xs
xsm
sm
md
lg

อสังหาฯ เฮ ธปท.ผ่อนเกณฑ์ LTV ศุภาลัยเชื่อหนุนกำลังซื้อเพิ่ม 10%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ธปท.ยอมคลายกฎเหล็กปลดล็อกผู้กู้ร่วมที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านไม่ต้องเข้าเกณฑ์ LTV ศุภาลัยเชื่อหนุนดีมานด์เพิ่ม 10% พร้อมเผยแผนลงทุนครึ่งปีหลังลุยเปิด 21 โครงการ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากมาตรการ LTV มีผลบังคับใช้ และได้รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้กู้ร่วมที่ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ให้ได้รับสินเชื่อตามความเหมาะสมมากขึ้น ธปท. จึงพิจารณาผ่อนปรนการนับสัญญากรณีกู้ร่วม โดยถ้าผู้กู้ไม่มีชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ จะผ่อนปรนเสมือนยังไม่เป็นผู้กู้ในครั้งนั้น เนื่องจากไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัย เพียงแค่ช่วยเหลือกันภายในครอบครัว
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม
คลายกฎเหล็ก LTV กำลังซื้อในตลาดเพิ่ม 20%

ด้าน นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI กล่าวว่า กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนคลายเกณฑ์มาตรการ LTV ในส่วนของผู้กู้ร่วมและผู้ค้ำประกันให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยของตนเองหลังแรก โดยไม่ต้องเข้าเกณฑ์เงื่อนไขสัญญาที่ 2 ตามมาตรการ LTV ที่ต้องเพิ่มเงินดาวน์เป็น 20% นั้น ปัจจุบันที่เกณฑ์ LTV ส่งผลกระทบต่อผู้กู้ร่วมและผู้ค้ำประกันเป็นอย่างมากทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านของตนเองได้ ซึ่งผู้กู้ร่วมบางรายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผ่อนชำระกับผู้กู้ แต่เมือไปซื้อที่อยู่อาศัยของตนเองกลับถูกคิดเป็นสัญญาที่ 2

การที่ ธปท.ผ่อนคลายเกณฑ์ดังกล่าว จะส่งผลดีต่อภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นการเปิดโอกาสและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้กู้ร่วมและผู้ค้ำประกันที่ต้องการซื้อบ้านของตนเอง โดยไม่ต้องใช้เงินดาวน์เพิ่มตามเกณฑ์ LTV ใหม่ เพราะผู้กู้และผู้ค้ำประกันส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยผู้กู้ผ่อนค่างวด เพียงแค่ใช้ชื่อร่วมกู้เพื่อให้ขอสินเชื่อผ่านเท่านั้น ซึ่งการผ่อนคลายเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นประมาณ 10% ช่วยระบายสต๊อกสินค้าในตลาดลงได้ ซึ่งที่ผ่านมา ลูกค้าของบริษัทที่ขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านจะใช้ผู้กู้ร่วมประมาณ 10-15% การปลดล็อกดังกล่าวจะช่วยให้ยอดโอนของบริษัทเพิ่มขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับรูปแบบการขายเพื่อให้เหมาะสมต่อภาวะตลาด และเป็นการช่วยเหลือลูกค้า โดยนำของใช้ภายในบ้านที่จำเป็นบวกเข้าไปในราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียม เช่น แอร์ ครัว เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น แต่ต้องมีมูลค่ารวมไม่เกิน 10-15% ของราคาบ้าน เพื่อลดภาระของลูกค้า เพราะเมื่อขอสินเชื่อซื้อบ้านแล้วจะต้องขอสินเชื่อส่วนบุคคลมาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ของใช้ที่จำเป็นภายในบ้านเพิ่มต้องผ่อนชำระหลายทาง

นอกจากนี้ ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง บริษัทมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งบริษัทวางแผนในการออกหุ้นกู้วงเงิน 1,000 ล้านบาท ในช่วงปลายปีนี้ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยราว 2% ต่อปี เพื่อนำมาทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดอายุ และช่วยให้ต้นทุนดอกเบี้ยของบริษัทปรับตัวลดลง
ศุภาลัย ซิตี้รีสอร์ท สุขุมวิท 107
ครึ่งปีหลังลุยเปิด 21 โครงการ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท
นายไตรเตชะ กล่าวต่อว่า ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่มากถึง 21 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,200 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯ คอนโดมิเนียม 4 โครงการ และแนวราบ 6 โครงการ ส่วนต่างจังหวัดจะเป็นโครงการแนวราบ 11 โครงการ หลังจากครึ่งปีแรกบริษัทเปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 9 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการใหญ่หลังที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังที่น่าสนใจ ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ภายใต้แบรนด์ “ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สุขุมวิท 107” ชูคอนเซ็ปต์ “COME HOME ให้การกลับบ้าน มีความหมายมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา” โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 13 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 2,400 ล้านบาท พัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย สูง 8 ชั้น จำนวน 6 อาคาร จำนวนห้องพักอาศัย 1,022 ยูนิต และร้านค้า จำนวน 4 ยูนิต หลากหลายแบบห้องตั้งแต่ Studio - 2 ห้องนอน มีความคุ้มค่าทั้งราคาและพื้นที่ โดยมีพื้นที่ใช้สอยขนาด 28.5-69.5 ตร.ม. ราคาเริ่ม 1.78 ล้านบาท

ทั้งนี้ การเปิดโครงการใหม่ที่มีจำนวนมากขึ้นในครึ่งปีหลังจะช่วยทำให้ยอดขายของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นได้และเป็นไปตามเป้าหมายยอดขาย 35,000 ล้านบาท ในปี 62 แม้ว่ายังมีความท้าทายก็ตาม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายอดขายของโครงการแนวราบเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ มียอดขายที่ดีมาก ในครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายแล้ว 13,300 ล้านบาท

ด้านยอดโอนของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเห็นการปรับตัวขึ้นมากกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งมาจากการโอนโครงการใหม่ที่มีกำหนดแล้วเสร็จและทยอยโอน หลังจากครึ่งปีแรกบริษัทไม่มีการโอนโครงการใหม่เข้ามา โดยขณะนี้บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) 43,400 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดโอนในปีนี้ 10,100 ล้านบาท

สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ที่สร้างเสร็จมีจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ ศุภาลัย เวอเรนด้า พระราม 9 มูลค่า 4,200 ล้านบาท ปิดการขายแล้ว 100% จะเริ่มโอนในเดือน ก.ย. ศุภาลัย เอลีท สุรวงศ์ มูลค่า 2,200 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 60% เริ่มโอนตั้งแต่ไตรมาส 3/62 และศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท พระราม 8 มูลค่า 1,200 ล้านบาท ปิดการขายแล้ว 100% จะเริ่มโอนในไตรมาส 3/62 เช่นกัน

นอกจากนี้ บริษัทจะทยอยระบายสต๊อกที่เป็นสินค้าพร้อมโอนที่เหลืออยู่มูลค่ารวม 14,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ มูลค่า 5,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทมั่นใจว่ายอดโอนได้ปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมาย 28,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน หลังจากครึ่งปีแรกมียอดโอน 10,800 ล้านบาท และคาดว่ากำไรในปีนี้จะสูงกว่าปีก่อน เพราะการโอนโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังที่เข้ามามากจะช่วยหนุนให้ยอดโอนและกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสนับสนุนกำไรทั้งปีให้เติบโตขึ้น

บริษัทคาดว่าแนวโน้มยอดขายและยอดโอนในไตรมาส 3/62 และไตรมาส 4/62 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/62 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของยอดขายและยอดโอน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV เริ่มมีผลบังคับใช้ทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงไปอย่างมาก และคาดว่าจะค่อยๆ เห็นการฟื้นตัวของภาพรวมตลาดในช่วงไตรมาส 3/62 อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ

ทั้งนี้ ปัจจัยท้าทายในช่วงครึ่งปีหลังมาจากตลาดคอนโดมิเนียมมีการชะลอตัว หลังจากกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นนักลงทุนและเก็งกำไรหายไปค่อนข้างมากจากผลของการบังคับใช้มาตรการ LTV กดดันยอดขายโครงการคอนโดฯ ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับกลุ่มลูกค้าต่างชาติส่วนหนึ่งมีการชะลอการซื้อ เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะลูกค้าต่างชาติยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย แต่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ คือ ความมั่นใจของลูกค้า เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว ทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอลงไปด้วย
1BED 34.50 ตรม.
1BED Plus 45.00 ตรม.


กำลังโหลดความคิดเห็น...