xs
xsm
sm
md
lg

ปั่นสองน่อง ท่องราตรี สัมผัส “นครศรี” ที่แตกต่าง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ความงดงามของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารยามค่ำคืน
“นครศรีธรรมราช” หรือ “เมืองคอน” ได้ชื่อว่าเป็นนครเมืองพระ เมืองอันงดงามสง่าแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม เป็นเมืองที่มากมายไปด้วยศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมอันดีงาม อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันหลากหลาย ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสกับเสน่ห์ของเมืองคอน ซึ่งคนนครฯ ล้วนแล้วแต่มีมิตรไมตรีที่ดีงาม ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ

จะว่าไปแล้ว “ตะลอนเที่ยว” ก็ได้ล่องใต้มาเที่ยวเมืองคอนอยู่หลายครั้งหลายครา แล้วก็ต้องบอกว่าแอบตกหลุมรักเมืองนครฯ แห่งนี้อยู่ไม่น้อยเลย เพราะว่าที่เมืองนครฯ แห่งนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกเที่ยวได้ตามชอบใจ จะเที่ยวชมวัดวาอารามเก่าแก่ เที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น หรือจะไปเที่ยวป่าเขา เที่ยวทะเล ก็สวยงามชวนเที่ยว
สนุกกับการปั่นจักรยานเที่ยวเมืองคอนยามราตรี
และในครั้งนี้เราก็ได้มาเยือนนครศรีธรรมราชอีกครั้ง และก็ได้เลือกที่จะมาเที่ยวเมืองคอนในอีกรูปแบบหนึ่ง คือได้มาร่วมทริปปั่นจักรยานเที่ยวนครฯ ยามค่ำคืน ซึ่งทางสายการบินนกแอร์ ได้ร่วมกับททท. นครศรีธรรมราช และชมรมจักรยานนครศรีธรรมราช จัดกิจกรรมปั่นจักรยานในโครงการ “สองน่อง ท่องมรดกเมือง”

โดยการปั่นจักยานเที่ยวเมืองคอนในครั้งนี้ เป็นการปั่นเที่ยวชมมรดกเมืองนครฯ ในบรรยากาศยามค่ำคืน หรือ Night Ride ที่ดูแปลกตาและสวยงาม เพราะสถานที่ต่างๆ จะถูกประดับประดาและเปิดไฟอย่างสวยงาม ทำให้ได้เห็นแสงสียามราตรีที่งดงาม ให้ความรู้สึกแตกต่างจากการเที่ยวชมนครศรีตอนกลางวัน

ในการปั่นจักรยานในทริปนี้ เราได้เลือกปั่นจักรยานไปตามเส้นทางเชิงวัฒนธรรมเมืองนคร บนถนนราชดำเนิน
ซึ่งจะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองคอนหลายสถานที่ด้วยกัน
ด้านในศาลหลักเมืองนครฯ เป็นที่สถิตขององค์เสาหลักเมือง
ครั้นพอเราได้จักรยานคู่ใจกันแล้ว ก็ได้เวลาที่สองน่องน้อยๆ จะได้ออกกำลัง ออกแรงถีบจักยานไปเที่ยวเมืองคอนยามราตรีกันได้แล้ว โดยมีจุดหมายแรกปั่นไปที่ “ศาลาหลักเมืองนครศรีธรรมราช” เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองนครฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลกันก่อน

ศาลหลักเมืองนครฯ มีความสวยงามเป็นอย่างมาก ประกอบไปด้วยอาคาร 5 หลัง หลังกลางเป็นที่ประดิษฐานหลักเมืองออกแบบให้มีลักษณะคล้ายศิลปะศรีวิชัย เรียกว่าทรงเหมราชลีลา ส่วนอาคารเล็กทั้งสี่หลังถือเป็นศาลบริวารสี่ทิศ เรียกว่าศาลจตุโลกเทพ ประกอบด้วยพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระพรหมเมือง และพระบันดาลเมือง

เมื่อเดินเข้ามายังอาคารหลังกลาง จะได้พบกับองค์เสาหลักเมืองที่ทำด้วยไม้ตะเคียนทองแกะสลักลวดลายอย่างงดงามตั้งแต่ฐาน เป็นวงรอบเก้าชั้น มี 9 ลาย ส่วนบนของเสาเป็นรูปจุตคามรามเทพ (สี่พักตร์) หรือเทวดารักษาเมือง เหนือสุดเป็นเปลวเพลิงอยู่บนยอดพระเกตุ คือยอดชัยหลัก
ศาลาประดู่หก เดิมเป็นศาลาที่พักของคนเดินทาง
เราได้กราบขอพรจากองค์เสาหลักเมือง แล้วก็ออกจากศาลหลักเมือง ขึ้นจักรยานปั่นต่อมาตามถ.ราชดำเนิน ตรงมากันที่ “ศาลาประดู่หก” ที่นี่เราสามารถปั่นจักรยานมาชมเข้าตัวศาลากันได้แบบใกล้ๆ ซึ่งศาลาประดู่หกแห่งนี้ แต่เดิมเป็นศาลาที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองตรงประตูชัยเหนือ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของคนเดินทาง ที่ไม่สามารถเข้าเมืองได้ทัน เพราะประตูเมืองปิดเสียก่อน

ศาลาประดู่หกนี้ ตั้งอยู่ระหว่างต้นประดู่ (ต้นโด) หกต้น ชาวนครฯ จึงเรียกว่า "หลาโดหก" (หลา หมายถึง ศาลา) ซึ่งศาลาที่เราเห็นอยู่ปัจจุบันนี้เป็นศาลาที่ทางเทศบาลนครศรีธรรมราช ได้ก่อสร้างขึ้นมาใหม่โดยคงรูปลักษณ์เดิมไว้ให้มากที่สุด แล้วก็ได้ปลูกต้นประดู่หกต้นทดแทนขึ้นมาใหม่ด้วย เพื่อเป็นที่ระลึกถึงประดู่ทั้งหกต้นเมื่ออดีตที่ได้ล้มตายไปแล้ว
กำแพงเมืองนครฯ ที่ได้รับการบูรณะและรักษาไว้
ได้ชมศาลากันแล้ว เราออกแรงปั่นรถถีบกันอีกครั้ง โดยค่อยๆ ปั่นไปเรื่อยๆ ลมรับเย็นๆ ยามค่ำคืน ช่างปั่นสบาย ไม่ต้องรีบร้อน แป๊บเดียวก็มาถึงยัง “กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช” ที่ยามค่ำคืนถูกตกแต่งด้วยแสงไฟสาดส่องให้กำแพงดูขรึมขลัง สวยงามจับตาเป็นยิ่งนัก

กำแพงเมืองนครฯ แต่เดิมนั้นก่ออิฐถือปูนทั้งสี่ด้าน มีเชิงเทินใบเสมา มุมกำแพงทั้งสี่ด้านมีป้อมมุมละป้อม กำแพงทางด้านเหนือและด้านใต้มีประตูเมืองด้านละหนึ่งประตู คือ ประตูชัยเหนือ หรือ ประตูชัยศักดิ์ และทางด้านใต้ คือ ประตูชัยให้ หรือ ประตูชัยสิทธิ์ และถัดออกจากแนวกำแพงเมืองเป็นคูเมือง ซึ่งกำแพงเมืองเก่าก็ได้พังทลายไปตามกาลเวลา และได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด

กระทั่งปัจจุบันนี้กำแพงเมืองนครฯ ที่เราได้ชมกันนั้น มีแนวกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่เป็นแนวขนานไปกับคูเมืองตั้งแต่ประตูชัยเหนือหรือประตูชัยศักดิ์ ไปทางตะวันออกยาวประมาณ 100 ม. ที่ยังคงแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ ความแข็งแกร่ง ความเจริญรุ่งเรือง และประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่ชาวนครฯ ยังคงร่วมใจกันอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี
อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช
จากกำแพงเมือง เราจอดจักรยานไว้ก่อน เพื่อเดินมายัง “อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช” ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่อยู่ที่สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช เราเดินมาที่นี่ก็เพื่อมาสักการะพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราช ตามประวัติกล่าวไว้ว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เคยเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองอื่นมาก่อน แต่ได้เกิดไข้ห่าระบาดในเมืองนั้น ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จนต้องอพยพผู้คนที่เหลือรอดลงเรือสำเภามาขึ้นที่หาดทรายแก้ว และได้ตั้งบ้านเมือง ณ ที่นั้น แล้วขนานนามเมืองว่า "นครศรีธรรมราชมหานคร" ครั้นเมื่อสร้างเมืองเสร็จ ก็ได้ก่อสร้างสถูปเจดีย์ สำหรับบรรจุพระบรมสาริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้น คือ พระบรมธาตุเจดีย์
หอพระนารายณ์ มีเทวรูปพระนารายณ์สลักจากหินทรายประดิษฐานอยู่
หลังจากได้สักการะพระเจ้าศรีธรรมโศกราชเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินกลับมายังจักรยาน พร้อมกับออกแรงปั่น เดินทางกันไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป เราปั่นไปตามถนนเรื่อยๆ ชมบ้านเรือนของชาวบ้านไปด้วย ชมบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองนครฯ ไปด้วย ไม่นานก็มาถึงยัง “หอพระนารายณ์” ตั้งอยู่ที่ถ.ราชดำเนิน เป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์ เราจอดจักรยานไว้ที่ริมถนน แล้วก็เดินเข้าไปยังด้านใน ซึ่งภายในหอพระนารายณ์ มีเทวรูปพระนารายณ์สลักจากหินทรายสีเทา ทรงมาลารูปกระบอกปลายสอบและพระหัตถ์ขวาทรงสังข์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 10 - 11 นับเป็นเทวรูปที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช
หอพระอิศวร และเสาชิงช้า
องค์เทวรูปที่เห็นตั้งอยู่ในหอพระนารายณ์ปัจจุบันนี้คือ เทวรูปพระนารายณ์จำลองจากองค์จริงที่พบในแหล่งโบราณสถานคดีแถบอ.สิชล อีกทั้งยังมีรูปภาพและเทวรูปองค์เล็กๆ อีกหลายองค์ที่ฐานบูชา ให้ได้กราบขอพรกัน
ด้านในหอพระอิศวรประดิษฐานศิวลึงค์โยนิ ศิวนาฏราช พระอุมาและพระพิฆเนศ
จากหอพระนารายณ์ เรายังคงตั้งจักรยานไว้ที่เดิมก่อน เพราะเราขอเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม เพื่อมายัง “หอพระอิศวร” เป็นอีกหนึ่งโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ภายในหอพระอิศวรเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพระอิศวรและฐานโยนิ รวมทั้งเทวรูปสำริดอีกหลายองค์ อาทิ พระอุมา พระพิฆเนศ เทวรูปศิวนาฎราช ซึ่งจำลองมาจากองค์จริงที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช

และด้านนอกหอพระอิศวร บริเวณใกล้ๆ กัน ยังเป็นที่ตั้งของเสาชิงช้า ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่แทนของเก่า ที่ใช้ในพิธีตรียัมปวายและตรีปวายของพราหมณ์ เมืองนครศรีธรรมราช โดยเสาชิงช้านี้มีรูปแบบเหมือนเสาชิงช้าที่กรุงเทพฯ เป็นการจำลองแบบมา แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า
ภายในวิหารทับเกษตร มีพระพุทธรูปจำนวนมากให้ได้กราบสักการะ
พอได้ขอพรกันจนอิ่มใจแล้ว เราก็เดินข้ามถนนกลับมาเอาจักรยาน และออกแรงปั่นรถถีบมุ่งหน้าไปยังจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ นั่นก็คือที่ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หรือที่ชาวนครฯ เรียกว่า “วัดพระมหาธาตุ” โดยมี “องค์พระบรมธาตุเจดีย์” ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองนครฯ ที่ชาวนครฯ และพุทธศาสนิกชนให้ความเคารพศรัทธากันเป็นจำนวนมาก

เรานำจักรยานจอดไว้ที่บริเวณกำแพงหน้าวัด จากนั้นก็เดินเข้าไปยังด้านใน ก็ได้เห็นถึงความงามขององค์พระบรมธาตุเจดีย์สีขาว ต้องแสงไฟสว่างไสวโดดเด่นเป็นสง่า และมีแสงไฟสีเหลืองสาดส่องไปยังวิหาร เป็นภาพความสวยงามยามค่ำคืนที่งดงามจับตาเป็นยิ่งนัก

ตามตำนานได้กล่าวว่าความเป็นมาขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ไว้ว่า ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกประมาณ ปี พ.ศ. 854 ด้วยศิลปะการก่อสร้างแบบศรีวิชัย (หลายคนเชื่อว่ามีลักษณะคล้ายพระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี) ซึ่งภายในบรรจุพระทันตธาตุ (ส่วนฟันของพระพุทธเจ้า)
พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลวง
ในปี พ.ศ. 1093 พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทำการสร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น พร้อมกับสร้างเจดีย์องค์ใหม่ทรงศาญจิครอบพระบรมธาตุองค์เดิม ต่อมาในปี พ.ศ. 1770 มีพระภิกษุจากลังกามาบูรณะองค์พระบรมธาตุให้เป็นแบบทรงลังกาหรือทรงโอคว่ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ทางวัดได้เปิดให้เราเข้าไปไหว้องค์พระบรมธาตุเจดีย์ได้แบบใกล้ๆ แต่ว่าไม่ได้เปิดให้เข้าไปยังวิหารพระม้าด้านในที่สามารถเดินขึ้นไปถึงองค์พระธาตุได้ และไม่ได้เข้าไปไหว้องค์ขัตตุคาม (จตุคาม) - รามเทพ ทำได้แค่เพียงยกมือไหว้อยู่ด้านนอก และชื่นชมความงามขององค์พระบรมธาตุเจดีย์เมืองนคร (ทรงลังกา) ที่มีความสูง 55.78 ม. องค์ระฆังสูง 9.80 ม. มีปล้องไฉน 52 ปล้อง ส่วนยอดเจดีย์หุ้มด้วยทองคำเหลืองอร่าม จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น “พระธาตุทองคำ”

แล้วก็ยังได้ชมองค์เจดีย์บริวาร ที่อยู่รายรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ มีทั้งหมด 149 องค์เจดีย์บริวาร ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ลูกหลานบรรพบุรุษได้สร้างไว้สืบต่อกันมาเรื่อยๆ และเพื่อบรรจุอัฐิของญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว อีกทั้งทางวัดยังได้เปิดวิหารทับเกษตร ที่ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปนั่ง-ยืน รูปเคารพเกจิ มากมายถึง 92 องค์ ให้ได้กราบไหว้ขอพรกัน
นักท่องเที่ยวมาปั่นจักรยานเที่ยวยามค่ำคืน ชมสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองนครฯ
และทางวัดก็ยังเปิด “พระวิหารหลวง” ที่ตั้งอยู่บริเวณนอกเขตพระระเบียง ทางด้านใต้ของพระบรมธาตุเจดีย์ ให้ได้เข้าไปกราบสัการะพระประธานที่อยู่ด้านในกันด้วย ซึ่งพระวิหารหลวงนี้ถูกสร้างในสมัยสุโขทัย และได้รับการปฏิสังขรณ์มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ก็ยังคงความงดงามของสถาปัตยกรรมของวิหารหลวงแบบสุโขทัยไว้ เป็นพระวิหารขนาดใหญ่ มีเสารอบนอก 40 ต้น เสาภายใน 24 ต้น ห้องระหว่างเสา 13 ต้นปลายเสาแบนราบเข้าหากันแบบอยุธยาดูอ่อนช้อยงดงามเป็นอย่างมาก

มีพระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช เป็นพระประธานประดิษฐานอยู่กลางพระวิหารด้านใน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง งดงามด้วยศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น และด้านข้างมีพระสาวกซ้าย-ขวา คือพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร

“ตะลอนเที่ยว” มีความรู้สึกอิ่มเอิมใจเป็นที่สุด ที่ในทริปนี้ได้มาออกมาออกทริปปั่นจักรยานเที่ยวเมืองคอน ยามราตรี ได้มาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางมรดกวัฒนธรรมอันน่าสนใจของเมืองนครฯ ในยามค่ำคืน ที่ดูสวยงามไปอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าหากนักท่องเที่ยวคนไหนอยากจะมาออกกำลังปั่นจักรยานเที่ยวเมืองคอนยามราตรีแบบสนุกสนานอย่างเราบ้าง ก็ไม่ขอสงวนสิทธิ์แต่อย่างใด
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ผู้ที่สนใจมาปั่นจักรยานเที่ยวเมืองนครฯ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานนครศรีธรรมราช โทร. 0-7534-6515-6 หรือที่ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. 0-7545-1899 และสายการบินนกแอร์ มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) - นครศรีธรรมราช ทุกวัน วันละ 5 เที่ยวบิน โทร. 1318 หรือ www.nokair.com  
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com

 

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...