ำปะโค อ.เมืองหนองคาย เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ให้สามารถรองรับความต้องการในพื้นที่ในอีก 10 ปีข้างหน้า

2.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น หรือ โอทอป โดยในปี 2561 นี้ จ.หนองคาย สามารถพัฒนาสินค้าโอทอปอย่างต่อเนื่อง มีทั้งที่เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ผ้าพื้นเมือง เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของประดับตกแต่ง และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารจำนวนมากกว่า 1,200 ผลิตภัณฑ์ สามารถยกระดับให้เป็นสินค้าที่เป็นดาวเด่นสู่สากลเกรด A จำนวน 23 ผลิตภัณฑ์ ที่น่าภาคภูมิใจ ได้แก่ สุดยอด 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ผ้าทอมัดหมี่ลายพญานาค แหนมเนือง ซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ และข้าวฮางงอก ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก หรือสงสัยว่าคืออะไร ทั้งๆ ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคอีสานมานานนับร้อยปี เป็นข้าวที่เพาะงอกจากข้าวเปลือก มีไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ จากเปลือกมาเคลือบในเมล็ดข้าวเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้มีสารอาหารมากกว่าข้าวกล้องงอก เชื่อกันว่ากินข้าวฮางงอก จึงเปรียบได้กับการรับประทานยา วิตามิน หรือสมุนไพร เข้าไปพร้อมๆกัน

นอกจากอิ่มท้องแล้ว ยังทำให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรค จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รักสุขภาพ หรือผู้ป่วย เนื่องจากเป็นอาหารต้านโรคได้ด้วย น่ายินดีวันนี้ผมเห็นวางขายทั้งตามร้านค้า ห้าง และออนไลน์ แล้วมากมาย

3.การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน หรือฝั่งแม่น้ำโขง หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย เป็น 1 ใน 40 ชุมชนของจังหวัด ที่ได้รับการพัฒนาตามโครงการชุมชนท่องเที่ยวโอทอปนวัตวิถี ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ที่มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น อาทิ วิถีริมโขง การเลี้ยงปลานิลในกระชัง แปลงผักแบบขั้นบันไดริมโขง การอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถาน ศิลปะ ดนตรี และการละเล่นพื้นบ้าน

รวมไปถึงการจัดกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว อาทิ ล่องเรือยนต์ชมฝั่งโขง ทำกระทงดอกไม้ บูชาพระพังโคน ทำนกใบลาน การแปรรูปอาหาร และที่พักในชุมชนแบบโฮมสเตย์ ซึ่งผมก็มั่นใจว่า ถ้าใครได้มาสัมผัสแล้วจะต้องประทับใจไม่มีวันลืม นอกจากกลับมาใหม่ หรือบอกต่อ หรือชวนใครต่อใครให้ค้นหาความแปปลกใหม่ที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ประจำถิ่น ซึ่งก็เป็นจุดขายที่ดี

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ทุกครั้ง ผมใหห้ความสำคัญอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแค่การติดตามการดำเนินงานของข้าราชการ และกลไกประชารัฐในพื้นที่เท่านั้น แต่ผมคิดว่าเมื่อผมได้ร่วมกับพี่น้องประชาชนปลูกต้นไม้ ปลูกป่าแล้ว ผมก็คงต้องลงไปช่วยพี่น้องประชาชน รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย เพื่อดูแลให้ต้นไม้ของเราเติบโต งดงาม และผลิดอกออกผลที่สมบูรณ์ด้วย และผมเห็นว่า เราทุกคนนั้นต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ถ้าเราไม่ดูแลชุมชนของเรา บ้านเมืองของเรา หรือถ้ารัฐจะทำอะไรไม่ไถ่ถามประชาชน ไม่ใส่ความต้องการของประชาชน ก็คงจะต้องเป็นหลุมพรางที่ยากจะถึงจุดหมายก็คือ มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จำเป็นต้องเคารพในกฎหมาย กฎกติกา ต่าง ๆ ด้วย

พี่น้องประชาชนที่รักครับ นอกจากการเดินทางไปเยือน 2 จังหวัดข้างต้นแล้ว ผมยังได้รับฟังเรื่องที่น่าชื่นชมและควรได้รับการสนับสนุนในการนำไปขยายผล จากอีกหนึ่งจังหวัดของดินแดนอีสาน ก็คือจังหวัดเลย ที่ชาวบ้านอำเภอเชียงคานได้มีการรวมกลุ่มโดยการริเริ่มของนักพัฒนาชุมชน ที่ไปศึกษากรณีของประเทศอินเดีย ที่เกือบทั้งประเทศจะไม่ใช้จานโฟม แต่ใช้ภาชนะที่ผลิตมาจากกาบหมากแทน และได้นำมาทดลองโครงการที่บ้านท่าดีหมี ในอำเภอเชียงคาน โดยมีการทำผลิตภัณฑ์บรรจุอาหาร ด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ ได้แก่ กาบหมากและกาบกล้วย ที่ปกติไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มมากนัก บางส่วนนำไปทำเป็นปุ๋ยหรือทิ้งขวาง น่าเสียดาย

ทั้งนี้ หากนำมาผลิต แปรรูป ให้เป็นจาน ถาดรองอาหาร กล่องใส่อาหาร แทนการใช้กล่องโฟม โดยสามารถใช้แล้วล้าง นำกลับมาใช้ซ้ำได้ 9 - 10 ครั้ง และเมื่อทิ้งไปก็จะไม่เป็นขยะพิษ หรือไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มีการระดมทุนจากนักธุรกิจในจังหวัดเลย ในการซื้อเครื่องปั๊มมาจากประเทศอินเดีย ที่สามารถจะสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างงานให้ชุมชน รวมทั้งช่วยลดขยะและดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย ผมเห็นว่าเป็นพลังงานประชารัฐที่สร้างสรรค์ น่ายินดีที่ทุกฝ่ายมีความตระหนัก และตื่นตัวในเรื่องเหล่านี้ด้วย ขอให้ทุกจังหวัดนำไปเป็นแบบอย่าง ขอความร่วมมือภาคเอกชน ธุรกิจด้วย

สำหรับ คุณจิตรา ผดุงศักดิ์ ที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการและปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มผลิตภาชนะกาบหมากที่บ้านท่าดีหมี ก็ได้เล่าว่า เมื่อโครงการเปิดตัวออกไปก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า รวมถึงธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากโฟมเป็นวัสดุธรรมชาติ ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่ในช่วงทดลองผลิต และมีการเตรียมความพร้อมในการนำออกขายในปริมาณที่มากขึ้นต่อไป

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับสิ่งแวดล้อม และจะสามารถขยายผลที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศต่อไปได้เป็นอย่างมาก ผมขอแสดงความชื่นชมต่อทุกฝ่ายที่ช่วยสนับสนุนโครงการนี้ และจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติกและภาชนะโฟม โดยหันมาใช้วัสดุธรรมชาติแทน ซึ่งหากท่านสนใจที่จะศึกษาเรียนรู้การนำกาบหมากมาใช้ผลิตภาชนะ หรือซื้อผลิตภัณฑ์ถ้วยจานกาบหมาก ก็สามารถติดต่อหัวหน้ากลุ่มของชาวบ้านท่าดีหมี

พี่น้องประชาชนที่รักครับ ที่ผ่านมาการเติบโตของเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนำมาซึ่งการขยายตัวและการพัฒนาของธุรกิจการค้าต่าง ๆ ทำให้เกิดร้านค้าสมัยใหม่ และห้างร้านขนาดใหญ่ขึ้นมากมาย ส่งผลต่อการค้าขายของร้านค้าเล็ก ๆ หรือโชห่วย ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนทั้งด้านการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก SMEs

นอกจากนี้ ก็ยังเป็นแหล่งพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารของคนในชุมชน ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในการสร้างความผูกพันทางสังคมมนุษย์ ทั่วประเทศไทยมีร้านค้าโชห่วยอยู่ประมาณ 370,000 ร้านค้า ซึ่งปัจจุบันหลายแห่ง ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการทำมาค้าขาย ทั้งการเพิ่มขึ้นของร้านค้าสมัยใหม่ ต้นทุนที่สูงขึ้น อีกทั้งความสามารถทางการแข่งขันก็น้อยกว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่ดึงดูดลูกค้าและมีสินค้าที่ครบครันกว่า ทำให้ร้านค้าโชห่วยหลายแห่งต้องประสบปัญหาขาดทุน รายได้ลดลงมาก ภาครัฐทราบปัญหาเหล่านี้ดี และพยายามหาทางดำเนินการช่วยเหลือสนับสนุน ให้ร้านโชห่วยเหล่านี้ปรับตัวแข่งขันการประกอบธุรกิจได้อย่างยั่งยืน มีการดำเนินการผ่านหลายช่องทางและหลายวิธีด้วยกัน ได้แก่

1 โครงการปรับภาครัฐร้านค้า ธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ลงพื้นที่ทั่วประเทศไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อจะช่วยปรับภาพลักษณ์ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ และร้านโชห่วย ให้จัดร้านในรูปแบบ 5 ส. คือ สวย สว่าง สะอาด สะดวก สบาย และแนะนำพื้นฐานการบริหารจัดการร้านค้าให้สามารถปรับตัวแข่งขันกับร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น มีต้นทุนต่ำลง ซึ่งจะช่วยให้ประกอบกิจการได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น ระยะยาว
ทั้งหมดนี้ จะไม่มีค่าใช้จ่ายดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 4,500 ร้านค้า จากเป้าหมาย 10,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ แต่ยังมีเหลืออีกมาก ทางโครงการนี้ ยังไปไม่ถึงพื้นที่ของท่าน ระหว่างนี้ ขอแนะนำให้ปรับร้านค้าของท่านในรูปแบบ 5 ส. เบื้องต้นให้ดูแลไปก่อน โดยเฉพาะความสะอาด สว่าง จัดวางของให้สวยงาม หยิบได้สะดวก ทั้งนี้ ร้านโชห่วยมีความได้เปรียบร้านค้าใหญ่ๆ ในการแบ่งขาย ซึ่งทำให้สามารถเลือกซื้อได้สะดวก สะอาดสะอ้าน จะช่วยดึงดูดลูกค้าได้

2 การนำดีลเลอร์ของจีนมาช่วยพัฒนาร้านค้าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายร้านค้าเล็กๆ ในชนบท มีความร่วมมือกับไปรษณีย์ของจีน เปิดเป็นแพลตฟอร์มร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ในร้านค้า ให้ร้านค้าในชนบททั่วประเทศ ได้เข้าจำหน่ายสินค้า แบบออนไลน์ นอกจากจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปแล้ว ยังมีสินค้าเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ หรือของดีของเด่น ของชุมชน เช่น สินค้าหัตถกรรม โอทอป ในท้องถิ่น อาจไม่มี หรือหาได้ยาก โดยร้านค้าโชห่วยที่เข้าร่วมจะต้องสแกนรหัสสินค้าทุกชนิด ไปจนถึงเครื่องดื่ม ผลไม้ต่างๆ เข้าไปในระบบ ทำให้สินค้ามีให้เลือกหลากหลาย ผู้ซื้อในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทันที ร้านค้าที่อยู่ในชุมชนสามารถนำส่งได้ถึงที่ หรือหากไกลจากแหล่งสินค้าก็สามารถให้ไปรษณีย์จัดส่งสินค้าให้ได้ ทำให้ร้านโชห่วยกลายเป็นห้างใหญ่ในโลกดิจิตอล หรือ หรือเป็นโชห่วย 4.0 ที่สามารถจะขายสินค้าทุกชนิดที่ต้องการจะขายได้ โดยไม่ต้องสตอกสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งโมเดลนี้จะลองนำมาปรับใช้กับร้านโชห่วยของไทย เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น โดยบริษัทที่อยู่เบื้องหลังการให้บริการแพลตฟอร์ม Ule จะส่งทีมมาให้คำแนะนำกับไทยในช่วงต้นปี 2562 นี้ด้วย เพื่อให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น และ

3. โครงการโชห่วยออนไลน์ เป็นแนวคิดในการพัฒนาช่องทางการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่างธุรกิจด้วยกันเอง ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ มาทำเป็นแพลตฟอร์มในการสั่งซื้อสินค้า จากร้านโชห่วยไปยังผู้ผลิตสินค้าโดยตรง ซึ่งการดำเนินการนี้จะเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบด้วย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และภาคเอกชน ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน โดยในการดำเนินงาน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จะพัฒนาช่องทางในการรับคำสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และการบริหารสตอกสินค้า ตลอดจนคำสั่งซื้อสินค้า รวมไปถึงการบริหารจัดการด้านการขนส่ง โดยกระทรวงพาณิชย์จะเจรจากับผู้ผลิตสินค้าในเรื่องของราคา และคัดเลือกร้านโชห่วยที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ รวมไปถึงการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนเพื่อกระจายสินค้าผ่านร้านโชห่วยในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย

ในขณะที่ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. จะสนับสนุนด้านสินเชื่อการค้า หรือสินเชื่อในการสั่งซื้อสินค้าให้กับร้านโชห่วยที่เข้าร่วมโครงการ การดำเนินโครงการนี้ จะทำให้ร้านค้าโชห่วยสามารถซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้ในราคาที่ถูกลง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนมีช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยจะเริ่มนำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมกราคม 2562

โครงการภาครัฐทั้งหมดนี้ก็เป็นความพยายามที่จะนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ภายใต้รูปแบบการดำเนินงานแบบประชารัฐ คือทั้งจากภาครัฐ และเอกชน เพื่อช่วยให้ร้านค้าโชห่วยสามารถจะปรับตัวในการทำธุรกิจและใช้จุดแข็งที่มีอยู่ในการแข่งขันกับร้านค้าสมัยใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการปรับตัวนี้ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้เพียงแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าของร้านค้าก็จะต้องเร่งปรับตัวให้เท่าทัน ช่วยตัวเองไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี เพื่อจะนำมาใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจให้ได้มากขึ้น รวมถึงการเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในยุคนี้ สร้างความพิเศษจากจุดแข็ง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

จุดแข็งของโชห่วยก็คือสามารถแบ่งขายสินค้าได้ เช่น ข้าวสาร หรือขนมปี๊บ อีกทั้งยังมีลูกค้าประจำที่แวะเวียนมาสม่ำเสมอ หรือแม้กระทั่งการให้เชื่อสินค้าไปก่อน เทียบกับการมีโปรโมชั่นต่างๆ ของร้านสะดวกซื้อ ซึ่งหากเราพยายามทำจุดแข็งเราให้ดี ผมก็เชื่อว่าจะสามารถสร้างธุรกิจได้ดีขึ้น

ผมขอยกตัวอย่างร้านโชห่วยที่ปรับตัวทำธุรกิจได้ต่อเนื่อง เช่น ร้านบิ๊กเต้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ที่พยายามจะหาข้อมูลว่าลูกค้าที่เป็นนักศึกษาชอบสินค้าอะไร หรือปัจจุบันมีสินค้าอะไรที่น่าสนใจ แล้วก็หามาขายในร้าน นอกจากนี้ ยังรับฝากสินค้าที่มีฝีมือจากนักศึกษา เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษามีรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน 2 ต่อ ก็จะทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าและสร้างลูกค้าประจำได้ หรือร้านจีฉ่อย แถวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีเอกลักษณ์ว่ามีสินค้าทุกชนิด หากที่ร้านไม่มีแต่ลูกค้ามาถามหา ก็จะวิ่งไปซื้อหามาให้ทันที โดยบวกราคานิดหน่อย อันนี้ก็จะมีส่วนดึงดูดให้ลูกค้ามาหาของที่ร้านนี้ก่อน

อีกตัวอย่างก็คือ ร้าน ล.เยาวราช ที่ปรับปรุงใหม่ จากร้านที่มีสินค้าแน่นร้าน แทบไม่มีทางเดิน ให้เป็นร้านโชห่วยที่สว่างไสว มีผนังสีทึบ เพื่อให้สินค้าโดดเด่นออกมา ที่สำคัญก็คือการเปิดสม่ำเสมอทุกวัน เปิดเป็นเวลาแน่นอน ให้ลูกค้าสามารถมาซื้อหาของได้ รวมถึงความสะอาดของร้านด้วย ตัวอย่างเหล่านี้ ผมก็อยากให้ได้เห็นเป็นข้อคิดในการการปรับตัว ภาครัฐพร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนในเรื่องของการประสานงาน การรวมกลุ่ม การให้ความรู้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งเราจะต้องก้าวไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เรากลายเป็นประเทศไทย 4.0 ให้ได้ในที่สุด โดยเราต้องเริ่มที่แต่ละคนด้วย

ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง มีสวัสดิภาพ เดินทางปลอดภัยและทุกครอบครัวมีความสุข สวัสดีครับ