xs
xsm
sm
md
lg

จากเฟอร์นิเจอร์สู่พลังงาน ECF ตั้งเป้าอีก 3 ปีชัดเจน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทคเดินหน้าลงทุนด้านพลังงาน แม้เริ่มแรกขายเฟอร์นิเจอร์เป็นหลัก เมื่อสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกดดันและสภาพตลาดเปลี่ยนไปการผันแปรสู่ธุรกิจพลังงานจึงจำเป็น และเป้าหมายรายได้หลักในอีก 3 ปีข้างหน้า หวังลดความเสี่ยง

บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา ซึ่งเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อมีนาคม 56 และมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน โดย ECF เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 120 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท ในราคาเสนอขาย หุ้นละ 1.20 บาท และเปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอระหว่างวันที่ 15 และ 18-19 มี.ค.นี้ คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรก 26 มี.ค. 2556 และเปิดเทรดวันแรกราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.24 บาท จากราคาขาย IPO 1.20 บาท เพิ่มขึ้น 2.04 บาท คิดเป็น 170.00% และปิดตลาดช่วงบ่ายด้วยราคา 2.42 บาท เพิ่มขึ้น 1.22 บาท หรือ 101.67% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 837.65 ล้านบาท

สำหรับการระดมทุนในครั้งนั้น ECF จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรให้พร้อมรองรับกำลังการผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของตลาดและคำสั่งซื้อของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะสั่งซื้อเครื่องจักรที่เป็นระบบ Semi Automatic ให้มากขึ้นจากเดิมภายในปี 2556 รวมทั้งจะนำเงินไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

ทั้งนี้ หลังจากระดมทุนแล้วเสร็จ ECF ก็เดินหน้าลุยงานด้านเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบเต็มสูบ ด้วยการทำการขยายตลาดเฟอร์นิเจอร์ทั้งในและต่างประเทศออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเจรจาลงนามในสัญญาจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ให้แก่ลูกค้าดูไบเมื่อเดือนเมษายน ปี 56 มูลค่ารวมกว่า 120 ล้านบาท บริษัทก็มุ่งขยายฐานลูกค้าต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งเจรจากับลูกค้าใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ เกาหลี และสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติม พร้อมกับการกระจายผลิตภัณฑ์แบรนด์ Costa ผ่านร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ในประเทศตามจังหวัดต่างๆ มากขึ้น มีโชว์รูมผลิตภัณฑ์แบรนด์ ELEGA ใน Index Living mall และ Homepro และจำหน่ายสินค้าผ่านบิ๊กซีและโลตัส ภายใต้แบรนด์ Furdirect และ Muse ด้วย และนั่นก็ทำให้ผลการดำเนินงานเติบโตระดับไม่ต่ำกว่า 10% เสมอมา

บริษัทมีแผนขยายช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ต่างๆ ออกไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ ซึ่งเห็นการเติบโตของยอดขายในประเทศที่เด่นชัดมากขึ้นตามลำดับ พร้อมกับการติดตั้งครื่องจักรเพิ่มเพื่อผลิตสินค้าได้มากขึ้นอีก 15% ขณะที่ตลาดต่างประเทศก็ได้ผลิตสินค้าแบบต่างๆ รองรับความต้องการตามออเดอร์ และซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนจาก Disney มาต่อเนื่อง

กระทั่งต้นปี 59 บอร์ดบริษัทได้ให้ ECF เพิ่มสัดส่วนการเข้าลงทุนใน บริษัท อีซีเอฟ โฮลดิ้งส์ จำกัด (ECFH) ในฐานะบริษัทย่อย จากเดิม 51% เพิ่มเป็น 75% และอนุมัติให้ ECFH เข้าร่วมลงทุนในบริษัทใหม่รวม 5 บริษัท เพื่อเข้าร่วมประมูลรับคัดเลือกและอนุญาตเป็นผู้เสนอขายไฟฟ้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหลังจากนั้นไม่นาน ECF ได้ส่ง บริษัท อีซีเอฟ โฮลดิ้งส์ (ECFH) บริษัทย่อยของ ECF ที่เข้าลงทุนพลังงานในญี่ปุ่น คือโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ECF-Tornado Energy GK ณ เมืองฮิเมะจิ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ECFH เข้าถือหุ้น 51% และญี่ปุ่น 49% มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1.5 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ดี กลางปี 59 ECF ได้เซ็นสัญญาลงนามความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง บมจ.ไอร่า แฟคตอริ่ง (AF) กับ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) โดยความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการให้บริการปล่อยสินเชื่อแฟกตอริ่งให้กับกลุ่มสมาชิก และกลุ่ม supply chain ของ ECF ให้มีความแข็งแกร่งในเรื่องฐานะทางการเงิน ในการเสริมสภาพคล่องทางการเงินได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อ “เงินทุนหมุนเวียนพร้อมใช้สำหรับ Supplier ของ ECF” จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานให้ Supplier กว่า 200 รายของบริษัท ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ โดยสามารถนำลูกหนี้ทางการค้ามาเบิกใช้วงเงินโดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ทำให้โครงสร้างต้นทุนดีขึ้น สามารถขยายธุรกิจและรับงานได้เพิ่ม ช่วยผลักดันรายได้และกำไรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ ECF สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการร่วมงานกับคู่ค้าที่มีฐานะการเงินมั่นคง มีศักยภาพในการผลิตเพื่อรองรับงานของบริษัทได้อย่างเพียงพอ

ธุรกิจพลังงานทดแทนเริ่มโต
เมื่อปลายปี 59 บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) (FPI), บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) และบริษัท วิชญ์ อุตสาหกรรม จำกัด (WIT) ได้เข้าลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยความร่วมมือ บริษัท ศรีวัฒนา กรีน เพาเวอร์ จำกัด (SGP), บริษัท ศรีเจริญไบโอเพาเวอร์ จำกัด (SBP) และบริษัท ไพร์ซ ออฟ วู้ด กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (Prize) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล โดย SGP และ SBP เป็นบริษัทที่ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีขนาดกำลังการผลิตโรงละ 9.9 เมกะวัตต์ รวม 19.8 เมกะวัตต์ และ Prize เป็นบริษัทที่ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในจังหวัดนราธิวาส ที่มีขนาดกำลังการผลิตโรงละ 7.5 เมกะวัตต์ โดยทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลของ SGP, SBP และ Prize สำเร็จลุล่วง และนั่นคืออีกหนึ่งโครงการร่วมมือที่สำคัญ

“ธุรกิจโรงไฟฟ้าถือเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนดี มีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจและเป้าหมายของบริษัท อย่างไรก็ตาม ECF มีแผนจะขยายธุรกิจออกไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และธุรกิจอื่นๆ นายอารักษ์กล่าวไว้ในตอนนั้น

อย่างไรก็ดี ต้นปี 60 บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI ได้ร่วมมือกับบริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด หรือ ECF-P ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ECF **** ตั้งบริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ SAFE ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญ 10,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท โดย FPI ถือหุ้น 49.98% และทาง ECF-P ถือหุ้น 49.98% ส่วนที่เหลือเป็นของกรรมการของบริษัททั้งสองฝ่ายเพื่อดำเนินธุรกิจเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ซึ่งภายหลังการเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าของ บริษัท ไพร์ซ ออฟ วู้ด กรีน เอนเนอร์จี (PWGE) กลุ่มเซฟจะได้พันธมิตรคือ กลุ่มผู้ถือหุ้นของ PWGE เข้ามาร่วมทีมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ SAFE ต่อไป

และนั่นถือเป็นการแตกไลน์ธุรกิจของ FPI ผ่านความร่วมมือกับ ECF ในครั้งนั้น ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญของ FPI ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ อีกทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต

เมื่อต้นปี 60 บริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (SAFE) ได้เซ็นสัญญาเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัท ไพร์ซ ออฟ วู้ด กรีน เอนเนอร์จี จำกัด ขนาดกำลังการผลิต 7.5 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ หรือ COD ในไตรมาส 2 ปีนั้น โดยมีสัญญาซื้อขายไฟกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นระยะเวลา 20 ปี ส่งผลให้ ECF มีแผนผลักดัน SAFE เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคต

กระทั่งสิงหาคม ปี 61 ECF ซื้อหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล บริษัท บิน่า พูรี่ พาวเวอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (BINA) จังหวัดแพร่ 2 โครงการ คือ โครงการอำเภอลอง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ และโครงการอำเภอสูงเม่น ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ ส่วน บริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด (ECF-P) บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 99.99% ซึ่งลงทุนในบริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (SAFE) บริษัทร่วม โดย ECF-P ถือหุ้น 33.37% และ SAFE เป็นผู้เข้าลงทุนใน BINA 49 % ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ECF ก็ยังคงเดินหน้าโครงการ MDF หรือโรงงานผลิตและจำหน่ายแผ่นไฟเบอร์บอร์ดความหนาแน่นปานกลาง เต็มกำลัง โครงการมูลค่า 1,456.31 ล้านบาท ที่ จ.นราธิวาส ด้วยการถือหุ้น 57% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด อีกทั้งซื้อที่ดินกว่า 94 ไร่ที่ จ.นราธิวาส ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเศษไม้ที่เหลือก็นำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลได้อีกต่อหนึ่ง

หนึ่งโครงการที่สำคัญสำหรับ ECF คือ การร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เมืองมินบู ในพม่ากับพันธมิตรอย่าง บมจ.สแกน อินเตอร์ (SCN) และ บมจ.เมตะ คอร์ปอเรชั่น (META) นั้นถือเป็นการเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจพลังงานทดแทนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งได้ COD แล้ว และยังอยู่ระหว่างศึกษาเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทุกประเภทในต่างประเทศ จะเป็นทั้งการร่วมทุนหรือบริษัทเข้าไปขยายลงทุนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าภายในปี 2565 ECF จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 150 เมกะวัตต์

จากการขยายงานและลงทุนเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ ECF ออกและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) ครั้งที่ 3 ด้วยการออกและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน 7.90 ล้านหุ้นเพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) 3 ราย คือ นางสาวศุภลักษณ์ เศษธะพานิช 3.95 ล้านหุ้น นายเอกชัย ตรีสุริยาแสงโชติ 2.37 ล้านหุ้น และนายชาญชัย อิสรานนทกร 1.58 ล้านหุ้น และจากการขายมูลค่าการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้จะทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินทุน 49.14 บาท และนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่บริษัทฯ และเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจหลัก หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ รวมทั้งการลงทุนในธุรกิจพลังงานต่างๆ

จากก่อนหน้านี้ ECF ได้ออกหุ้น PP จำนวนไม่เกิน 40 ล้านหุ้น ให้กับกองทุน Macquarie สถาบันการเงินสัญชาติออสเตรเลีย และได้ออกหุ้นเพิ่มทุนเสนอขาย PP ให้กับ บลจ.วรรณ เพิ่มอีกใน 30 ล้านหุ้น

หากจะมองการลงทุนของ ECF จะพบว่า ECF ค่อยๆ ปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การเป็น "โฮลดิ้ง คัมปานี" ที่มีรายได้จากหลากหลายธุรกิจ ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันธุรกิจหลักของบริษัทประกอบด้วย ECF ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา บริษัท อีซีเอฟ โฮลดิ้งส์ (ECFH) ธุรกิจร้านค้าปลีก Can Do และบริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด (ECF-P) ธุรกิจพลังงานทดแทน


กำลังโหลดความคิดเห็น...