xs
xsm
sm
md
lg

ตามคาดอสังหาฯ"รายได้"ลด LTVกระทบรุนแรง ลุ้นศก.-รัฐฯผุดมาตรการฟื้นกำลังซื้อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลังการประกาศใช้มาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือ LTV ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็น"ยาแรง" ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บังคับใช้ ซึ่งฤทธิ์ของยา ได้ชะลอความความร้อนแรงของภาคอสังหาฯ โดยมุ่งควบคุมกลุ่มผู้เก็งกำไรและนักลงทุน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่า มีเรื่องของ"สินเชื่อสีเทา"หรือ"สินเชื่อเงินทอน"เกิดขึ้นในธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี หากมองในเรื่องการกำกับดูแลระบบการเงินของธนาคารพาณิชย์ เพราะหมายถึง หากผู้กู้ ขาดคุณสมบัติหรือไม่สามารถชำระหนี้ได้ ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบสินเชื่อภาคอสังหาฯ การเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระยะข้างหน้าได้

ล่าสุด บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทยอยแจ้งผลประกอบการในไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.) และงวด 6 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-มิ.ย.) หากพิจารณาโดยรวมแล้วเฉพาะไตรมาส 2 แล้ว รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ไม่รวมรายได้ค่าบริการ รายได้จากธุรกิจโรงแรม) ลดลง (พิจารณาตารางรวมรายได้และรายได้จากการขายอสังหาฯปี 62) แม้ว่า ในไตรมาส 2 นี้ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สัมมากรฯ และบริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ จะมีรายได้จากการขายที่สูง แต่ภาพรวมยังติดลบ (รวบรวมเฉพาะ 10 บริษัทที่แจ้งติดลบ 26%)

แต่หากมองในงวด 6 เดือนแรกปี 62 ในส่วนของรวมรายได้ แม้จะมีการปรับลดลงบ้าง แต่ยังมีอัตราเติบโต เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ ที่ช่วยประครองในครึ่งปีแรก อาทิเช่น บริษัท พฤกษาฯ รายได้ 19,662 ล้านบาท เพิ่ม 3% บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่สามารถทำรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาท (บวก 14%) บริษัท เอพี ไทยแลนด์ ทำรายได้สูงถึง 12,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% บริษัท โนเบิลฯ รายได้กระโดดมาเกือบ 4,400 ล้านบาท เติบโต 163% เนื่องจากในไตรมาส1 และ 2 บริษัทมีทั้งการรับรู้รายได้จากโครงการโนเบิล เพลินจิต และการขายที่ดินรอพัฒนาโครงการ จากโครงการโนเบิล รีวอลฟ์ รัชดา และโครงการโนเบิล รีวอล์ฟ รัชดา 2 เช่นเดียวกับบริษัท สัมมากรฯที่มีรายได้จากการขายอสังหาฯเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ตัวเลขที่ออกมา สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการยังรักษารวมรายได้ เนื่องจากในไส้ในแล้ว แต่ละบริษัทรายได้ค่าเช่าและค่าบริการ ค่านายหน้า รายได้จากการขายที่ดิน รายได้จากการบริหารชุมชน เพียงแต่สถานการณ์จะมาหนักและรุนแรงในไตรมาส 2 จาก LTV และสภาพเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากมองไปปี 2561 โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ของปี 61 ทั้งประเทศมียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย 92,500 หน่วย มูลค่า 339,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 16 ไตรมาสที่ผ่านมา

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN กล่าวเชื่อว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาฯในภาคอาคารชุดพักอาศัย อยู่ในภาวะถดถอย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศและนอกประเทศ สถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน และความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทาน

"แม้บริษัทจะได้เตรียมการรับมือกับมาตรการ LTV ด้วยการเร่งระบายสินค้า และจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ไปเป็นครึ่งหลังปี 62 แต่ผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว และสถานการณ์โดยรวมค่อนข้างรุนแรงมากกว่าที่ทางบริษัทได้ประเมินไว้ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งอุตสาหกรรม มิใช่เฉพาะกับบริษัทเท่านั้น เนื่องจากรายได้และยอดขายของบริษัทใน 9 เดือนแรก ส่วนใหญ่มาจากการขายและโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการพร้อมอยู่ โดยบริษัทเชื่อว่า ช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังดำเนินงานไปตามแผน และสถานการณ์ต่างๆ น่าจะคลี่คลายเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 "

อสังหาฯรายใหญ่ปรับลดเป้าเปิดโครงการ

"ภาพรวมตลาดอสังหาฯในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 62 นี้ มีมูลค่ารวม 99,841ล้านบาท หดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มูลค่า 107,942 ล้านบาท 8% ขณะที่ครึ่งปีแรกมีมูลค่าขายรวมที่ 200,650 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าขายรวม 231,547 ล้านบาท หรือลดลง 13% ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 41,906 ล้านบาท ลดลงถึง 24% ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตลาดเกิดการชะลอตัวลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อใหม่ หรือ LTV และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลให้กำลังซื้อลูกค้า และการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน รวมถึงผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศษรฐกิจ" นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH

และจากแนวโน้มดังกล่วา บริษัทมีการปรับแผนการลงทุนโครงการใหม่ ปรับเป้ารายได้และยอดขายในปีนี้ลง โดยในช่วงครึ่งปีที่เหลือนี้จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ 26 โครงการ มูลค่า 26,952 ล้านบาท เมื่อนับรวมกับ 14 โครงการใหม่ที่เปิดไปในช่วง 6 เดือนแรกจะทำให้ในปีนี้มีการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 40 โครงการคิดเป็นมูลค่ารวม 47,444 ล้านบาท จากแผนเดิมจะเปิดตัว 55 โครงการ มูลค่า 68,100 ล้านบาท รวมถึงลดเป้ายอดขายจาก 54,000 ล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท และลดเป้ารายได้จาก47,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดรับต่อสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน อนึ่งก่อนหน้า บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง ประกาศแผนลดเป้าเปิดโครงการ อาทิ บริษัท อนันดาฯ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ฯ บริษัทเสนาฯ

'เอพี'ระบุรายได้ครึ่งปีร่วมJVกว่า 16,160 ลบ.

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาครึ่งปีหลังว่า กำลังซื้อมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าระดับกลางถึงกลางบน ถ้าเป็นสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียมราคาเฉลี่ยไม่เกิน 200,000-250,000 บาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.) สินค้าแนวราบมีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ระดับราคา 3-10 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงาน ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เอพี สร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบและกลุ่มคอนโด (100% JV) ได้สูงถึง 16,160 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิ สูงถึง 1,565 ล้านบาท โดยหนึ่งในคีย์ไดรฟ์ยอดรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง จะมาจากการเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ LIFE สุขุมวิท 62 และ LIFE วัน ไวร์เลส ทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป พร้อมกันนี้บริษัทฯ ได้ปรับแผนการเปิดคอนโดมิเนียมใหม่ โดยเพิ่มการเปิดตัว RHYTHM เจริญกรุง-พาวิลเลี่ยน โครงการร่วมทุนโครงการที่ 18 มูลค่า 4,700 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีโครงการ พร้อมรอเปิดตัวใหม่อีกรวมทั้งสิ้น 19 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 26,800 ล้านบาท

สำหรับ ผลการดำเนินงานในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) บริษัทฯ สร้างยอดขายรวมได้แล้วถึง 24,060 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 14.7% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยแบ่งเป็นยอดขายจากสินค้าแนวราบมูลค่า 14,000 ล้านบาท เฉลี่ยยอดขายต่อสัปดาห์ประมาณ 451 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมมูลค่า 10,060 ล้านบาท ซึ่งยอดขายส่วนใหญ่มากจาก 4 โครงการใหม่ที่เปิดตัวไปแล้ว อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมีโครงการรอเปิดตัวใหม่อยู่ในแผนอีกรวมทั้งสิ้น 19 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 26,800 ล้านบาท

ภาพรวมตลาดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งอายุของคนซื้อที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ และมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกความท้าทายของผู้ประกอบการด้านอสังหาฯ ที่จะสร้างสรรค์ให้สินค้ามีความแตกต่าง โดดเด่นโดนใจผู้บริโภค โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ในการเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทุกช่วงชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์และครบวงจรที่สุด” นายอนุพงษ์กล่าว

ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 บริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมโครงการร่วมทุน(JV) มูลค่า 54,898 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบ มูลค่า 9,543 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ทั้งหมดภายในปีนี้ และคอนโดมิเนียมรวมโครงการร่วมทุน มูลค่า 45,355 ล้านบาท

SCทุ่ม3,000ลบ.รุกธุรกิจโรงแรม เปิด7ทำเล

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทเอสซี มั่นใจทำรายได้ 19,000 ลบ. เติบโตมากกว่า 20% และสำหรับครึ่งปีหลัง มีแผนเปิดโครงการใหม่ 10 โครงการ มูลค่ารวม 13,300 ล้านบาท ในขณะที่ยอดขายรอโอน หรือ backlog เท่ากับ 10,600 ล้านบาท 57% จะรับรู้รายได้ในปีนี้ จากทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง โดยมีคอนโดฯ 2 โครงการที่จะสร้างเสร็จและเริ่มโอนในครึ่งปีหลัง


สำหรับแผนรุกขยายธุรกิจใหม่ ทางบริษัทฯจะขยายพอร์ต Recurring Income เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยวางงบลงทุน 3,000 ล้านบาท สำหรับขยายธุรกิจใหม่ พัฒนาโรงแรมในกลุ่มราคา mid-to-upscale ทำเลกรุงเทพและเมืองท่องเที่ยว 7 แห่ง ภายใน 3 ปี (2562 - 2564) เพื่อเพิ่มสัดส่วนของกำไรสุทธิจาก Recurring Income ให้มากกว่า 1 ใน 4 หรือ 25%

อนันดาฯเร่งปั๊มยอดขายไตรมาส 3

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์ครึ่งปีแรก 2562 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับหลากหลายปัจจัยที่มากระทบ ส่งผลให้ภาพรวมเกิดการชะลอตัว และในครึ่งปีหลัง 2562 ถือเป็นจังหวะที่ดีที่ผู้ประกอบการจะเริ่มขยับตัว แนวโน้มอุปทานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ล่าสุด บริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ด้วยแคมเปญ “ คิด...เพื่อชีวิตคนเมือง” ตอกย้ำจุดยืนเพื่อคนเมือง Urban Living Solutions โดยได้คัดสรรโครงการคุณภาพพร้อมอยู่ ทั้งคอนโด (ติดรถไฟฟ้า) บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์กว่า 32 โครงการทั่วกรุงเทพฯ ครอบคลุมทุกเซ็กต์เม้นต์ ภายในงาน URBAN EXPO พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษสุด!!

อย่างไรก็ตาม การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% ลงมาเหลือ 1.50% นั่นจึงเป็น "คำตอบ" ที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจกำลังต้องการดูแล และเป็นการบริหารค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ แต่ในด้านของ "ธนาคารพาณิชย์" การลดดอกเบี้ย กับ การอนุมัติสินเชื่อ อาจจะสวนทางกัน เนื่องจากในปัจจุบัน ธนาคารฯค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ตัวเลขยอดปฎิเสธสินเชื่อในระบบยังอยู่ในระดับสูง หลายๆ โครงการอสังหาฯ ต้องปรับกลยุทธ์ในการมุ่งเน้นเจาะกลุ่มเรียลดีมานด์ การเปิดแบรนด์ใหม่ เพื่อสร้างโปรดักส์ที่ตอบโจทย์กลุ่มไลฟ์สไตล์และราคาที่เหมาะสม.
กำลังโหลดความคิดเห็น...