xs
xsm
sm
md
lg

หนี้ครัวเรือนจ่อแซงGDP สัญญาณอันตรายทางศก.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนี้ภาคครัวเรือน” อีกหนึ่งปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจโต หลังกดดันการขยายตัวภาคเอกชน ล่าสุดสูงถึงระดับ 80% ของจีดีพี จนแบงก์ชาติต้องดึงนอน-แบงก์ร่วมแก้หนี้ ผ่านการขยายเวลา “คลีนิกแก้หนี้ ระยะที่2” เพื่อลดปัญหาทั้งระบบ ชี้ภาพรวม “หนี้ครัวเรือน”เริ่มกลับมาเร่งตัวกว่าจีดีพีอีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณอันตราย อีกทั้งพบพฤติกรรมส่วนมากผู้กู้คือรายเดิม และกลุ่มอายุน้อยเริ่มมีมากขึ้น

***ต้องยอมรับว่าตัวเลข“หนี้ภาคครัวเรือน” นับเป็นอีกสาเหตุที่กดดันภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันให้อยู่ในสภาพชะลอตัวลงเช่นกัน*** เรื่องดังกล่าวถูกยืนยันจากความเห็นจาก“ทิตนันท์ มัลลิกะมาส” เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งล่าสุดได้อธิบายเหตุผลการคงดอกเบี้ยของกนง.ที่ระดับ 1.75% ครั้งนี้ ว่า กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัวได้ที่ 3.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปีนี้ มีแนวโน้มใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่อยู่ที่ 1-4% โดยภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งยังสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยในประเทศที่ยังมีสูงในระยะข้างหน้า ทำให้กนง.เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อรอประเมินผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้นก่อน

โดยเศรษฐกิจที่ชะลอกว่าคาด มาจากการส่งออกที่ชะลอมากกว่าที่ประเมินไว้ ตามการชะลอของเศรษฐกิจโลก และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้แต่ได้รับแรงกดดันจาก “หนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง” ส่วนการจ้างงานโดยรวม เริ่มทรงตัวและมีสัญญาณชะลอลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เป็นผลมาจากความล่าช้าของโครงการลงทุน ด้านการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงต่อไป

สถานการณ์ดังกล่าว สอดคล้องกับความคิดเห็นของ “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กล่าวว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง ขึ้นลงอยู่ที่ระดับ 80% ของอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศ(จีดีพี) โดยจำนวนนี้ยังไม่รวมหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หนี้นอกระบบ ฯลฯ ซึ่งหนี้ครัวเรือนของไทยถือว่าสูงสุดหากเทียบกับประเทศพัฒนาในระดับเดียวกัน

จากสถานการณ์ดังกล่าว ธปท. ได้ดำเนินโครงการคลินิกแก้หนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน (บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ โดยมี บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ บสส.(SAM) เป็นผู้ดำเนินการสำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระ 90 วันขึ้นไป(หนี้เสีย) ของธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่ 2 แห่ง ล่าสุดได้ขยายแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์. พ.ศ.2541 เพื่อให้ บสส. สามารถรับบริหารหนี้จากสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร(นอนแบงก์) ได้

ทำให้ ธปท.ขยายโครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2 เพื่อให้มีผู้ที่มีหนี้เสียของนอนแบงก์สามารถเข้าร่วมโครงการ โดยมีนอนแบงก์ 19 แห่ง เข้าร่วมโครงการแล้ว ทำให้เมื่อรวมกับธนาคารพาณิชย์ 16 แห่งที่ร่วมโครงการอยู่แล้ว จะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการกว่า 35 แห่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงการคลินิกแก้หนี้ครอบคลุมสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเกือบทั้งระบบ และผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป

“คลิกนิกแก้หนี้ดำเนินการมา 2 ปี มีลูกหนี้ติดต่อเข้าโครงการกว่า 3.7 หมื่นรายแต่คุณสมบัติไม่ตรงเพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้นอนแบงก์และบางส่วนยังไม่เป็นหนี้เสีย จึงมีผู้เข้ารวมโครงการทั้งสิ้น 1,500 ราย เฉลี่ยเป็นหนี้เสียกับ 3 แห่ง วงเงินต่อรายราว 3 แสนบาท มีลูกหนี้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นและออกจากโครงการจำนวน 16 ราย ทั้งนี้ข้อมูลลูกค้าที่มีหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ ที่มีหนี้เสียตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป มีกว่า 4.9 แสนราย มูลหนี้รวม 4.9 หมื่นล้านบาท เราคาดหวังเมื่อขยายคลินิกแก้หนี้แล้ว คาดว่าหากมีลูกหนี้สามารถเข้าร่วมโครงการได้ถึงแสนราย จะเป็นผลดีต่อลูกหนี้และภาพสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทย” นายวิรไท กล่าว

ขณะเดียวกัน นอกจากการแก้ไขปัญหาหนี้ ธปท. ยังมีการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินผ่านเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่(มาตรการแอลทีวี) และมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อจำนำทะเบียน รวมทั้งการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะยุคดิจิทัลที่ประชาชนจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

ด้าน "ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์" หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยด้านระบบการเงิน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2561) พบว่า ณ สิ้นปี 2561 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 78.6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ถือได้ว่าปริมาณหนี้ครัวเรือนไทยเริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้น คือมีอัตราการขยายตัวเร็วกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล

นอกจากนี้ยังพบว่าหนี้เหล่านี้เป็นหนี้เสียมากขึ้นด้วย รวมถึงยังพบว่าหนี้ครัวเรือนที่ขยายตัวขึ้นเกิดจากผู้กู้กลุ่มเดิม และมีพฤติกรรมกู้เพิ่มเป็นหลายบัญชีมากขึ้น และการก่อหนี้ในกลุ่มที่อายุน้อยลงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะหากปล่อยให้หนี้ครัวเรือนพุ่งแรงแซงหน้าขยายตัวของเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและการขับเคลื่อนประเทศในระยะข้างหน้า


กำลังโหลดความคิดเห็น...