xs
xsm
sm
md
lg

จริงหรือ? AOT “มีแต่โตกับโต”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ท่าอากาศยานไทย” เติบโตต่อเนื่องหลัง “คิงเพาเวอร์” เสนอผลตอบแทนดิวตี้ฟรีเกินคาดกว่าเท่าตัว ผลักดันผลประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แถมอีกหลายโครงการทยอยแล้วเสร็จ หนุนรายได้ในส่วนอื่นๆ ปรับตัวเพิ่ม ดันราคาหุ้นขยับตัวขึ้น

ต้องยอมรับว่าช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาหุ้นของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ถือเป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นมากที่สุด เนื่องจากข่าวดีการประกาศตัวเลขผลตอบแทนขั้นต่ำของสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีและพื้นที่ค้าปลีกสนามบินสุวรรณภูมิ และดิวตี้ฟรีสนามบินเชียงใหม่, ภูเก็ต และหาดใหญ่ (สงขลา) ที่กลุ่มบริษัท “คิง เพาเวอร์” จ่ายให้กับ AOT รวม 3 สัญญาถึง 2.35 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งจะมีผลผลักดันให้ผลประกอบการในอนาคตของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จนส่งผลให้เกิดการแห่เก็งกำไรในหุ้น AOT เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากราคา 63.55 บาทในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม ขยับขึ้นเป็น 75.50 บาท เพิ่มขึ้น 11.95 บาทต่อหุ้น หรือ 18.80%

นั่นเพราะจากตัวเลขสัมปทานทั้ง 3 สัญญาฉบับใหม่ที่กลุ่ม “คิง เพาเวอร์” เสนอเป็นค่าตอบแทนให้กับบริษัทจะมีผลตั้งแต่ 28 กันยายน 2563 จนถึง 31 มีนาคม 2574 ในอัตราขั้นต่ำ (minimum guarantee) ปีแรกที่ 15.41 หมื่นล้านบาท จากนั้นปรับเพิ่มขึ้นทุกปีตามอัตราการเติบโตของผู้โดยสารและอัตราเงินเฟ้อ หรือเพิ่มขึ้นในรูปแบบรายเดือนในอัตรา 20% ของยอดรายได้จากการประกอบกิจการก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นรายได้ที่มีผลโดยตรงต่อการเติบโตของกำไรของ AOT อย่างชัดเจนนับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

กล่าวคือ จากปี 2561 บริษัทมีรายได้ 6.21 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 2.51 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่เกี่ยวกับกิจการการบิน (aeronautical revenue) 3.39 หมื่นล้านบาท หรือ 56% ของรายได้รวม และรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (nonaeronautical revenue) 2.65 หมื่นล้านบาท หรือ 44% ของรายได้รวม ขณะที่ปี 2562 หากประเมินจากการดำเนินงานปกติคาดว่า AOT มีศักยภาพในการทำกำไรได้มากกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากตัวเลขผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2561-31 มีนาคม 2562) พบว่ามีรายได้สะสมแล้ว 3.33 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1.4 หมื่นล้านบาท ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าเมื่อรวมกับผลดำเนินงานในช่วงอีก 6 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ AOT จะมีกำไรในปี 2562 ร่วม 3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกในปี 2563

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ปี 2564 เพราะ AOT จะรับรู้รายได้เพิ่มเติมจากรายได้จากค่าสัมปทานดิวตี้ฟรี 2 สัญญา และพื้นที่เชิงพาณิชย์ 1 สัญญา เข้ามาอีก 2.35 หมื่นล้านบาท บวกกับกำไรจากการดำเนินงานปกติ และจากการเปิดให้บริการอาคารแซตเทิลไลต์หลังใหม่ ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าตัวเลขกำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท เป็นต้นไป

เรื่องดังกล่าวแม้แต่ผู้บริหารใหญ่ของบริษัทอย่าง “นิตินัย ศิริสมรรถการ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย ยังยอมรับว่าผลตอบแทนจากค่าสัมปทานรวมทั้ง 3 สัญญาในรอบนี้ถือว่า AOT ได้รับผลตอบแทนสูงเกินที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทในอนาคต จากเดิมบริษัทคาดว่าในปี 2562 นี้จะมีรายได้จากค่าสัมปทานทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวนี้เต็มที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อถึงปี 2564 จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.35 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่าเท่าตัว

ไม่เพียงเท่านี้ AOT ยังมีโครงการใหม่ๆ ที่จะทยอยเกิดขึ้นเพิ่มเติมซึ่งจะส่งผลบวกต่อรายได้ในธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน เช่น การเปิดใช้อาคารแซตเทิลไลต์ (เฟส 2 สุวรรณภูมิ) ซึ่งเป็นทรานซิสเทอร์มินัล พื้นที่รวม 2.5 แสนตารางเมตร ซึ่งจะมีส่วนทำให้รายได้ในส่วนของกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการบินเพิ่มสูงขึ้นอีกราว 20-30% รวมถึงโครงการแอร์พอร์ตซิตี้ หรือแผนพัฒนาที่ดินบริเวณโดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเชิงพาณิชย์ ซึ่งบางกิจการจะเริ่มสร้างรายได้ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป โดยผู้บริหารของ AOT คาดว่าจากแผนงานดังกล่าวนี้คาดว่าจะทำให้สัดส่วนรายได้ระหว่างกิจการการบิน (aero) กับกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (non aero) ในปี 2564 เปลี่ยนเป็น 50:50 จากปัจจุบันที่อยู่ในสัดส่วน 56:44

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561-พฤษภาคม 2562 ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้ให้บริการเที่ยวบิน 6.06 แสนเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 3.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 3.28 แสนเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 6.23% และเที่ยวบินภายในประเทศ 2.78 แสนเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 0.79% ขณะที่มีผู้โดยสาร 97.23 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.78% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 57.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.72% และผู้โดยสารภายในประเทศ 40.17 ล้านคนลดลง 0.85% เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปริมาณผู้โดยสารที่ลดลงทั้งยุโรปและจีน แต่ในปี 63 คาดว่าปริมาณผู้โดยสารจะกลับมาโตตามฐานที่กำหนดได้ คาดว่าปีนี้อาจต้องปรับเป้าประมาณการผู้โดยสารลงเหลือ 2% จากเดิมตั้งเป้า 7-8%

ส่วนการพัฒนาสนามบินเพื่อเพิ่มขีดศักยภาพการรองรับของประเทศนั้น ขณะนี้มีแผนลงทุนเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่วงเงินรวม 2.02 แสนล้านบาท ประกอบด้วย โครงการสนามบินภูเก็ต แห่งที่ 2 วงเงินลงทุน 7.5 หมื่นล้านบาท รองรับ 10 ล้านคนต่อปี, โครงการสนามบินเชียงใหม่ แห่งที่ 2 รองรับ 10 ล้านคนต่อปี, โครงการอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ วงเงิน 4.2 หมื่นล้านบาท รองรับได้ 30 ล้านคนต่อปี, โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 3.2 หมื่นล้านบาท รองรับได้ 18 ล้านคนต่อปี รวมถึงโครงการรับโอน 4 สนามบินภูมิภาค ได้แก่ สนามบินอุดรธานี สนามบินสกลนคร สนามบินตาก และสนามบินชุมพร วงเงินลงทุน 3.5 พันล้านบาท โดยแผนทั้งหมดอยู่ระหว่างรอเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลใหม่พิจารณาเพื่อเดินหน้าดำเนินโครงการต่อไป

สำหรับท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2 และท่าอากาศยานเชียงใหม่ แห่งที่ 2 นั้น หากได้รับการอนุมัติลงทุนแล้วคาดว่าจะใช้เวลาจัดกรรมสิทธิ์และเวนคืนที่ดินประมาณ 1 ปีจากนั้นจะใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี คาดว่าจะเปิดบริการในปี 2568 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำสนามบินใหม่ทั้ง 2 แห่งให้เป็นสนามบินนานาชาติ (International Airport) เพื่อแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นในสนามบินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองระยะที่ 3 อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ควบคู่ไปกับขั้นตอนการเสนอโครงการไปยังฝ่ายนโยบาย

ส่วนโครงการอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 2 สุวรรณภูมิ (Terminal 2) เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมได้ส่งเรื่องชี้แจงกลับไปยังสภาพัฒน์และกระทรวงคมนาคมว่าต้องการผลักดันโครงการต่อไป หากได้รับอนุมัติจะเดินหน้าจัดจ้างงานออกแบบโครงการทันทีก่อนเปิดประมูลงานก่อสร้างตั้งเป้าแล้วเสร็จเปิดใช้งานในปี 2565-2566 สุดท้ายโครงการรับโอน 4 สนามบินนั้น ขณะนี้ได้หารือร่วมกับกรมธนารักษ์และกรมท่าอากาศยานจนได้ข้อสรุปชัดเจนแล้ว จึงส่งเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมพิจารณาเพื่อเสนอ ครม.เพื่อทราบต่อไป หากได้รับอนุมัติจะพัฒนาสนามบินอุดรธานีให้เป็น International Airport

เรียกได้ว่า AOT ยังมีข่าวดีๆ ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทในอนาคตเติบโตได้อย่างยั่งยืน และผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างเรื่อยๆ เช่นกัน



กำลังโหลดความคิดเห็น...