xs
xsm
sm
md
lg

กสิกรไทยกำไรครึ่งปีแรกลด 7.88% รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กสิกรไทยแจ้งกำไรสุทธิงวด 6 เดือน 1.99 หมื่นล้าน ลดลง 7.88% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง ขณะที่ NPL 3.40% จากปลายปีก่อนที่ 3.34% ขณะที่ธนชาตกำไรลดลง 4.71% หลังหมดสิทธิพิเศษทางด้านภาษี และเกียรตินาคินกำไรลด 11.9%

น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานสำหรับครึ่งปีแรกปี 2562 เมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกปี 2561 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 19,973 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน จำนวน 1,709 ล้านบาท หรือ 7.88% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น จำนวน 2,960 ล้านบาท หรือ 6.16% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยรับของเงินให้สินเชื่อและเงินลงทุน ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.30% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง จำนวน 5,475 ล้านบาท หรือ 17.46% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยและรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุนลดลง รวมทั้งการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัล แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้การชะลอตัวของเศรษฐกิจซึ่งมีผลต่อรายได้ของธนาคาร ธนาคารจึงพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้น จำนวน 1,087 ล้านบาท หรือ 3.33% แม้ว่าจะมีการตั้งสำรองเกษียณอายุของพนักงานเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ของพนักงานตามนโยบายการจ้างงานเฉพาะของธนาคารที่ไม่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน มีผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 43.89%

ส่วนผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2 ปี 2562 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2562 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 9,929 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน จำนวน 115 ล้านบาท หรือ 1.15% และลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น จำนวน 518 ล้านบาท หรือ 2.05% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยรับของเงินลงทุน ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.34% นอกจากนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จำนวน 1,392 ล้านบาท หรือ 11.38% ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากรายได้สุทธิจากการรับประกันภัย และรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุน รวมทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้น จำนวน 1,731 ล้านบาท หรือ 10.81% ส่วนหนึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายทางการตลาด และการตั้งสำรองเกษียณอายุของพนักงาน

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 ธนาคารและบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,256,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2561 จำนวน 101,203 ล้านบาท หรือ 3.21% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนสุทธิ สำหรับเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 อยู่ที่ระดับ 3.40% ขณะที่สิ้นปี 2561 อยู่ที่ระดับ 3.34% อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 อยู่ที่ระดับ 157.95% โดยสิ้นปี 2561 อยู่ที่ระดับ 160.60% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 อยู่ที่ 18.55% โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 16.19%

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2562 ยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก เมื่อเทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 2.80 ในไตรมาส 1 ปี 2562 เนื่องจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยืดเยื้อของการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ดี ภาพรวมการบริโภคภาคเอกชนยังสามารถประคองทิศทางการเติบโตไว้ได้ต่อเนื่อง แต่คงต้องติดตามสถานการณ์หนี้และการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือน รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี

**TBANK กำไร 6 เดือนลด 4.71% หมดสิทธิพิเศษทางภาษี**
นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (TBANK) กล่าวว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2562 จำนวน 3,592 ล้านบาท ลดลง 1.59% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษเพื่อรองรับการชดเชยกรณีพนักงานเกษียณและเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับใช้ เมื่อ 5 พ.ค.2562 ซึ่งทุกธนาคารก็มีการตั้งสำรองกรณีดังกล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2562 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 7,242 ล้านบาท ลดลง 4.71% จากงวดเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายทางภาษีเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีของธนาคารได้หมดไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 แต่หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานก่อนภาษี ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 918 ล้านบาท หรือ 10.58% การดำเนินธุรกิจของธนาคารยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งการขยายตัวของสินเชื่อซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่เติบโต 4.45% จากสิ้นปี และ 12.38% จากครึ่งปีแรกของปี 2561 รวมถึงการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้ NPL Ratio อยู่ในระดับต่ำ และการมีอัตราส่วนเงินกองทุนในระดับสูง

**เกียรตินาคินกำไรลด 11.9%
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)แจ้งผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 2,699 ล้านบาท ลดล 11.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) (ทุนภัทร) และบริษัทย่อย ได้แก่ บล.ภัทร และ บลจ.ภัทร จำนวน 327 ล้านบาท และในไตรมาส 2 ปี 2562 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 1,471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.7% เมื่อกับไตรมาส 1 ปี 2562 และลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจฯ มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 5,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอยู่ที่ 2,146 ล้านบาท ลดลง 2.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และรายได้อื่น 1,059 ล้านบาท รวมเป็นรายได้จากการดำเนินงานทั้งสิ้น 9,176 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากงวดเดียวกันของปี 2561 และสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 อยู่ที่ 315,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,721 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.8 จากสิ้นปี 2561

ด้านธุรกิจธนาคารพาณิชย์สำหรับไตรมาส 2 ปี 2562 สินเชื่อโดยรวมของธนาคารมีการขยายตัวที่ 2.1% จากสิ้นปี 2561 โดยมีการขยายตัวในสินเชื่อเกือบทุกประเภทยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการหดตัว ในส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หดตัว 2.7% จากสิ้นปี 2561 ในด้านคุณภาพของสินเชื่อ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 4.2% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ณ สิ้นปี 2561 ทางด้านธุรกิจบริหารหนี้ ธนาคารขายอสังหาริมทรัพย์รอการขายได้ในไตรมาส 2/2562 จำนวน 472 ล้านบาท และมีกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์รอการขาย 190 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจตลาดเงินสามารถทำรายได้ จำนวน 110 ล้านบาทในไตรมาส 2/2562 ทางด้านธุรกิจตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) (บล.ภัทร) มีส่วนแบ่งตลาด (SET และ mai ไม่รวมบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท) 8.89% ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่ง โดยเพิ่มขึ้นจาก 7.32% ในไตรมาส 1/2562

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งเงินกองทุนทั้งสิ้นได้รวมกำไรถึงปี 2561 ทั้งปีหลังหักเงินปันผลจ่าย อยู่ที่ 16.13% โดยเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 12.37% แต่หากรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 2/2562 จะส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเท่ากับ 17.29% และเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 13.53%
กำลังโหลดความคิดเห็น...