xs
xsm
sm
md
lg

BEAUTY...สิ้นความสวย / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หุ้น บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY ถูกถล่มขายอย่างหนักและต่อเนื่อง ราคาอยู่ในช่วงขาลงเต็มตัว และลงจนสร้างจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้นักลงทุนจำนวนเกือบครึ่งแสนรายที่ถือหุ้นไว้ ต้องเสียหายอย่างยับเยิน

ราคาหุ้น BEAUTY เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ปิดลงที่ 2.36 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดนับจากเข้าจดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 หรือเกือบ 7 ปีเต็ม โดยจากปีก่อน ราคาหุ้นเคยสร้างจุดสูงสุดที่ 23.70 บาท

ภายในเวลาเพียง 1 ปีเศษ ราคาหุ้น BEAUTY ทรุดลงถึง 90%

BEAUTY เคยเป็นหุ้นยอดนิยม เพราะธุรกิจความงามมีแนวโน้มการเติบโตสดใส และผลประกอบการบริษัทก็เติบโตสูงต่อเนื่อง แต่ปี 2561 ผลประกอบการเริ่มชะลอตัว จาก ผลกระทบจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ทำให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลง

ปี 2560 BEAUTY มีผลกำไรสุทธิ 1,229.32 ล้านบาท แต่ปี 2561 ผลกำไรลดลงเหลือ 991.59 ล้านบาทและงวด 6 เดือนแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 116.32 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 538.77 ล้านบาท

หุ้นในกลุ่มธุรกิจความงามทั้ง 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) หรือ DDD และบริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกัน แต่ BEAUTY ลงหนักที่สุด และไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว

ค่าพี/อี เรโช จะลดลงมาเหลือเพียง 12 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำ และอัตราเงินปันผลตอบแทน 12% ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่เพราะแนวโน้มผลประกอบการอาจชะลอตัวต่อเนื่อง นักลงทุนจึงไม่กล้าเข้ามาช้อนเก็บ

ผู้ถือหุ้นรายย่อย BEAUTY มีจำนวนทั้งสิ้น 43,780 ราย ซึ่งทุกคนถือหุ้นต้นทุนสูง จึงเจ็บกันถ้วนหน้า และผู้ถือหุ้นที่เจ็บหนักที่สุดคือ นายมงคล ประกิตชัยวัฒนา ซึ่งถือหุ้น จำนวน 105.50 ล้านหุ้น หรือถือหุ้นในสัดส่วน 3.51% ของทุนจดทะเบียน โดยถือหุ้นมานานในราคาต้นทุนสูง

นายมงคล ถูกจัดเป็นนักลงทุนหุ้นมูลค่าเพิ่ม หรือนักลงทุน วี.ไอ. โดยถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนเกือบ 10 บริษัท และขาดทุนจากการลงทุนในหลายบริษัท รวมทั้ง BEAUTY และ DDD

แต่หุ้นที่ถือลงทุนไว้มากที่สุดคือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC โดยถือหุ้น จำนวน 433.12 ล้านหุ้น หรือถือในสัดส่วน 16.80 ล้านหุ้น อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 รองจาก ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และเข้ามาถือตั้งแต่ปี 2556 ในราคาต้นทุนเฉลี่ยประมาณหุ้นละ 30 บาท ราคาพาร์ 10 บาท ซึ่งปัจจุบันแตกพาร์เหลือ 1 บาท

ราคาหุ้น KTC ล่าสุดปิดที่ 41.25 บาท โดยนายมงคล มีกำไรจากการลงทุนในหุ้น KTC ประมาณ 12 เท่า หรือ 1,200% ภายในเวลา 6 ปี

และกำไรจากหุ้น KTC เพียงตัวเดียว ทำให้พอร์ตของนายมงคล มีกำไรมหาศาล โดยไม่ต้องกังวลกับการขาดทุนจากหุ้นตัวอื่นในพอร์ต เพราะวงเงินลงทุนส่วนใหญ่ทุ่มมาอยู่ที่หุ้น KTC

ถ้านายมงคล ตัดสินใจผิด ทุ่มเงินลงทุนส่วนใหญ่มาลงที่หุ้น BEAUTY คงเสียหายหนัก อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ไม่มีคำว่า “แต่” สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และนายมงคล ก็ตัดสินใจถูกแล้วที่ทุ่มเงินลงทุนส่วนใหญ่มาไว้ที่ KTC จนกลายเป็น นักลงทุน วี.ไอ. ที่ร่ำรวยจากการลงทุนอย่างโปร่งใสในตลาดหุ้นมากที่สุด

และหุ้น KTC เพียงตัวเดียว สร้างผลกำไรได้ประมาณ 15,000 ล้านบาท

การขาดทุนจากหุ้น BEAUTY ระดับพันล้านบาท จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของนายมงคล มากนัก แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยกำลังเจ็บปางตายจากหุ้นตัวนี้

ปัญหาที่คิดไม่ตกของนักลงทุนที่ "ติดดอย" หุัน BEAUTY คือ จะถือหุ้นต่อไปหรือขายทิ้งตัดขาดทุนดี

เพราะราคามีแนวโน้มที่จะดิ่งลงต่อไป โดยยังมองไม่เห็นว่า  ก้นเหวจะลึกขนาดไหน และหุ้น BEAUTY จะทรุดลงไปต่ำสุดที่ระดับใด



กำลังโหลดความคิดเห็น...