xs
xsm
sm
md
lg

'ธีระชัย'สะกิดกนง.เริ่มวางแผนลดดอกเบี้ยได้แล้ว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินควรวางแผนลดดอกเบี้ยได้แล้ว (ส่วนที่ 1 ในทั้งหมด 2 ส่วน)

ในฐานะที่ผมเคยเป็นรองผู้ว่า ธปท. ผมจะพยายามไม่วิจารณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แต่ครั้งนี้ผมอยากจะให้ข้อคิดบางประการ

การประชุม กนง. ครั้งล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ ผมค่อนข้างแปลกใจที่ กนง. ลงมติคงดอกเบี้ยไว้ด้วยเสียง 5 ต่อ 2 เหมือนครั้งก่อน ทั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในต่างประเทศแล้ว ซึ่งเดิมถึงแม้ผมคาดว่า กนง. อาจจะยังไม่ถึงขั้นลงมติให้มีการลดดอกเบี้ย แต่น่าจะมีเสียงสนับสนุนมากขึ้นกว่านี้

เสียงสนับสนุนที่น้อยเท่าเดิมแสดงว่าแนวคิดของเจ้าหน้าที่ ธปท. ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะลดดอกเบี้ย จึงได้โน้มน้าวจนกรรมการส่วนใหญ่โดยเฉพาะกรรมการภายใน ธปท. คงเสียงไว้ตามเดิม แต่สถานการณ์ต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว

ถึงแม้ผลการเลือกตั้งที่กรีซจะเป็นไปตามการคาดหมาย แต่ขบวนการวางหมากในเรื่องการเจรจาต่อรองความเมืองของยุโรปเพิ่งจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ และทุกย่างก้าวนับแต่นี้ ความยุ่งยากสำหรับสกุลเงินยูโรจะมีมากขึ้น นอกจากนี้ การประกาศเดินหน้ามาตรการอัดเงินเข้าระบบแบบ QE เลียนแบบสหรัฐและญี่ปุ่น ย่อมจะคงดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำและทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงไปอีก

และในไม่ช้าจะมีบริษัทเอกชนรัสเซียที่มีพันธบัตรสกุลดอลลาร์จะทยอยครบกำหนด ซึ่งบางบริษัทอาจจะไม่สามารถหาดอลลาร์มาชำระหนี้ได้ง่ายในสภาวะที่เงินสกุลรูเบิลอ่อนตัว จะทำให้ตลาดการเงินสากลหวั่นไหวไปด้วย

ในสภาวะอย่างนี้ เงินทุนย่อมไหลเข้าประเทศที่มีฐานะมั่นคงและอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศอื่นๆ การไหลเข้าจะเกิดขึ้นตลอดเวลา และจะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งขึ้นๆไปเรื่อยๆ

หันกลับมาดูสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ข่าววันนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย แสดงความกังวลเกี่ยวกับค่าเงินบาทที่จะกระทบเศรษฐกิจและส่งออก โดยจะยกเรื่องนี้ขึ้นหารือ ธปท. ในวันที่ 11 ก.พ.

เพื่อนๆของผมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคแบบพื้นฐานต่างบอกว่าปีที่แล้วยอดขายลดลงมาก ซึ่งไม่ค่อยจะเคยเกิดอย่างนี้มาก่อน และปีนี้แนวโน้มก็จะยังไม่ดีขึ้น โดยกำลังซื้อของชาวบ้านในต่างจังหวัดอ่อนตัวลงอย่างมาก และในสภาวะที่ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกอ่อนตัวต่อเนื่องอย่างนี้ โอกาสที่กำลังซื้อต่างจังหวัดจะฟื้นตัวยังไม่ชัดเจน

และวันนี้ก็มีข่าวว่าเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำ ส่งออกที่ติดลบ ฉุดความต้องการแรงงานโดยนักศึกษาที่จบปริญญาตรีส่อจะว่างงานสูงถึงร้อยละ 50

แต่ถ้าจะให้ กนง. มีการคิดไปในทางการลดดอกเบี้ย ก็ต้องมีการมองเงินเฟ้อในอีกแง่มุมหนึ่ง

ในอดีตที่ผ่านมานั้น ธนาคารกลางของทุกประเทศจะกำหนดหน้าที่ในการดูแลให้มีเสถียรภาพการเงิน โดยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ เพราะองค์กรเดียวที่มีความสามารถที่จะเพิ่มหรือลดเงินเฟ้อได้จริงจังคือธนาคารกลางเท่านั้น และประสบการณ์ของประเทศลาตินอเมริกาที่ธนาคารกลางไม่มีความเป็นอิสระ ถูกกดดันให้เพิ่มปริมาณเงินจนเกินพอดี ได้นำไปสู่เงินเฟ้อมหาศาลอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา ธนาคารกลางส่วนใหญ่จึงระมัดระวังเรื่องแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างมาก

กรณี ธปท. ที่เลือกกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ Inflation targeting นั้น เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ธปท. ได้เสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้มีมติอนุมัติให้ใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เฉลี่ยรายไตรมาสที่ร้อยละ 0.5 – 3.0 ต่อปี เป็นเป้าหมายนโยบายการเงินของปี 2557 ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมที่ใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552

ในช่วงแรกที่มีการกำหนดช่วงของอัตราเงินเฟ้อเมื่อ 15 ปีก่อนนั้น ก็มีผู้สอบถามว่าทำไม ธปท. จึงไม่กำหนดอัตราเงินเฟ้อขั้นต่ำไว้ที่ศูนย์ แทนที่จะเป็นร้อยละ 0.5

ในครั้งนั้น เจ้าหน้าที่วิชาการได้พิจารณาเห็นว่าการกำหนดอัตราเงินเฟ้อขั้นต่ำไว้ที่ศูนย์ จะต่ำเกินไป เพราะในทางปฏิบัติจะมีโอกาสที่จะมีปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อระดับต่ำๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากกำหนดต่ำลงจนถึงระดับศูนย์ ก็อาจจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดจนเกินไป

แต่ในช่วง 10 ปีนี้ เมื่อเศรษฐกิจของบางประเทศอ่อนตัวจนโงหัวไม่ขึ้น การดำเนินการของธนาคารกลางหลายประเทศได้เปลี่ยนไป จากการมองเงินเฟ้อเป็นผู้ร้าย บางธนาคารกลางได้เปลี่ยนไป เป็นมองเงินเฟ้อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

นี่คือหลักคิดของการดำเนินนโยบายแบบ QE ซึ่งพูดภาษาง่ายๆก็คือ เป็นนโยบายการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจมาก อย่างต่อเนื่องให้เกินกว่าที่เศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้ เพื่อให้มีผลกระตุ้นให้กิจกรรมทางธุรกิจคึกคักขึ้น และจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับเป็นไปตามเป้าหมาย เช่นร้อยละ 1 ต่อปี และบางธนาคารกลางกำหนดเป้าสูงถึงร้อยละ 2 ต่อปี

วันพรุ่งนี้ผมจะอธิบายเพิ่มเติมว่าการเลือกนโยบายแบบนี้จะมีผลอย่างไร
กำลังโหลดความคิดเห็น...