xs
xsm
sm
md
lg

สีสันบนรอยทาง…อ่านผืนป่าด้วยรอยเท้า

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เคยไหม....เดินๆ อยู่ในป่า แล้วเกิดเจอรอยเท้าของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน แต่ก็ดูไม่ออกว่ารอยเท้านั้นเป็นของตัวอะไร แล้วคนมองก็เดินจากมาด้วยความงุนงง สุดท้ายก็ลืมไป

เป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง....

เพราะในป่า นอกจากจะมีต้นไม้และแมลงนานาชนิดให้เราศึกษาเรียนรู้ ต้องไม่ลืมว่ายังมีสัตว์ป่าด้วย และรอยเท้าของสัตว์เหล่านั้นเป็นแหล่งความรู้ชั้นดีที่เราไม่ควรพลาดการสังเกต แต่เรามักจะลืมข้อนี้ เพราะคนทั่วไปส่วนมากเวลาไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติ มักจะไม่ค่อยมีโอกาสเจอกับสัตว์ป่าตัวเป็นๆ สักที

ด้วยส่วนใหญ่พวกเขาและเธอออกหากินในเวลากลางคืน ซึ่งหากใครไม่รักที่จะสังเกตธรรมชาติ ย่อมไม่ยอมลงทุนอดหลับอดนอนไปรอดูแน่ๆ

การพบรอยเท้าสัตว์ขณะเดินป่า ก็เหมือนกับการพบลายแทงเรื่องราวของธรรมชาติ ที่จะนำไปสู่ขุมทรัพย์คือความรู้เกี่ยวกับพื้นที่แถบนั้น

รอยเท้าสัตว์ถือเป็นสีสันบนรอยทางของนักท่องไพร บางคนมีความชำนาญมาก แค่มองเห็นรอยเท้าสัตว์บนพื้น ก็สามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นตัวอะไร แถมสามารถบอกถึงขั้นที่ว่าเพศอะไร และสัตว์ตัวนั้นกำลังทำอะไรด้วยซ้ำ น่าทึ่งไหมล่ะ!

พวกเขาอ่านร่องรอยของธรรมชาติเหล่านี้กันอย่างไร ?

นักเดินป่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้แบ่งรอยเท้าสัตว์ป่าออกง่ายๆ ให้เราเข้าใจคือ พวกมีเล็บเท้า พวกมีกีบเท้า และพวกนก

การสังเกตรอยของสัตว์มีเล็บ ยังแบ่งย่อยลงไปได้อีกเป็น กลุ่มกินแมลง, กลุ่มลิง , กลุ่มนิ่มซึ่งโปรดปรานการกินมด , กลุ่มสัตว์ฟันแทะเช่นกระรอก เม่น , กลุ่มสัตว์กินเนื้อจำพวกหมาและหมี และสุดท้าย กลุ่มเจ้าป่า อย่างเสือ


สัตว์มีเล็บจะมีการทิ้งรอยเท้าแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น น้ำหนักของรอยเท้า คนหรือลิงจะเห็นได้ชัดว่ามีวิวัฒนาการที่นิ้วโป้ง การทิ้งน้ำหนักจะลงค่อนข้างสม่ำเสมอทั่วทั้งฝ่าเท้า และเล็บได้พัฒนาไปอยู่บนนิ้วเรียบร้อย ขณะที่สัตว์อย่างเสือนั้นเราจะเห็นการวางน้ำหนักบนนิ้วเท้าอันอ้วนใหญ่อย่างเด่นชัด ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้ดีดตัวได้ดีตอนที่วิ่งไล่ล่าเหยื่อ

แต่ถ้าเป็นสัตว์มีกีบ เราจะสามารถบอกแยกแยะชนิดได้ง่ายกว่าสัตว์มีเล็บ เพราะสัตว์แบบนี้พัฒนาปลายนิ้วไปเป็นกีบที่แข็งแรง และไม่มีนิ้วโป้งปรากฏให้เห็นบนรอยที่ทิ้งไว้ หรือมีก็น้อยมากจนกลายเป็นติ่งไป

ที่แปลกก็คือช้างซึ่งถือว่าอยู่ในประเภทมีกีบ โดยจัดเป็นกลุ่ม สัตว์มีงวง หากเราสังเกตรอยเท้ากลมๆ ขนาดมหึมาของช้างก็จะเห็นรอยเล็บใหญ่ ๆ ทั้ง 4 เล็บ ส่วนกลุ่ม สัตว์กีบคี่ ก็เช่น กระซู่ แรด สมเสร็จ ซึ่งหากใครเจอก็ดีใจได้เลยเพราะหายากมากแล้ว สังเกตง่ายคือจะมีรอยกีบแฉกเป็นสามเสมอ สุดท้ายคือ สัตว์กีบคู่ อย่างหมูป่า กระจง เก้ง กวาง แพะ เลียงผา สัตว์มีกีบเหล่านี้ถือเป็นนักวิ่งฝีเท้าจัด เพราะไม่มีเล็บเอาไว้ต่อสู้ หรือนิ้วที่เอาไว้ปีนต้นไม้หนีศัตรู กินแต่ผักแต่หญ้า นับเป็นผู้ถูกล่าแต่ฝ่ายเดียว

ประเภทสุดท้ายคือ นกและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ กลุ่มสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจะดูง่ายที่สุด ยกตัวอย่างก็เช่น รอยเท้าเป็ดที่มีพังพืดระหว่างนิ้วสำหรับเอาไว้ว่ายน้ำ ส่วนนกนั้นก็สังเกตง่ายเพราะรอยเท้าจะเป็นรูปสามแฉกเสมอ

นอกจากการมองลักษณะของรอยเท้าแล้ว สิ่งที่น่าจะสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือทิศทางและการวางตัวของรอย ซึ่งจะสามารถบอกเราได้ว่าเป็นสัตว์ประเภทไหน หากินอย่างไร เช่นรอยเท้าของนกที่พบบนพื้นดินแฉะๆ ถ้ารอยนั้นขนานกันอยู่ตลอด ก็จะรู้ว่านกตัวนั้นเคลื่อนตัวได้ด้วยการกระโดดเท้าคู่ ซึ่งบอกเราได้ว่านกชนิดนี้ไม่ได้หากินกินตามพื้นดิน เพราะธรรมชาติออกแบบให้เหมาะกับการหากินตามพุ่มไม้ ต้นไม้สูงมากกว่า ส่วนมากจะเป็นนกกินแมลง

แต่ถ้ารอยเท้ามีความเหลื่อมกันเหมือนกับการเดินของคน ก็จะสามารถสันนิษฐานได้ว่าหากินบนดิน ลักษณะนิ้วกลางเจริญดี เล็บแข็งแรง นั่นคือนกที่ต้องคุ้ยเขี่ยดิน จับแมลงตามพื้นดินเป็นอาหาร เช่น ไก่ฟ้า ไก่ป่า

ถ้ารอยเท้านั้นสั้นแต่มีความชัดเจน และแข็งแรง อาจจะเป็นอุ้งเล็บของอินทรี ในขณะที่ถ้าพบรอยเท้ามีเพียง 3 นิ้ว ไม่มีร่องรอยของนิ้วหัวแม่เท้าเลย แสดงว่านกตัวนี้ไม่มีหัวแม่เท้า หรือมีแต่เล็กมาก มันจะเกาะกิ่งไม่ได้ จะต้องหากินตามพื้นดินเท่านั้น เช่นนกกระแตแต้แว็ด

คนที่รักการศึกษาธรรมชาติบางคนจะนำผงปูนปลาสเตอร์ กระป๋องนมเก่าๆ น้ำจืด และดินน้ำมันติดตัวเข้าไปในป่าด้วย เผื่อจะเจอรอยเท้าสำคัญๆ อย่างรอยเท้าเสือหรือเก้ง และบางทีอาจจะเจอกับรอยที่เราไม่รู้จักแล้วก็เก็บกลับมา มีวิธีง่ายๆ โดยการนำดินน้ำมันไปทำเป็นกำแพงล้อมกรอบรอบรอยเท้านั้นแล้วผสมปูนปลาสเตอร์กับน้ำจืดในกะละมัง กะให้ปริมาณน้ำพอดีขอบดินน้ำมันที่วาง เทลงไปภายใน 2 นาทีปูนจะแข็ง ถึงตอนนี้ก็แซะดินรอบๆ ออกจากพิมพ์ที่เทลงไปแล้วลอกดินน้ำมันออก

ทีนี้ก็จะได้รอยเท้าสัตว์นูนๆ บนพิมพ์ หลังจากนั้นเอากลับมา พอถึงบ้านก็เอาวาสลินทาบนพิมพ์ให้ลื่นก่อนจะเอามาประกบกับพิมพ์ปูนปลาสเตอร์อีกชุดหนึ่ง ทิ้งไว้ 2 วันก็จะได้รอยเท้าเอาไว้ศึกษา ผลพลอยได้ของการเก็บรอยเท้าแบบนี้ก็คือ เราสามารถนำรอยนั้นกลับมาถามผู้เชี่ยวชาญทางสัตว์ป่าได้ เป็นการหาความรู้ไปในตัวและยังเป็นประโยชน์ในการช่วยเจ้าหน้าที่สำรวจความอุดมสมบูรณ์ของป่าอีกด้วย ไม่แน่ว่าเราอาจจะเจอสัตว์ที่ไม่เคยปรากฏรายงานการค้นพบมานานแล้วในป่าสักที่ใดที่หนึ่ง

สถานที่ที่เราพบรอยเท้าสัตว์นั้นสำคัญมาก การพบรอยเท้าสัตว์ใกล้แม่น้ำกับการพบรอยในป่าไกลแหล่งน้ำจะบอกสิ่งที่แตกต่างกันมาก ที่ไกลแหล่งน้ำเราสามารถหาคำตอบได้ง่ายว่าเป็นนกหรือสัตว์ประเภทไหน แต่ถ้าใกล้แหล่งน้ำก็แน่นอนว่ามีเปอร์เซ็นต์ในการสับสนสูงกว่า เพราะมีรอยเท้าของสัตว์หลายชนิดไปหากินที่นั่น

คนที่รู้จักป่าดีจะแยกแยะรอยเท้าเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถทำนายการสัญจรของสัตว์ป่าได้ หากตามรอยเท้าเหล่านี้บางครั้งก็จะพาเราไปยังแหล่งน้ำหรือโป่งซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือด่านของช้าง (หมายถึงทางที่ช้างเดินซึ่งจะเกิดเป็นทางใหม่ตัดเข้าไปในป่าเป็นแนว) ซึ่งถ้าเจอรอยแบบนี้และรอบๆ ตัวต้นไม้ถูกเบียดเปิดช่องเป็นทางละก็ แสดงว่าเราพบโขลงช้างเข้าแล้ว...

ซึ่งรอยเท้าเหล่านี้แหละ เป็นดัชนีชี้วัดบอกเราถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์ป่าบริเวณต่างๆ ที่เราไปได้ดี

แต่ก็มีรอยเท้าของสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งถ้าพบมากๆ ก็ไม่เป็นการดี รอยเท้านี้มีลักษณะการวางน้ำหนักสม่ำเสมอ มีนิ้วเท้า 5 นิ้ว และดูก็รู้ว่ามีสองขา เป็นสัตว์ที่ทำลายธรรมชาติอย่างไม่เลือกฤดูกาล

ใครเจอรอยเท้าสัตว์ชนิดนี้มากๆ ในป่าก็จงพึงตระหนักว่าป่าแห่งนั้นเริ่มจะไม่สมบูรณ์เสียแล้ว เพราะถ้ามีรอยเท้านี้มากรอยเท้าสัตว์ชนิดอื่นย่อมจะหายไปหมด

คงจะรู้และพอเดากันออกว่าเป็นสัตว์โลกประเภทใด เพราะมีอยู่ทั่วไปในเมือง...



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...