xs
xsm
sm
md
lg

กรุงไทยเก็งจีดีพีปี 63 โต 3.2% หวังมาตรการ-ลงทุนรัฐหนุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีหน้าเติบโต 3.2% จากประมาณการเดิม 3.6% รับความเสี่ยงจากสงครามการค้า และแรงหนุนจากมาตรการ-ลงทุนรัฐ ด้านแนวโน้มบาทแข็ง-ผันผวน ดัชนีตลาดปีหน้ามองที่ 1,760 จุด ยังมี Down Side

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย (KTB)เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 ที่ระดับ 3.2% จากเดิมที่ 3.6% จากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ตอบโต้รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ ส่งผลต่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ส่งออกเติบโต 0.3% ลดลงจากเดิมที่ 2.5% อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าเศรษฐกิจจะมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณทั้งในส่วนของงบประจำปีที่คงค้างอยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท และงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ประมาณการจีดีพีปี 2562 เติบโตที่ 2.7% ลดลงจากเดิมที่ 3.3% และการส่งออก -1.8% จากเดิมที่เติบโต 0.8%

นอกจากนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเปลี่ยนจากการบริโภคมาเป็นการลงทุน จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐที่ทยอยออกมา ส่งผลต่อเนื่องถึงการลงทุนภาคเอกชนด้วย ขณะที่การบริโภคเอกชนน่าจะชะลอลงด้วยปัจจัยหลักๆ ด้านรายได้ครัวเรือนที่ลดลงจากการจ้างงานนอกเวลาที่มีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ปลายปีนี้ โดย 8 เดือนตัวเลขการจ้างงานนอกเวลาหดตัว 1.52% รวมถึงราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำ และการดำเนินมาตรการ Responsible Lending ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต้องติดตามมาตรการของ ธปท.ว่าจะมีรายละเอียดอย่างไรและจะกระทบต่อครัวเรือนกลุ่มใดเป็นพิเศษ

"ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ยังอยู่ที่สงครามการค้าที่ยืดเยื้อและมีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ขณะที่ประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2563 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา และมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แค่คาดว่าจะไม่รุนแรงเป็นในเชิงเทคนิค เนื่องจากประมาณการจีดีพีโลกปีหน้ายังเติบโตสูงกว่าปีนี้ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง และสภาพคล่องของโลกยังสูง โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 2 ครั้งในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าไทย ขณะที่ประเทศไทยประเมินว่า กนง.จะไม่ลดดอกเบี้ยในปีหน้าแม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ เพราะการลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่สามารถทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยลงต่ำมากก็อาจกระทบต่อมุมมองเศรษฐกิจไทยด้วย"

**เก็งบาทแนวโน้มบาทยังแข็ง-ผันผวน**
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้ากลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน (KTB) กล่าวว่า ด้านเงินบาทสิ้นปีนี้ยังคงประมาณการไว้ที่ 30.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นแนวต้านเดิมที่ยังไม่น่าจะผ่านไปได้ง่ายๆ และ ธปท.เองก็มีแนวทางที่จะดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไปอยู่แล้ว ส่วนปีหน้ามองแนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสวนกับเงินยูโรที่ฟื้นตัว และจะมีความผันผวนในแต่ละช่วงตามความเสี่ยงจากการเลือกตั้ง และการดำเนินไปของสงครามการค้า

ทั้งนี้ ปีหน้าธนาคารมองไว้ 3 ระดับกรณีการเจรจาสงครามการค้าถูกต่อรองด้วยอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 30% ประเมินเงินบาทไหลลงไปแข็งค่าลึกถึง 27.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ กรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนดำเนินต่อไปไร้ที่สิ้นสุดจะเห็นเงินบาทที่ระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และกรณีสงครามการค้ากลายเป็นสงครามภาษีเต็มรูปแบบ เงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยธนาคารยังมองเงินบาทปีหน้าเคลื่อนไหวในกรอบ ‪29.00-30.00‬ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้คาดดัชนีจะอยู่ที่ 1,710 จุด จากเดิมคาด 1,800 จุด จากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้ามาน้อยกว่าที่คาดไว้เดิม 50,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะไหลเข้ามาเพียง 20,000 ล้านบาทเท่านั้น และปีหน้าจะไหลเข้ามามากกว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้าคาดการณ์ที่ 1,760 จุด ปรับลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1,850 จุด จากคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนปีหน้าเติบโตลดลงเหลือ 3-5% จากเดิม 8% โดยหุ้นในกลุ่มที่ยังลงทุนได้ คือ กลุ่มธนาคาร และกลุ่มอสังหาฯ ส่วนกลุ่มที่หลีกเลี่ยง คือ กลุ่มเกษตร และ อิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าหุ้นไทยยังมี downside risk อยู่ เพราะสงครามการค้ายังคงยืดเยื้อ ซึ่งก็มีโอกาสดัชนีจะไหลลงไปแตะ 1,500 จุด หรือ ถ้ากรณีแย่สุดก็มีโอกาสเห็น 1,460 จุด
กำลังโหลดความคิดเห็น...