xs
xsm
sm
md
lg

มุ่งหน้าสู่ป่าสนใกล้กรุง...ที่อุทยานฯพุเตย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หลังจากที่คลื่นยักษ์พัดถล่มจังหวัดทางภาคใต้ หลายคนก็เกิดอาการกลัวทะเลขึ้นมาตงิดๆ แม้ว่ายังมีทะเลอีกมากเช่น ทะเลตรัง ทะเลสตูล และทะเลทางฝั่งอ่าวไทย ที่มีความเสียหายน้อยมาก ถึงไม่เสียหายเลยให้คนไปเที่ยวชมได้อยู่ก็ตาม

แต่เรื่องความกลัวก็ไม่เข้าใครออกใคร เอาเป็นว่าถ้าใครยังไม่อยากไปทะเลช่วงนี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ทะเล และอยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ มากนักมานำเสนอ นั่นก็คืออุทยานแห่งชาติพุเตย และที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” จะพาไปชม ก็คือป่าสนสองใบ ป่าสนเพียงหนึ่งเดียวในภาคกลาง จังหวัดสุพรรณบุรีนี่เอง ว่าแล้วก็อย่ารอช้า ออกเดินทางไปอุทยานฯพุเตยกัน

สำหรับทางไปอุทยานฯพุเตย ก่อนที่จะไปถึงยังป่าสนสองใบ จะต้องผ่านจุดที่เรียกว่าเป็นความทรงจำอันน่าเศร้า นั่นก็คือศาลเลาด้า ซึ่งเป็นจุดที่เครื่องบินของสายการบินเลาด้าแอร์ประสบอุบัติเหตุตก เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 223 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ ดังนั้นจึงได้มีการสร้างศาลไว้ ณ จุดที่เครื่องบินตกเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงผู้เสียชีวิต

หลังจากที่แวะรำลึกและไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว ผู้ร่วมเดินทางทุกคนก็กลับขึ้นรถบรรทุกเล็กเพื่อเดินทางไปสู่ป่าสนสองใบอันเป็นจุดมุ่งหมาย แต่หลังจากเลี้ยวโค้งผ่านศาลมาไม่เท่าไร ผ้าโพกผมลายธงชาติอเมริกาของเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งก็มีอันโดนกิ่งไม้ที่ยื่นเกะกะเกี่ยวติดไปโดยที่คว้าคืนไม่ทัน แม้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” จะไม่ใช่คนคิดมาก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า อาจจะมีใครบางคนที่คิดถึงบ้านเกิดแต่ไม่สามารถกลับไปได้ขอผ้าผืนนั้นไว้ดูแก้คิดถึงบ้านก็เป็นได้

ในที่สุดรถบรรทุกก็พาเรามาถึงจุดจอดรถ ต่อจากนี้เราจะต้องเดินกันไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อไปให้ถึงป่าสนสองใบ ระหว่างทางเดินนั้นทางอุทยานได้ทำแผ่นป้ายเพื่อให้ความรู้แก่ผู้มาเที่ยวชมไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อไม่ให้การเดินทางนั้นเป็นการเดินเพียงเพื่อให้ถึงจุดหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับความรู้ไปด้วยในระหว่างทาง

การใช้พลังงานในการเดินบนเส้นทางที่สูงๆ ต่ำๆ ทำให้เริ่มเกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย แต่ด้วยอากาศที่เย็นสบาย มีลมพัดตลอดเวลาแม้จะเป็นยามบ่ายจัด ก็ทำให้ไม่เหนื่อยจนเกินไปนัก และยังพอมีแรงชื่นชมธรรมชาติรอบๆ ซึ่งเป็นป่าไผ่ ช่วงหน้าหนาวแบบนี้ ใบไผ่ที่แห้งเป็นสีทองก็เริ่มร่วงลงมากองอยู่ที่พื้นรอคอยให้คนที่เดินไม่ระวังอย่าง “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ลื่นหัวคะมำ ตามเส้นทางที่ผ่านจะมีจุดชมวิวริมหน้าผาเป็นระยะๆ ซึ่งทางอุทยานฯ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวมากางเต็นท์พักแรมกันได้ด้วย

เดินกันมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดเปลี่ยนป่า ซึ่งถ้ามองด้วยสายตาคนเมืองที่ไม่คุ้นชินกับป่าอย่าง “ผู้จัดการท่องเที่ยว” แล้วละก็ มองยังไงก็คงไม่รู้สึก แต่โชคดีที่ทางอุทยานแห่งชาติพุเตยทำแผ่นป้ายให้ความรู้ไว้ว่า ในจุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนป่า จากป่าเบญจพรรณเข้าสู่พื้นที่ของป่าสน

จุดเปลี่ยนป่านั้น มีอยู่ด้วยกันสองแบบ คือแบบที่เรียกว่า Transition Zone คือการที่สภาพป่าจะค่อยๆ เปลี่ยนไป และจะมีทุ่งหญ้าเป็นตัวเชื่อมป่าทั้งสอง ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ Carolinian Zone คือสภาพป่าจะเปลี่ยนไปทันที ไม่มีทุ่งหญ้าคอยกั้น เหมือนกับจุดเปลี่ยนป่าที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” กำลังยืนอยู่นี้ เมื่อลองสังเกตตาม ก็เห็นว่าต้นไผ่ทั้งหลายซึ่งเป็นต้นไม้ของป่าเบญจพรรณด้านหลังนั้นบางตาลง ส่วนด้านหน้า ต้นสนสองใบก็เริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว และหมายความว่าป่าสนสองใบซึ่งเป็นจุดหมายของเราก็อยู่ไม่ไกลแล้ว

หากพูดถึงป่าสน ใครๆ ก็คงไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรที่จะเจอป่าสนอยู่บนเขา แต่ป่าสนสองใบที่อุทยานแห่งชาติพุเตยนี้มีความแปลกไม่เหมือนใครตรงที่ว่า หากเป็นสนสองใบตามปกติแล้วก็จะขึ้นอยู่ในระดับความสูง 1,000 เมตรขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล แต่ป่าสนสองใบของที่นี่ขึ้นอยู่ในระดับความสูงเพียง 700 กว่าเมตรเท่านั้นเอง และแม้จะขึ้นอยู่ในระดับความสูงไม่ถึง 1,000 เมตร ตามปกติ แต่ต้นสนของที่นี่ก็ยังมีลักษณะที่ดีตามมาตรฐานต้นสนสองใบ คือมีลำต้นใหญ่ เปลาตรง มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและอากาศร้อน จนได้รับเลือกให้เป็นศูนย์แม่พันธุ์ไม้สนสองใบเพียงแห่งเดียวของภาคกลางอีกด้วย

บางคนอาจจะสงสัยอย่างเดียวกับผู้จัดการท่องเที่ยวว่า ทำไมต้นสนที่ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นในความสูง 1,000 เมตรขึ้นไป ถึงได้ผ่ามาขึ้นอยู่บนยอดเขาในความสูงเพียง 700 กว่าเมตรที่อุทยานแห่งชาติพุเตยได้ ข้อนี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ไปสอบถามมาแล้วได้ความว่า เนื่องจากสภาพอากาศของที่นี่ค่อนข้างเย็นตลอดปี และเป็นอากาศที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของต้นสน ดังนั้นแม้ความสูงของภูเขาจะไม่ถึงเกณฑ์ตามปกติต้นสนสองใบก็สามารถเติบโตขึ้นมาได้

จนเมื่อเดินทางมาถึงบริเวณที่เรียกว่าเป็นป่าสน “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ให้ต้นสนที่นี่เป็นแม่พันธุ์ เพราะต้นสนกว่า 1,300 ต้น อายุกว่า 200-300 ปี ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้านี้ มีความสูงขนาดที่เรียกว่าต้องแหงนมองกันแบบคอตั้งบ่าหัวทำมุมฉากกับพื้นถึงจะมองเห็นยอดสน บางต้นก็มีขนาดใหญ่ขนาด 3 คนโอบเลยทีเดียว บรรยากาศบริเวณป่าสนสองใบนี้มีลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา และสามารถชมวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกล มองลงไปแล้วรู้สึกเหมือนเบื้องล่างเป็นทะเลภูเขา ถ้าได้มาตั้งแค้มป์พักแรมที่นี่คงจะมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่เนื่องจาก “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ไม่ได้เตรียมตัวมาตั้งแค้มป์ เพราะฉะนั้นจึงใช้เวลาชมธรรมชาติอยู่สักพักก่อนที่จะต้องกลับลงไป ตอนที่เดินมาถึงป่าสน “ผู้จัดการท่องเที่ยว” สังเกตเห็นกองหินกองใหญ่สองกอง แต่ละกองก็มีลักษณะเหมือนเป็นภูเขาที่ก่อขึ้นจากหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ที่ถูกนำมาวางซ้อนๆ กัน ซึ่งสิ่งที่เห็นอยู่นี้คือศาลหินกอง สำหรับหินกองแรก การนำหินไปวางไว้แสดงถึงการได้มาเยือนที่นี่ ส่วนกองที่สองเป็นการบอกกล่าวว่ากำลังจะลากลับ แต่เรื่องความเชื่อของศาลหินกองของพรานกะเหรี่ยงในสมัยก่อนนั้น เชื่อว่าการทำเช่นนี้เป็นการบอกกล่าวต่อเจ้าที่เจ้าทาง เพื่อให้สามารถล่าสัตว์ได้ตามต้องการ จนการเอาหินมาวางนี่กลายมาเป็นประเพณีปฏิบัติต่อกันมาในที่สุด

“ผู้จัดการท่องเที่ยว” ก็เอากับเขาบ้าง วางหินบนกองแรกและบอกกับเจ้าป่าเจ้าเขาว่าข้าพเจ้าได้มาถึงที่นี่แล้ว และวางหินอีกก้อนลงบนกองที่สอง เพื่อบอกกล่าวว่า วันนี้ขอลากลับก่อน และถ้ามีโอกาส จะขอกลับมาที่นี่อีกครั้ง หวังว่าคงไม่มีใครรังเกียจ...


*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 

อุทยานแห่งชาติพุเตย เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งเดียวในจังหวัดสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วยป่าที่สมบูรณ์ เทือกเขาสลับซับซ้อนมีความลาดชันมาก ส่วนที่สูงที่สุดเรียกว่า “ยอดเขาเทวดา” มีระดับความสูง 1,123 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย มีป่าสนสองใบธรรมชาติที่สวยงามเหมาะที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ มีเนื้อที่ประมาณ 198,422 ไร่ หรือ 317.48 ตารางกิโลเมตร

นอกจากป่าสนสองใบแล้ว อุทยานแห่งชาติพุเตยก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อีก เช่น ชมต้นปรงยักษ์ซึ่งอยู่ห่างจากป่าสนสองใบประมาณ 1 กม. ชมน้ำตกตะเพินคี่ น้ำตกตาดใหญ่ น้ำตกพุกระทิง และถ้ำต่างๆ เช่น ถ้ำนาคี ถ้ำหมีน้อย เป็นต้น

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 340 (บางบัวทอง-สุพรรณบุรี) จนกระทั่งถึงทางแยกเข้าสู่อำเภอเดิมบางนางบวช ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายผ่านอำเภอเดิมบางนางบวช แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 733 มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองอำเภอด่านช้าง จากอำเภอด่านช้างใช้เส้นทางสาย 333 (ด่านช้าง-บ้านไร่)ไปอีก 15 กิโลเมตรก็จะพบทางแยกเข้าบ้านวังคันเข้าไปที่บ้านป่าขีอีก 15 กิโลเมตร (ทางลาดยาง) แล้วต่อด้วยทางลูกรัง จากบ้านป่าขีเข้าสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย อีก 3 กิโลเมตร

สอบถามรายละเอียดได้ที่ อุทยานแห่งชาติพุเตย โทร.0-1934-2240 และสำนักงาน ททท. ภาคกลางเขต 6 โทร. 0-3524-6076-7
 
อุทยานแห่งชาติพุเตย


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...