xs
xsm
sm
md
lg

ดึง “ดีเอสไอ” ปราบปั่นหุ้น / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คนใหม่ น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล ซึ่งรับตำแหน่ง 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา กำลังประเดิมผลงานชิ้นแรก โดยประสานความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในการปราบปรามการกระทำผิดในตลาดหุ้น

ก.ล.ต. กับดีเอสไอ ได้ทำบันทึกความตกลง ความร่วมมือบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ปี 2548 และภายในเดือนมิถุนายนนี้ จะลงนามในบันทึกความร่วมมือฉบับปรับปรุงใหม่ เพื่อให้การบังคับกฎหมายทันต่อสถานการณ์

และจะดึง ดีเอสไอ เข้ามาร่วมสืบสวนสอบสวน และทำคดีตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งเชิญตัวแทนเป็นที่ปรึกษาพิเศษ ในคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อให้การรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดมีความครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเฉพาะคดีปั่นหุ้น

การประสานความร่วมมือปราบปราบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ระหว่าง ก.ล.ต. กับดีเอสไอ กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ถือว่ายังล้มเหลวโดยตลอด เพราะพฤติกรรมการกระทำความผิดไม่ได้ลดลง

การปั่นหุ้นยังดำเนินต่อไป ผู้กระทำความผิดลอยนวล เพราะคดีถูกตัดตอน โดยดีเอสไอสั่งไม่ฟ้อง และมีหลายคดีที่อัยการลงความเห็นไม่ฟ้อง

การที่คดีปั่นหุ้นถูกตัดตอน ไม่ถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล ไม่มีการตรวจสอบว่า ความผิดพลาดการดำเนินคดีเกิดขึ้นจากจุดไหน

ข้อมูลพยานหลักฐานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตรวจสอบในเบื้องต้น และ ก.ล.ต.รวบรวมและสอบสวนลึกอ่อนเกินไป ขาดความครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่

และความเห็นของดีเอสไอ หรืออัยการที่ลงความเห็นสั่งไม่ฟ้องนั้น ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ เพราะทั้งสองหน่วยงาน ไม่เคยชี้แจงถึงเหตุผลการสั่งไม่ฟ้อง คดีปั่นหุ้น แม้บางครั้งสั่งตัดตอนคดีปั่นหุ้นนับสิบคดีในคราวเดียวก็ตาม

คดีความผิดในตลาดหุ้น ซึ่งถูกตัดตอน ทำให้ ก.ล.ต. ปรับแนวทางการดำเนินคดีใหม่ โดยหลีกเลี่ยงที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษทางอาญา แต่เปลี่ยนไปใช้มาตรการทางแพ่งแทน สั่งลงโดยโทษปรับ

การใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง ไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาอาชญากรรมในตลาดหุ้นที่ดี เพราะกลุ่มผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัว ไม่เข็ดหลาบจากการกระทำความผิด และยังก่อพฤติกรรมผิด สร้างความเสียหายให้ประชาชนผู้ลงทุนนับแสนๆ คนมาตลอด

แต่ ก.ล.ต.ไม่มีทางเลือก เพราะถ้าร้องทุกข์กล่าวโทษทางอาญา ทั้ง ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์จะเหนื่อยเปล่า

เวลาหลายปีทุ่มเทตรวจสอบ รวบรวมข้อมูลหลักฐาน จัดทำสำนวนร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่มีความหมายใด ในเมื่อคดีถูกตัดตอนก่อนเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล

ความพยายามดึงดีเอสไอเข้ามาร่วมมือ ปราบปรามการกระทำความผิดในตลาดหุ้น เป็นเจตนารมณ์ที่ดี และเป็นความพยายามอีกครั้งของเลขาธิการ ก.ล.ต. คนใหม่

และถ้าดีเอสไอให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง มีความมุ่งมั่นที่ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด เพื่อปกป้องนักลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนนับล้านคน การปราบปรามพฤติกรรมผิดในตลาดหุ้นจะบรรลุเป้าหมายแน่

การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามอาชญากรรมในตลาดหุ้นนั้น ก.ล.ต. ต้องดึงอัยการเข้าร่วมดำเนินคดีด้วย เพราะอัยการตัดตอนคดีหุ้นหลายคดีเหมือนกัน

คดีล่าสุดที่ทำให้เกิดข้อสงสัยการพินิจสั่งไม่ฟ้องคือ คดีอดีตผู้บริหาร บริษัท โปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) จำกัด (มหาชน) หรือ PRO จัดทำบัญชีเท็จ ซึ่ง ก.ล.ต. กล่าวโทษตั้งแต่ปี 2558 แต่อัยการเพิ่งมีคำสั่งไม่ฟ้องไม่นานมานี้ ขณะที่คดีเหลืออายุความอีกไม่กี่สัปดาห์

ทำให้ผู้บริหาร PRO ชุดใหม่ ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลหลักฐาน และติดต่อทนายฟ้องอดีตผู้บริหารที่สร้างความเสียหายให้ผู้ถือหุ้นได้ทัน

ถ้าอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก่อนหน้า ไม่ยืดเวลาจนคดีใกล้หมดอายุความ ผู้บริหาร PRO ชุดใหม่ คงมีเวลารวบรวมข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเองได้

แต่อัยการกลับยืดเวลา และมีคำสั่งไม่ฟ้องจนจวนเจียนคดีหมดอายุความ ทำให้อดีตผู้บริหาร PRO ลอยนวล

คดีใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น เอาเปรียบนักลงทุนทั่วไป คดีปั่นหุ้น สร้างความเสียหายให้นักลงทุนนับหมื่นรายในแต่ละกรณี ถือเป็นความผิดร้ายแรง โทษทางอาญาหนัก โทษทางแพ่งค่าปรับสูงระดับหลายร้อยล้านบาท หรือกว่าพันล้านบาท

ผู้กระทำผิดอาจยอมจ่ายเงินระดับ 100 ล้านบาท วิ่งเต้นล้มคดีได้ ทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่กลุ่มอาชญากรในตลาดหุ้นเกิดความย่ามใจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ส่วน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์จะกลายเป็นแค่เสือกระดาษ

เลขาธิการ ก.ล.ต.คนใหม่ เป็นอีกคนที่ต้องการเห็นการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ นักลงทุนได้รับความยุติธรรม โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร แม้แต่กลุ่มที่อาศัยคราบสื่อมวลชนเข้ามาหากินตลาดหุ้น

แต่ ก.ล.ต. เพียงหน่วยงานเดียวคงทำให้ตลาดหุ้นขาวสะอาด ปราศจากอาชญากรไม่ได้ ถ้าดีเอสไอและอัยการ ยังไม่มีจุดยืน หรืออุดมการณ์ในการปกป้องประชาชนผู้ลงทุนเช่นเดียวกับ ก.ล.ต.



กำลังโหลดความคิดเห็น...