xs
xsm
sm
md
lg

คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน [9 มีนาคม 2561]

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน ในความเป็นจริงของโลกใบนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือเราทุกคนมีตาอยู่ข้างหน้า ก็ย่อมหมายถึงธรรมชาติต้องการให้เรามองไปข้างหน้า เดินไปข้างหน้า ซึ่งก็คือการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ขณะเดียวกัน ต้องมีสัญชาติญาณในการป้องกันตนเองด้วย ซ้าย-ขวา แต่หนทางเดินไปข้างหน้านั้นย่อมต้องมีอุปสรรค มีขวากหนาม มีหลุมมีบ่อ ก็ต้องไม่เพียงแต่ใช้ตามองอย่างเดียว ต้องใช้ปัญญานำทางด้วย ดังนั้น การที่เราจะยกระดับศักยภาพของประเทศ รวมถึงเร่งการพัฒนาให้สามารถเดินไปข้างหน้าได้พร้อมๆ กันอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องตระหนักถึงปัญหาและความท้าทายที่สำคัญ อันประเทศจะต้องเผชิญในอนาคต เพื่อที่จะสามารถเตรียมการคิดค้นกลไกสำหรับบริหารจัดการ และวางแนวทางต่างๆ ที่จะสามารถรับมือกับทุกๆ ปัญหาเหล่านั้นด้วย วางไว้ล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม 

ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำลังดำเนินการอยู่ ก็ได้มีการพิจารณาถึงความท้าทายของประเทศในอนาคตเช่นกัน หนึ่งในความท้าทายที่เรากำลังจะต้องเผชิญอย่างเต็มรูปแบบ ก็คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยคาดว่าในปี 2563 ไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด หรือ 1 ใน 5 ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของประชากรในวัยแรงงานก็จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่ประเทศไทยต้องเจอก็คือ

1. ประชากรวัยทำงานต้องแบกภาระในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น เพื่อจะรักษาระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศ

2. รัฐบาลมีภาระด้านงบประมาณมากขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ หากไม่มีการสนับสนุนการออมแต่เนิ่นๆ หรือไม่มีสวัสดิการที่เหมาะสม ครอบคลุมทั้งเรื่องสาธารณสุข บำเน็จ บำนาญ เบี้ยคนชรา ในขณะที่การเก็บภาษีจากประชาชนที่ทำงานกลับลดน้อยลง

3. จำนวนแรงงานสำหรับป้อนภาคการผลิต ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ก็จะมีน้อยลง ไม่เพียงพอต่อระบบเศรษฐกิจที่กำลังจะขยายตัวในอนาคต และ

4. แรงงานต่างด้าวอาจจะต้องกลับถิ่นฐาน เนื่องจากถึงจุดอิ่มตัว เพราะเริ่มมีทักษะ มีฝีมือ ที่บ้านเรา ในขณะที่ประเทศต้นทางมีการพัฒนาสูงขึ้น จึงมีความต้องการแรงงานกลับประเทศมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

ถึงตอนนั้นประเทศไทยจะขาดแคลน ทั้งประชากรวัยทำงานในประเทศ และแรงงานต่างด้าว ในเวลาใกล้เคียงกัน ถึงแม้ว่าในอนาคตจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดต้นทุนการผลิต หรือทดแทนแรงงานได้บางส่วน แต่ในมุมกลับอาจจะทำให้แรงงานที่ไม่ยอมปรับตัว หรือพัฒนาไม่ทันเทคโนโลยี จะถูกแย่งงาน ตกงานได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ปัญหาโลกร้อนและความไม่แน่นอนของอากาศที่เปลี่ยนแปลง และแปรปรวนมากขึ้น ร้อนขึ้น หนาวขึ้น ที่เราเห็นเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมานี้ จะส่งผลกระทบที่หลากหลาย อาทิ น้ำท่วม ฝนแล้ง ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สิน การเกษตรกรรม ซึ่งเป็นภาคการผลิตหลักของประเทศ รวมทั้งระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เราอาจจะต้องประสบกับโรคระบาดใหม่ หรือโรคอุบัติใหม่ ที่รัฐต้องดูแล ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้น หมายถึงภาระของรัฐที่ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย

เมื่อเรามองไปข้างหน้า เราอาจจะเห็นทิศทางของการรวมกลุ่มประเทศในการผลักดันเรื่องต่างๆ เช่น การรวมกลุ่มประเทศทางเศรษฐกิจที่จะมีมากขึ้น การแบ่งขั้วอำนาจที่อาจเปลี่ยนไป ประเทศในเอเชียอาจจะมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศจะมีอิทธิพลสูงขึ้น แนวโน้มการค้าระหว่างประเทศที่อาจจะต้องมีการแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น การทำสัญญาการค้าที่อาจต้องปรับเปลี่ยนไปตามภาวะและโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป เหล่านี้เป็นต้น

ตัวอย่างความท้าทายเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและโยงใยกันอย่างไร้ระเบียบ ไม่ง่ายที่จะรับมือ แต่ก็ไม่ยากที่จะแก้ปัญหา โดยต้องอาศัยเวลา สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรทุกคนจะได้ตระหนักว่าต้องปรับเปลี่ยน เราต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เราทุกคนต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอายุน้อย อายุมาก ก็สามารถจะเรียนรู้ เพิ่มทักษะ เพื่อจะรองรับการเปลี่ยนแปลง และสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและรายได้ของครอบครัว เราต้องหาช่องทางเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน สร้างสรรค์ มีการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ของตนเอง เพื่อจะสร้างมูลค่าให้กับสินค้า เราจะสร้าง จะผลิตอะไรก็ตาม ให้สำรวจความต้องการของตลาดของผู้บริโภคไว้ล่วงหน้า ทั้งปริมาณและรูปแบบ เราต้องไม่หยุดติดตามความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จนสามารถจะนำมาปรับใช้ได้กับการทำงานและชีวิตประจำวัน เพื่อจะลดความเสี่ยง ลดต้นทุน สิ่งเหล่านี้หากไม่ทำ ก็จะตามคนอื่นไม่ทันด้วย ติดกับดักการไม่พัฒนา รายได้อาจลดลง ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ก็ขอให้เริ่มต้นด้วยการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วย

ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนในกลไกประชารัฐนั้น มีทั้งภาคเอกชน ที่ก็ต้องเตรียมพร้อมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ในภาครัฐก็จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างกฎเกณฑ์ กลไก เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชนสามารถได้รับโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่และเท่าเทียม ก็๗ะช่วยลดภาระของภาครัฐได้ในอนาคต และช่วยให้การขับเคลื่อนประเทศชาติก้าวไปได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

เราจะต้องดำเนินการในหลายๆ ประการด้วยกัน ประการแรกก็คือ การดูแลให้เศรษฐกิจเติบโต ประเทศมีรายได้ และมีการกระจายรายได้ลงไปยังประชาชนทุกกลุ่มให้เท่าเทียมกันมากที่สุด ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องมาจากการบริหารราชการแผ่นดิน ยึดถือความต้องการของประชาชน และใช้ศักยภาพของคนที่เป็นตัวตั้งมากกว่าที่จะมีการดำเนินนโยบายทางการเมือง ที่เป็นการยัดเยียดในสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่เป็นที่ต้องการ เป็นการสร้างดีมานด์เทียม ในลักษณะที่มอมเมา ไม่พอเพียง

ประการต่อมา ก็คือ การบริหารจัดการภาครัฐ จะต้องเข้าถึงง่าย สะดวก ทันสมัย มีประสิทธิภาพ มีระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดการทุจริตให้ได้ เป็นต้น ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่น ทำให้พื้นฐานของประเทศมั่นคง

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญอย่างมาก ก็คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีการวางแผนให้เกิดความต่อเนื่อง เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ตั้งแต่ในครรภ์ ก่อนวัยเรียน ประถม มัธยม อาชีวะ อุดมศึกษา โดยให้ทุกวัยและทุกกลุ่มมีอาชีพ รายได้ ไม่เป็นภาระครอบครัวหรือสังคม ให้สอดคล้อง เหมาะกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะมุ่งเน้นการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับแต่ละคนแล้ว ยังควรสนับสนุนให้สถานศึกษาและครอบครัวมุ่งเน้นการปลุกจิตสำนึก มีอุดมการณ์ ส่งเสริมเอกลักษณ์ความเป็นไทย ให้เด็กมีใจโอบอ้อมอารี มีจิตสาธารณะ จิตอาสา และจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติด้วย และเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะต้องเป็นพลเมืองดีของบ้านเมือง รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้กฎหมาย มีบทบาทมากขึ้น ซึ่งก็ย่อมมีความรับผิดชอบต่อประเทศมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย

ทั้งนี้ ภาครัฐเองก็ต้องมีกลไกสนับสนุนและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในหลักการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐทำในสิ่งที่ดีงาม รับฟังปัญหา อุปสรรคของแต่ละฝ่าย โดยมีหลักคิด มีแนวคิดที่ดี เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศที่จะต้องสมดุลกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอีกด้วย

ดังนั้น โดยสรุปแล้วก็จะเห็นได้ว่า ทั้งนโยบายไทยนิยม และกลไกประชารัฐ ของรัฐบาลนี้ ต่างก็ส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ตั้งแต่ระดับฐานรากของเศรษฐกิจและสังคมไทย สนับสนุนให้ระเบิดจากข้างในตามศาสตร์พระราชา ทั้งนี้ ก็เพื่อจะตอบสนองความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น ประชาชน อย่างแท้จริง เราจะต้องไม่มีการยัดเยียดโครงการ แผนงาน ที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการของพื้นที่ ไม่มีการแอบแฝงหรือผลักดันโดยกลุ่มทุน กลุ่มการเมือง ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์เด็ดขาด เพราะมันจะไม่ใช่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างแต่ความขัดแย้ง รัฐบาลไม่ต้องการให้ทำเช่นนั้น


สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเพื่อพี่น้องประชาชน โดยมีข้าราชการ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข รัฐกับประชาชนนั้นย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากประชาชนก็คือผู้ที่รัฐต้องดูแล ส่งเสริม สนับสนุน อำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาตนเอง มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง มีการจัดรัฐสวัสดิการที่เหมาะสม เพียงพอ มีการลงทุน เพื่อทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศ และนำไปดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้อย่างเหมาะสม จากขีดความสามารถ จากข้อมูลที่ทันสมัย ไม่ใช่ทำเพื่อให้ได้คะแนนนิยมให้มากที่สุด ซึ่งก็จะเป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่สิ้นสุด

ในเรื่องของการเมืองนั้นก็ขอให้ช่วยกันติดตามพิจารณาด้วยหลักคิดที่ถูกต้อง ก็คือการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง คัดเลือกคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ซึ่งจะต้องเป็นรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาวในการบริหารประเทศมากกว่าผู้ที่เข้ามาแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่จะแก้ปัญหาระยะสั้นๆ สร้างความพึงพอใจเพียงชั่วครู่ชั่วยามแต่เพียงประการเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ปัญหาของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยอย่างเป็นรูปธรรมครบวงจร อาจจะช้า แต่จะมั่นคง และยั่งยืน

เรื่องประเด็นการระดมทุนด้วยเงินดิจิทัล หรือ ICO เป็นเรื่องใหม่ ขอให้ผู้ที่สนใจจะไปลงทุนต้องระมัดระวังให้มาก ต้องศึกษาให้ดีถึงความเสี่ยงที่ตามมาด้วย เพราะรัฐบาลกำลังดำเนินการในด้านกฎหมายเพราะเป็นเรื่องใหม่ของบ้านเรา เพื่อที่จะสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจด้านนี้ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่เป็นช่องว่างในการก่ออาชญากรรม และการทุจริตต่างๆ

ผมขอให้ติดตามในเรื่องนี้นะครับ ให้ชัดเจนก่อน อย่าเพิ่งผลีผลาม เห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้รับ โดยยังไม่ได้ศึกษาให้ดี เรายังไม่มีกฎหมายออกมากำกับดูแลอย่างชัดเจน เพราะกำลังทำอยู่ ผมไม่อยากให้เกิดความเสียหายตั้งแต่บัดนี้กับนักลงทุน และประชาชน ไม่อยากให้เป็นหนี้เป็นสิน หรือต้องสูญเสียทรัพย์สินไปโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน

พี่น้องประชาชนที่เคารพทุกท่านครับ เป้าหมายของ การพัฒนาคนไทยตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น คือการทำให้ประชาชนทุกคนทุกกลุ่ม เป็นคนที่สมบูรณ์ มีสมรรถนะทางกาย มีจิตใจและจิตสำนึกที่ดีงาม และมีสติปัญญามีการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ปัญหาสำคัญของคนไทยทุกวันนี้มีหลายประการ อาทิ บางส่วนยังไม้เข้มแข็ง ยังคงขาดความคิดสร้างสรรค์ บางส่วนยังดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ ดูแลครอบครัว บุตรหลานไม่ได้ ดูแลสุขภาพตนเองไม่ถูกต้อง บางส่วนยังมีปัญหาด้านคุณธรรม ขาดดุลยพินิจ ไม่สามารถยึดหลักของเหตุและผลเหนืออารมณ์ความรักชอบ เกลียดชัง หรือแบ่งแยก ซึ่งเรื่องเหล่านี้นั้นนับเป็นความเปราะบางอ่อนไหว

ทั้งนี้อาจจะมาจากการบกพร่องเรื่องการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่เด็กเป็นต้นมา ดังนั้นการเตรียมคนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพราะคนสร้างชาติ รัฐบาลสร้างอนาคต หัวใจของการเตรียมคนคือ การสร้างหลักคิดและกระบวนทัศน์ที่เหมาะสมสำหรับคนไทย ในสังคมวันนี้ และโลกในวันข้างหน้า คณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ได้ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จะจัดงานสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจะรวมพลังขององค์กรและเครือข่ายทุกภาคส่วนให้เห็นถึงความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะร่วมกันรณรงค์ ส่งเสริมขับเคลื่อนการสร้างกระบวนทัศน์ และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทยใน 5 เรื่อง คือ ความพอเพียง ความมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสาธารณะ และมีความรับผิดชอบให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่มทุกพื้นที่ ทุกช่วงวัย ให้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในจิตสำนึก เป็นพฤติกรรมของคนไทยเป็นไทยนิยม ที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

งานดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นเวทีแรกของการตกลงพันธสัญญา เพื่อจะสร้างความร่วมมือ และความมุ่งมั่นในการดำเนินงานสร้างกระบวนทัศน์ และหลักคิดที่เหมาะสม สำหรับคนไทยร่วมกัน ซึ่งมีภาคีเครือข่ายมาร่วมงานเกือบ 300 เครือข่าย จำนวนกว่า 500 คน และจะร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายสร้างกระบวนทัศน์ และหลักคิดคนไทย โดยวางแผนที่จะจัดงานเช่นนี้ขึ้นอีก 2 – 3 เวที เพื่อเชื่อมโยงองค์กรเครือข่ายต่างๆ ให้ครอบคลุมอย่างทั่วถึงต่อไป ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญ และทรงย้ำเตือนอยู่เสมอในเรื่องการทำเพื่อชาติบ้านเมือง โดยมีทัศนคติที่ถูกต้อง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง และการเป็นพลเมืองที่ดีของชาติบ้านเมืองต่อไป

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ผมและคณะรัฐมนตรีได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปยัง จ.สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ในครั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในหลายเรื่อง เช่น เรื่องแรงงานต่างด้าว เพื่อดูแลผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ที่เรียกว่าเหยื่อน รวมถึงการดูแลความปลอดภัยในการทำงานของแรงงาน และสิทธิสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน ผมได้เข้าเยี่ยมชมมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ที่จะช่วยสนับสนุนแรงงานย้ายถิ่นและครอบครัว ให้ได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย รวมถึงการให้คำปรึกษา และช่วยเหลือแรงงานในด้านต่างๆ ผมได้ชี้แจงต่อทั้งเจ้าหน้าที่และแรงงานเมียนมาร์ ตลอดการพบปะกันว่า รัฐบาล มีเจตนารมณ์มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และปัญหาแรงงานข้ามชาติให้เกิดการแก้ไขเป็นรูปธรรม และให้ความสำคัญต่อการทำงานของคณะทำงานต่างๆ ขอให้มูลนิธิได้ดำเนินงาน เชื่อมโยงกับทางรัฐบาลในการดูแลแรงงาน และช่วยกันสร้างความเข้าใจอันดีกับต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการแก้ปัญหาเหล่านี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย

นอกจากนี้ ผมยังได้เดินทางไปยังองค์การสะพานปลา จ.สมุทรสาคร เพื่อติดตามการแก้ปัญหาแรงงาน และปัญหาด้านประมง เป็นปัญหาใหญ่ เพราะมีแรงงานจำนวนมาก หลายล้านคนนะครับ ผมก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ในการลงพื้นที่วันนั้น ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแรงงานภาคประมง และเรื่องของ IUU อย่างจริงจัง เราได้ดำเนินการมานานกว่า 4 ปีแล้ว เราต้องการเห็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในเรื่องของการขึ้นทะเบียนและพิสูจน์อัตลักษณ์ แรงงานข้ามชาติ การติดตั้งระบบ VMS ในเรือประมง รวมถึงการทำความเข้าใจกับต่างชาติ ซึ่งเราต้องการที่จะคุ้มครองแรงงานตามหลักมนุษยธรรมอย่างเป็นระบบ และต้องทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้างอีกด้วย

สำหรับการหารือร่วมกับภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ และแนวทางแก้ไข ผมก็ขอยกตัวอย่างที่สำคัญๆ ดังนี้

1. ด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อจะแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ก็ได้ให้สำนักงบประมาณและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ไปพิจารณาและจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินการในโครงการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การขุดลอกแม่น้ำเพชรบุรี และโครงการก่อสร้างเขื่อน เพื่อป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งต้องสอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการลุ่มน้ำเพชรบุรี และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงด้วย
         
2. ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาพื้นที่ป่าชายเลน การกัดเซาะชายฝั่ง ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการฟื้นฟูป่าชายเลนใน จ.เพชรบุรี และการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ต้องสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้ ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย
         
นอกจากนี้ ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของโครงการพัฒนาตามพระราชดำริบ้านแหลมผักเบี้ย ซึ่งเป็นเรื่องของการบำบัดน้ำเสีย ก็ได้มีการหารือว่าทำอย่างไร เราจะลดปัญหาน้ำเสียได้ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ให้ได้เพิ่มขึ้นตามขีดความสามารถที่มีอยู่ อันนี้ก็คงต้องคุยกันต่อไป ดำเนินการต่อไปให้ได้ ก่อนที่น้ำจะลงมาสู่ป่าชายเลน และไหลลงสู่ทะเลอีกต่อหนึ่ง ระยะหนึ่ง 
         
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการบริหารจัดการขยะ และปัญหาการบำบัดน้ำเสีย ใน จ.สมุทรสงคราม อันนี้ก็ต้องติดตามความพร้อมของชุมชน เพื่อจะได้ไปดำเนินการ ทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งขยะ ทั้งน้ำเสีย เป็นทุกพื้นที่ ต้องขอความร่วมมือจากภาคประชาชนด้วย เอกชนในการช่วยกันลด ในการช่วยจะกันหาที่ทิ้ง ที่กำจัด ไปสู่การใช้เป็นพลังงาน ก็ต้องหากันให้ดี ทำให้ได้ รัฐบาลกำหนดไปแล้วมันทำไม่ได้เพราะมันติดพื้นที่
         
3. ด้านการท่องเที่ยว เราได้มีการสร้างกลไกเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว ซึ่งในเรื่องนี้เราต้องเตรียมการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไทย ให้เชื่อมโยงรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ มีทั้งด้านกีฬาและวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วย กับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์โอท็อป ให้มีการบริหารจัดการ ที่ไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐในอนาคต แล้วก็สามารถขยายผลไปสู่พื้นที่ใกล้เคียงได้ต่อไป เพื่อจะสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่ บางพื้นที่มีแหล่งท่องเที่ยว บางพื้นที่มีน้อย ก็ต้องไปพิจารณาถึงศักยภาพของตัวเองด้วย
         
4. ด้านการค้า การลงทุน และการค้าชายแดน ก็ได้มีการเห็นชอบในหลักการในการ ที่จะยกระดับพื้นที่ให้เป็นนครแห่งครัวโลก ซึ่งประกอบไปด้วยการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ยกมาตรฐานบุคลากร ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับอาหารในพื้นที่ รวมถึงการยกระดับศูนย์บริการใบรับรองสินค้าประมงส่งออกให้เป็น One Stop Service แบบให้บริการได้เบ็ดเสร็จ
         
นอกจากนี้ ก็ขอชื่นชมการทำงานของภาคเอกชน ในการศึกษาแนวทางพัฒนาตลาดทะเลไทย ให้เป็นศูนย์แสดงสินค้าและบริการด้านอาหารแบบครบวงจร ซึ่งภาครัฐจะพิจารณาสนับสนุนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่อไปด้วย
         
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผมเห็นว่าการทำนาเกลือในพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยผลผลิตมีราคาตกต่ำ ยังไม่มีการสร้างนวัตกรรม เพื่อจะสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้มากนัก 
         
ในเรื่องการประกอบอาชีพผลิตเกลือทะเลนี้ รัฐบาลก็กำลังหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อจะช่วยเหลือ เพิ่มมูลค่า วิจัยพัฒนา สร้างนวัตกรรมจากเกลือ
         
ทั้งนี้ การทำนาเกลือ ก็ไม่ควรจะต้องไป บุกรุกป่าชายเลน ป่าน้ำเค็ม แล้วก็ให้น้ำเค็มนั้นเข้าลึกเข้ามาในพื้นที่ตอนในอีกด้วย ดินจะเค็มไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นอะไรก็ตาม ต้องดูทั้งดีมานด์ และซัพพลาย ความต้องการผู้บริโภคด้วย
         
นอกจากนี้ ในการหารือกับภาคเอกชน ได้เห็นชอบหลักการในโครงการเพาะพันธุ์ปูทะเล แล้วก็สร้างโรงเพาะเลี้ยงปูทะเล บ่อเลี้ยงแพลงตอน เพื่อจะขยายผลของธนาคารปูม้าที่ดำเนินการอยู่แล้วในขณะนี้ ผมก็เห็นว่าโครงการธนาคารปูม้า ณ ชุมชนแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี นั้นสามารถจะช่วยคืนปูม้าสู่ทะเลไทยได้ เป็นผลความสำเร็จ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอาศัยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
         
 มีการประยุกต์องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบการวิจัยและหลักวิชาการ เพื่อจะทำให้สามารถแก้ปัญหาปริมาณ จำนวนปูม้าที่ลดลงในท้องทะเล เนื่องจากจับปูม้าที่มีไข่ โครงการนี้ก็ได้นำเอาปูม้าไข่ที่จับได้ มาฟักในระยะสั้นแล้วปล่อยลูกปูม้าลงสู่ทะเล เป็นการเพิ่มปริมาณปูม้า ทำให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น และเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล แต่เดิมนั้นเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของกลุ่มชาวประมงใช้วิธีการง่ายๆ โดยนำแม่ปูม้าไข่ที่จับจากทะเลมาเขี่ยไข่แล้วปล่อยคืนสู่ทะเล เป็นการเพิ่มจำนวนปูม้าในทะเลด้วยวิธีธรรมชาติ
         
ในขณะที่การวิจัยที่ได้มาทำให้อัตราการรอดสูงมากขึ้น เดิมได้เพียงแค่ หนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ได้มีการพัฒนาต่อยอดโดยพัฒนาวิธีเพิ่มอัตราการรอดของการฟักตัวไข่ปูม้าก่อนปล่อยลงสู่ทะเล ปัจจุบัน ธนาคารปูม้าได้มีการดำเนินการแล้วที่ จ.สงขลา ตรัง สุราษฎร์ธานีประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ผมก็ได้สั่งการและมอบนโยบาย ให้ขยายผลธนาคารปูม้าไปสู่ชุมชนรอบอ่าวไทย และฝั่งอันดามันทั่วประเทศ
         
โดยเน้นเรื่องความร่วมมือของชุมชน ใช้การวิจัยให้ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืน มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานบูรณาการหลักและหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ ดังนี้ 
         
1. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ขยายผลการพัฒนาธนาคารปูม้าไปสู่ชุมชนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ในทุกอำเภอ ทุกชุมชนชายฝั่ง ให้มีการทำวิจัยเพิ่มเติม เพื่อจะเพิ่มอัตราการรอดของลูกปูม้า มีวิจัยแหล่งที่อยู่อาศัยของลูกปูม้าวัยอ่อน วิจัยช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปูม้าคืนสู่ทะเล วิจัยเรื่องการขนย้ายลูกปูม้าลงทะเลเป็นต้น
         
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปูม้าเป็นสินค้าที่มีความต้องการไม่สิ้นสุดนะครับ เพราะคนต้องบริโภคอยู่แล้ว
         
2. กรมประมง ออกมาตรการส่งเสริมการฝากแม่ปูม้าไข่นอกกระดองกับธนาคารปูม้า และการส่งเสริมให้ปูม้าไทยสู่ตลาดโลก มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานให้ชัดเจน 
         
3. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ความเห็นชอบพื้นที่ที่จะใช้มาตรการการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง
         
4. ธนาคารออมสิน สนับสนุนเงินทุน สินเชื่อ ให้ชุมชนเพื่อเริ่มทำ และดำเนินการธนาคารปูม้าและการอนุบาลลูกปูม้าชายฝั่งชุมชนละประมาณ 150,000 – 200,000 บาท เพื่อจะเป็นเงินทุนในการจัดระบบธนาคารปูม้า การสนับสนุนโรงเรือนและเซลล์แสงอาทิตย์ รวมทั้งเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินการ 
         
5.บริษัทประชารัฐรักสามัคคีในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ช่วยสนับสนุนด้านการตลาด และการประชาสัมพันธ์ 
         
6. บริษัทไปรษณีย์ไทย นำปูม้าจากชุมชนที่มีธนาคารปูม้าไปเป็นสินค้าแนะนำที่สามารถซื้อขายได้ 
         
7. กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนการขยายตลาดทั้งใน และต่างประเทศ ทั้งในช่องทางปกติ และช่องทางออนไลน์
         
รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณ เพื่อขยายผลธนาคารปูม้าไปทั่วประเทศ เมื่อทำเสร็จแล้ว เราก็จะมีจำนวนลูกปูม้าในธรรมชาติเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทำให้ทรัพยากรบริเวณชายฝั่งทะเลมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้น
         
ถ้าชุมชนปล่อยไข่ปูม้าจากแม่ปูม้าได้เดือนละ 100 ตัว เราจะมีลูกปูม้าเพิ่มขึ้น 0.1 – 1 ล้านตัว ทุกชุมชน ทุกเดือน ก็จะทำให้มีรายได้จากการขายปูม้า 2.5 ล้านบาท ต่อชุมชน ต่อเดือน และถ้าส่งเสริม 1,000 ชุมชน จะมีมูลค่าถึง 2,500 ล้านบาท ต่อเดือน 
        
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของท้องถิ่น เมื่อผนวกเข้ากับกลไกประชารัฐ ในระดับชาติ ผลสำเร็จย่อมขยายวงกว้าง หากแต่ว่าภาครัฐจะต้องสนับสนุนให้ถูกทิศทาง ต้องอาศัยการทำงานอย่างบูรณาการกันของหน่วยงานระดับชาติอีกด้วย
         
เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งในเรื่องของการบริหารโครงการ งบประมาณใดๆ ก็ตาม ต้องบูรณาการกันให้ได้ ตัวอย่างที่ยกมาให้ทราบวันนี้ก็คือเรื่องธนาคารปูม้าอย่างเดียวเอง ตั้ง 6 -7 กระทรวง หลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง
         
ข้อสำคัญคือประชาชนนั้น เป็นผู้ที่ต้องขยัน ต้องมีความรอบรู้ที่เพียงพอ เอาเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมไปกับ ในส่วนที่เป็นประสบการณ์ เป็นแนวปฏิบัติที่ผ่านมา ของคนรุ่นเก่า มาประสานกันต่อให้ได้ ถึงจะเกิดมูลค่าขึ้นมา ไม่ใช่สนับสนุนโครงการลงไป แล้วก็แจกจ่ายเงินอย่างเดียว แล้วก็โครงสร้างไม่เกิด อย่างนี้ไม่ได้ ก็ขอให้ติดตามการบริหารจัดการต่อไปด้วย
         
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องสุดท้าย ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีนะครับ CNN ได้จัดอันดับ 50 สุดยอดอาหารเด็ดจากทั่วโลก ปรากฏว่า แกงมัสมั่นคว้าอันดับที่ 1 ลักษณะเด่น ก็คือ การเคี่ยวเนื้อวัวกับน้ำพริกแกงมัสมั่นและกะทิ เพิ่มกลิ่นหอมจากเม็ด และใบกระวาน ต้มยำกุ้ง เป็นอันดับที่ 8 โดยเฉพาะสูตรน้ำข้น หอมกะทิ และเครื่องสมุนไพร และส้มตำอันดับที่ 46 มีความหลากหลาย ทั้งส้มตำปู ใส่หรือไม่ใส่ปลาร้า ก็แล้วแต่ แล้วก็สามารถปรุงรสจัดจ้าน ได้ตามชอบใจ เพื่อจะรับประทานกับข้าวเหนียว ไก่ย่าง และผักสด ก็อิ่มท้องดี
         
สำหรับอาหารไทยแล้ว ผมว่าเป็นมากกว่าของกิน ของรับประทาน เราต้องมองว่าเพื่อสุขภาพ เพื่อประทังความหิว หรือเพื่อมีชีวิตรอด แต่มีจิตวิญญาณ ความเชื่อ และอุดมคติ วัฒนธรรม ของการทำอาหารแฝงอยู่
         
การเลือกใช้วัตถุดิบ และเครื่องปรุงรส ที่แสดงออกถึงความเป็นไทยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร เครื่องเทศ พืชพันธุ์ธัญญาหาร การเกษตรกรรม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาหารและผลไม้ตามฤดูกาล ตามธรรมชาติ เพื่อมวลมนุษยชาติ การทำเกษตรแบบอินทรีย์แบบยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ทำมือ จากทุกสารทิศทั่วไทย น้ำตาลมะพร้าว กะปิ น้ำปลา ไม่ได้มีไว้เพียงแค่ให้รสชาติหวานเค็ม
         
แต่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกินของคนไทยอย่างลุ่มลึก ประณีต เป็นทั้งหัวใจ และพื้นฐานสำคัญในการปรุงอาหาร การคัดสรรวัตถุดิบจากถิ่นฐาน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งการเดินทาง ของประสบการณ์การในการปรุงอาหาร เพื่อจะผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาที่สั่งสมมาช้านาน
         
ผมก็ขอส่งต่อความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมการกินและการทำอาหาร ที่มีประวัติศาสตร์ และเรื่องราว อันเป็นอีกหนึ่งไทยนิยม จากรุ่นสู่รุ่น จากท้องถิ่นสู่สากล และขอขอบคุณกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้รวบรวมข้อมูล จัดพิมพ์หนังสืออาหารอร่อย ร้าน 100 ปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางอาหารไทยเที่ยวไทย หรือช่วยแขกต่างชาติของเราไปลิ้มลองได้
         
รวมทั้ง สนับสนุนบทบาทของสตรีไทย สำหรับการมีส่วนร่วม ในการพัฒนาประเทศ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อความเสมอภาค และอย่างเท่าเทียม เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา ขอบคุณนะครับ ขอให้ทุกคน ทุกครอบครัว มีความสุข 
         
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคมนี้ เป็นวันสุดท้าย ของงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่านะครับ ก็ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมในงาน ร่วมภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดยพาลูกหลาน ร่วมแต่งกายย้อนยุค หรือชุดสุภาพ มาศึกษาประวัติศาสตร์ และเก็บภาพบักทึกความทรงจำดีๆ ภายในงานด้วย ขอบคุณครับ สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...