xs
xsm
sm
md
lg

(รับชมคลิป) บล.กสิกรไทยมองหุ้น Q4/62 แกว่งกรอบ 1,590-1,687 จุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ กสิกรไทย
บล.กสิกรไทยประเมินกรอบ SET INDEX กรอบ 12 เดือนที่ 1,750 จุด ระยะสั้นเคลื่อนไหวเป็นบวกสลับแนวลบในกรอบ 1,590-1,680 จุด แนะจับตาปัจจัยต่างประเทศ สงครามการค้า และเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนตัวลง ประกอบกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ B- เป็น A+ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุนในทิศทางบวกมากขึ้น



นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า โบรกฯ ได้มีการประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2562 ว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบที่ 1,590-1,680 จุด โดยมีค่าเฉลี่ย Earning Yield gap ที่ SD0.25 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยหลัก คือ สงครามการค้าระหว่างจีน กับสหรัฐฯ ที่ตัวแทนการค้าของทั้งสองฝ่ายจะกลับมาเจรจาการค้าอีกครั้งในวันที่ 10 ต.ค. โดยเชื่อว่าจะบรรลุข้อตกลงย่อยออกมาได้

ขณะเดียวกัน ในส่วนของนโยบายทางการเงินในประเทศ เชื่อว่ามีโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินนโยบายเชิงผ่อนคลาย หลังจากที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน รวมไปถึงธนาคารกลางในภูมิภาคเข้าสู่วัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทยอาจต่ำกว่า 2.5% จากปัจจุบันที่ยังประเมินว่าเติบโตได้ 2.8% โดยยังคงต้องติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมาว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

สำหรับมุมมองการลงทุนในหุ้นช่วงที่เหลือของปี ที่มีความโดดเด่น ได้แก่ หุ้นกลุ่ม ICT เช่น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ DTAC และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE ที่ได้ปัจจัยบวกจากการเติบโตของรายได้และกำไรธุรกิจหลักซึ่งมีความแข็งแกร่งในครึ่งปีหลังจากบรรยากาศการแข่งขันในตลาดเป็นเชิงบวก โดยจะเห็นได้จากรายได้เฉลี่ยต่อหมายเลขที่ปรับตัวสูงขึ้น และการอุดหนุนค่าเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง อีกทั้งการควบคุมต้นทุนการตลาดได้ดีกว่าเดิม

ขณะที่หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเกณฑ์ใหม่ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่กำหนดให้เรือเดินสมุทรใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ 0.5% จากเดิม 3.5% มีผลตั้งแต่ต้นปี 63 ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC และ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ที่มีปัจจัยบวกจากการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมขนส่งทางเรือของโลก

ด้านหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มองเป็นบวก ได้แก่ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP และ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) SPALI ซึ่งได้รับแรงหนุนจากโอกาสในการผ่อนคลายมาตรการอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

"นโยบายการลงทุนสำหรับกองทุนหุ้นยั่งยืน หรือ SEF ที่จะมาทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF จะสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 30% แต่ไม่เกิน 250,000 บาท จากเดิมที่กองทุน LTF สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 15% แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยคาดว่ากระแสเงินสดจะไหลเข้ากองทุน SEF ราว 29,500 ล้านบาท ต่ำกว่ากองทุน LTF ที่ 34,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากระแสเงินสดจะค่อยๆ ไหลเข้าและเท่ากับกองทุน LTF ได้ เนื่องจากคนกลุ่มดังกล่าวมีการเติบโตได้รวดเร็ว ประกอบกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ B- เป็น A+ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุนในทิศทางบวกมากขึ้น"

นอกเหนือจากนี้ยังมีหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดของโรค AFS คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT ที่มีอานิสงส์จากการส่งออกเนื้อไก่ไปจีน และราคาหมูที่สูงขึ้นในเวียดนาม ขณะเดียวกัน กลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากสภาพอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และโอกาสที่จะได้รับการอัดฉีดทรัพย์สินใหม่



กำลังโหลดความคิดเห็น...