xs
xsm
sm
md
lg

‘ศรีสัชนาลัย’ มรดกไทย มรดกโลก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


 
ลมหนาวพัดมาทีไร ใครหลายคนก็คงคิดอยากจะขึ้นเหนือไปสัมผัสลมหนาวบนยอดดอย ยอดภู ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย โดยมักจะผ่านเลยสถานที่ที่หนึ่งซึ่งมีความสำคัญไปอย่างหน้าเสียดาย และสถานที่แห่งนั้นมีตำแหน่งเป็นถึง “มรดกโลก” เลยทีเดียว

“เที่ยวรอบทิศ” กำลังพูดถึง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก ในปี 2534 พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

ความน่าสนใจของสถานที่แห่งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เดี๋ยวเราไปดูพร้อมๆ กัน แต่ก่อนอื่น “เที่ยวรอบทิศ” ขอเล่าถึงประวัติของเมืองศรีสัชนาลัยให้ฟังคร่าวๆ ก่อน

ย้อนไปก่อนหน้าที่สุโขทัยจะขึ้นมาเป็นราชธานีนั้น ได้ปรากฏว่ามีเมืองสองเมืองเจริญรุ่งเรืองอยู่ในลุ่มน้ำยมอยู่ก่อนแล้ว คือเมืองสุโขทัยและเมืองเชลียง หรือเมืองศรีสัชนาลัย และเมื่อเมืองสุโขทัยกลายมาเป็นราชธานีโดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นกษัตริย์ปกครองพระองค์แรก เมืองเชลียงก็ลดฐานะลงเป็นเมืองลูกหลวง แต่ก็ยังมีความสำคัญควบคู่กันไปกับเมืองสุโขทัย

ต้องบอกก่อนว่า เมืองลูกหลวงนั้น คือเมืองที่พระอุปราช หรือบุคคลที่จะได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อไป จะถูกส่งมาปกครองที่เมืองลูกหลวงนี้ เหมือนกับเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะได้ปกครองอาณาจักรจริงๆ

ศูนย์กลางเมืองเชลียงแต่ดั้งเดิมนั้น ไม่ได้อยู่ในบริเวณกำแพงเมืองที่เห็นในปัจจุบัน แต่อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ประมาณ 3 กิโลเมตร คืออยู่ในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือวัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง แต่บริเวณนั้นถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งพังอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งเมืองศรีสัชนาลัยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงได้มีการขยายเมืองออกไป โดยไปสร้างเมืองศรีสัชนาลัยใหม่ที่อยู่ในบริเวณกำแพงเมืองปัจจุบัน

บางคนอาจจะได้ยินชื่อเมืองเชลียง เฉลียง เชียงชื่น ศรีสัชนาลัย หรือ สวรรคโลก แต่โปรดเข้าใจว่า ชื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่หมายถึงสถานที่เดียวกันทั้งหมด ซึ่งก็คือ เมืองศรีสัชนาลัยนั่นเอง หากแต่เรียกแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา

เอาล่ะ...เกริ่นเรื่องประวัติศาสตร์กันมาเสียยาว เข้าไปดูกันเลยดีกว่าว่าภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ที่ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี 2534 นั้น มีสิ่งใดที่น่าสนใจบ้าง และมีความสวยงามยิ่งใหญ่อย่างไร

พื้นที่อันกว้างใหญ่ของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยนี้ หากจะให้ “เที่ยวรอบทิศ” เดินชมเองละก็คงจะเหนื่อยมิใช่น้อย แต่ต้องขอบคุณทางอุทยานฯ ที่จัดให้มีรถรางนำนักท่องเที่ยวชมวัดต่างๆ ในตัวอุทยานฯ แบบไม่ต้องเหนื่อยแรง

วัดแรกที่รถรางพาไปถึงก็คือ “วัดช้างล้อม” ซึ่งเชื่อกันว่าที่นี่เป็นวัดแรกที่พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างขึ้นเมื่อคราวที่มีการขยายเมือง ถ้าใครได้ไปเห็นก็คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมถึงชื่อวัดว่าช้างล้อม ก็เพราะที่ฐานของเจดีย์ทรงลังกานั้น มีช้างที่ทำจากศิลาแลงยืนล้อมรอบอยู่ “เที่ยวรอบทิศ” เดินจนรอบแล้วก็นับช้างได้ทั้งหมด 39 เชือกพอดี

สิ่งก่อสร้างของวัดช้างล้อมที่ยังคงเหลืออยู่ในตอนนี้นอกจากเจดีย์ประธานแล้วก็คือ วิหารขนาดใหญ่ด้านหน้าเจดีย์ และวิหารเล็กๆ อีกสองหลังด้านข้าง แต่ก็เหลือให้ชมแค่โครงสร้างที่ผุพังไปตามยุคสมัยเท่านั้น

ชมวัดช้างล้อมเสร็จแล้ว “เที่ยวรอบทิศ” ก็กลับหลังหันเพื่อไปดู “วัดเจดีย์เจ็ดแถว” ซึ่งอยู่ตรงกันข้าม ชื่อวัดเจดีย์เจ็ดแถวนี้ เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันในภายหลัง โดยดูจากจำนวนเจดีย์ที่เรียงรายอยู่มากมาย

ลักษณะเจดีย์ประธานของวัดแห่งนี้ต่างจากวัดช้างล้อม คือเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ และยังมีเจดีย์บริวารอีกถึง 33 องค์ ในรูปทรงและรูปแบบต่างๆ กัน เช่น เจดีย์ศิลปะศรีวิชัยแต่ยอดซุ้มเป็นแบบพม่า ฯลฯ

ขึ้นรถรางกันต่อเพื่อไป “วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่” ซึ่งเป็นวัดที่มีคูน้ำอยู่รอบบริเวณวัด มีเจดีย์ประธานทรงลังกา ซึ่งตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำให้ดูแปลกตากว่าเจดีย์ทรงลังกาอื่นๆ

และที่อยู่ใกล้เคียงกับวัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ก็คือ “วัดนางพญา” ซึ่งมีประวัติของวัดแห่งนี้บอกไว้ว่า “นายเทียน ชาวบ้านในท้องถิ่นได้กราบทูลรัชกาลที่ 6 โดยอ้างเรื่องราวที่อ่านมาจากตำนานฉบับหนึ่งที่ไหม้ไฟไปแล้วว่า วัดนี้สร้างโดย นางพสุจเทวี ธิดาพระเจ้ากรุงจีน ซึ่งเป็นมเหสีของพระร่วง อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุนคำพูดดังกล่าว...”

“เที่ยวรอบทิศ” เองก็ไม่รู้หรอกว่านายเทียนคนนั้นพูดจริงหรือไม่ แต่มีสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือลวดลายปูนปั้นบนผนังวิหารที่ถือเป็นจุดของวัดนางพญา สันนิษฐานกันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งแม้ว่าจะผุพังเสียหายไปบางส่วน แต่ก็ยังเห็นลวดลายใบไม้ดอกไม้และเทพพนมที่อ่อนช้อยสวยงามอยู่

นอกจากทั้ง 3 วัดที่กล่าวมาแล้ว ในกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยก็ยังมีวัดเขาพนมเพลิง และวัดเขาสุวรรณคีรี ซึ่งเป็นวัดที่อยู่บนเขาเทือกเดียวกันแต่คนละยอด และมีทางเดินเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งการสร้างวัดบนยอดเขานั้น “เที่ยวรอบทิศ” เห็นว่า นอกจากจะได้ประโยชน์ในการใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ก็ยังใช้เป็นที่สังเกตการณ์ข้าศึกได้อีกด้วย

นอกจากวัดวาอารามมากมายที่เป็นจุดเด่นของเมืองศรีสัชนาลัยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ “เครื่องถ้วยชามสังคโลก” ที่ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล เป็นสินค้าส่งออกของสุโขทัยสมัยนั้นทีเดียว

หลักฐานที่ยืนยันว่า ชาวศรีสัชนาลัย หรือชาวสวรรคโลก (ชื่อเรียกเมืองศรีสัชนาลัยในขณะนั้น) ผลิตถ้วยชามกันอย่างแพร่หลายก็คือการพบเตาเผาสังคโลก หรือที่เรียกว่าเตาทุเรียงอยู่บริเวณนอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยไปทางทิศเหนือ คือที่บ้านป่ายางและบ้านเกาะน้อย พบรวมกันกว่า 300 เตาทีเดียว

บางคนสันนิษฐานว่า คำว่าสังคโลกนี้น่าจะมาจากคำว่า “สวรรคโลก” และถูกเรียกเพี้ยนเสียงไปโดยพ่อค้าชาวจีนที่มาติดต่อซื้อขายสินค้า “เที่ยวรอบทิศ” ว่า ข้อสันนิษฐานนี้ก็มีเหตุผลเหมือนกัน ไม่เชื่อก็ลองอ่านคำว่าสวรรคโลกแบบสำเนียงจีนดูสิ ซา-หวัง-คา-โลก ... สัง-คา-โลก

ถ้าใครที่อยากจะชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยให้ทั่วถึงครบทุกวัด และได้รายละเอียดครบถ้วน“เที่ยวรอบทิศ” แนะนำว่าให้ใช้เวลาทั้งวันเลยน่าจะดี เพราะนอกจากจะมีวัดต่างๆ ที่กล่าวมาซึ่งอยู่ในกำแพงเมืองแล้ว ก็ยังมีวัดสำคัญอื่นๆ ที่อยู่นอกกำแพงเมืองอีก เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือวัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง และวัดเจ้าจันทร์ เป็นต้น

มาทีนี่ที่เดียว แต่ได้รับทั้งความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ได้รับทั้งความอิ่มใจกับความสวยงามของสถาปัตยกรรมไทยที่ยังหลงเหลืออยู่ คราวนี้ใครที่กำลังจะขึ้นเหนือ ก็อย่ามองจังหวัดสุโขทัยเป็นเพียงทางผ่าน แต่ให้ลองแวะมาดูอารยธรรมอันเก่าแก่ที่ถือว่าเป็นรากเหง้าของเราเองดู แล้วทีนี้ใครจะไปรับลมหนาวบนภูต่อ ก็ยังไม่สายเกินไปนะ

*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 

การเดินทางไปยังอำเภอศรีสัชนาลัยจากตัวเมืองสุโขทัย ใช้ทางหลวงหมายเลข 101 (สุโขทัย-สวรรคโลก-ศรีสัชนาลัย) ถึงบริเวณกม. 64 เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานข้ามแม่น้ำยม จะมีทางแยกขวาเข้าอุทยานฯ ประมาณ 2 กม. ระยะทาง 68 กม. หรือโดยสารรถประจำทาง สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ได้ที่คิวรถ บริเวณตลาดเทศบาล

นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถใช้เส้นทางจากสวรรคโลกไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1201 ไปจนถึงตำบลเมืองเก่า บริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำยมแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าอุทยานฯ อีก 2 กม. รวมระยะทาง 22 กม.

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท ผู้ที่ต้องการใช้บริการรถราง เสียค่าบริการชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 20 บาท และนักท่องเที่ยวที่ต้องการวิทยากรนำชม หรือสอบถามรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย โทร.
0-5567-9211

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
เที่ยว “สุโขทัย” ดินแดนรุ่งอรุณแห่งความสุข
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...