xs
xsm
sm
md
lg

บล.ไอร่าชี้ดัชนีการลงทุน ต.ค.ยังคงผันผวน แนะดักทางหุ้นเด่น โอกาสโตต่อเนื่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บล.ไอร่าประเมินภาพรวมการลงทุนเดือนตุลาคม 2562 ยังคงผันผวน เหตุปัจจัยภายนอกประเทศ ยังเป็นตัวแปรสำคัญของการลงทุน ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชิมช้อปใช้ เข้ามาหนุน Sentiment เชิงบวกให้มีความคึกคักเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้น GDP ในไตรมาส 4/2562 ได้ประมาณ 0.2-0.3% พร้อมแนะดักทางหุ้นน่าลงทุน BBL - CBG - CPN - GPSC - SPA และ STEC ชี้ปัจจัยพื้นฐานดี และมีโอกาสการเติบโตสูงต่อเนื่อง

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไอร่า จำกัด (มหาชน) หรือ AIRA ประเมินทิศทางตลาดและกลยุทธ์การลงทุนช่วงเดือนตุลาคมว่า หากพิจารณาภาพรวมในเชิงบวก ในช่วงเดือนนี้ทางฝ่ายวิจัยมองว่ายังคงมีแรงเก็งกำไรจากเรื่องผลประกอบการงบไตรมาส 3/2562 ที่จะปิดงบและจะทยอยแจ้งออกมา ดังนั้นจึงคาดว่าจะมีแรงเก็งกำไรในเรื่องดังกล่าวต่อเนื่องถึงช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ นอจากนี้ ยังแนะให้จับตาความเป็นไปได้ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มอันดับ Credit Rating ไทย ช่วงปลายปี-ต้นปี 2563

ในขณะที่มาตรการชิมช้อปใช้เข้ามาสร้าง Sentiment เชิงบวกในภาคการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้น GDP ในไตรมาส 4/2562 ได้ประมาณ 0.2-0.3% พร้อมกันนี้ ยังมีการออกมาคาดการณ์ว่ารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องเพื่อช่วยชดเชยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลง รวมถึงการส่งออกหดตัว ในขณะเดียวกัน จากภาพรวมของการประเมินมีหลายๆ ฝ่ายออกมาคาดการณ์ปรับเป้าหมาย GDP ในปี 2562 ลง โดยมองว่ามีแนวโน้มต่ำกว่า 3.0%

ส่วนภาคการท่องเที่ยวนั้น จะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงเดือน ส.ค. 62 อยู่ที่ 3.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7%YoY และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ก.ค. 62 โดยเป็นนักท่องเที่ยวจีน 1.03 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 19%YoY และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ ก.ค. 62 ประมาณ 6% ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีการฟื้นตัว โดยล่าสุดในช่วง 8 เดือนแรกมีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 26.56 ล้านคน ทำให้มองว่าภายในปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 40-41 ล้านคน ซึ่งเป็นเป้าหมายการเติบโตที่รัฐบาลประเมินไว้

ส่วนปัจจัยต่างประเทศนั้น ทางฝ่ายวิจัยมองว่ายังคงต้องจับตาสถานการณ์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความกังวลต่อสงครามการค้าครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ กับ EU และอยู่ระหว่างติดตามการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีน (10-11 ต.ค. 62) หากมีความชัดเจนและส่งสัญญาณดี คาดเป็นปัจจัยหนุนภาพรวมตลาดฯ แต่ในทางกลับกันหากยังไม่สามารถตกลงกันได้คาดว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ อาจจะทวีคูณเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะกดดันภาพรวมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่วันที่ 15 ต.ค. 62 จะครบกำหนดสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน วงเงิน 250,000 ล้านUSD จาก 25% เป็น 30% และวันที่ 18 ต.ค. 62 สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก EU วงเงิน 7,500 ล้านUSD ซึ่งปัจจัยดังกล่าวในข้างต้นยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญในการสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้าหากมีความยืดเยื้อ พร้อมกันนี้ ยังมีประเด็นที่น่าจับตา กรณีปัจจัยหนุนจากการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เช่น ECB กลับมาใช้ QE วงเงิน 20,000 ล้านยูโร/เดือน เริ่มตั้งแต่ พ.ย. 62 เป็นต้นไป พร้อมติดตามการประชุมเฟด 29-30 ต.ค. 62 มีโอกาสสูงที่เฟดอาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดอ่อนแอ "ภายใต้ความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงประเด็นสงครามการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอน พร้อมกับข้อพิพาททางการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับ EU คาดยังกดดันหุ้นในกลุ่ม Global Play เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และกลุ่มพลังงาน ที่คาดความต้องการชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ"

อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มและภาพรวมการลงทุนที่ยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝ่ายวิจัย ออกมาประเมินกลยุทธ์การลงทุน โดยให้กรอบสัญญาแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,599 จุด หากหลุดแนวรับดังกล่าวจะถือเป็นสัญญาณขาย นอกจากดัชนีจะสามารถเด้งกลับไปยืนเหนือ 1,620 จุดได้ ดังนั้นจึงแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น

พร้อมทั้งแนะลงทุนหุ้นกลุ่มที่สามารถรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่มีความผันผวน เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นต้น และทยอยสะสมหุ้นเชิงพื้นฐานที่ผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องในปี 2563 ซึ่งมีหุ้นที่น่าสนใจ เช่น BBL โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 209 บาท, CBG ราคาเป้าหมาย (ปี 63) ที่ 91 บาท, CPN ราคาเป้าหมายที่ 90 บาท, GPSC ราคาเป้าหมายที่ 76 บาท, SPA ราคาเป้าหมายที่ 17.20 บาท และ STEC ราคาเป้าหมาย (ปี 63) ที่ 27.25 บาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...