xs
xsm
sm
md
lg

สรรพสามิตปรับเพิ่มภาษียาเส้นเป็น 0.1 บาท/กรัม ขยายเวลาเก็บภาษีบุหรี่ตามกฎหมายใหม่อีก 1 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




สรรพสามิตปรับภาษีมอเตอร์ไซค์ตามขนาด CC จะส่งผลกระทบให้ราคามอเตอร์ไซค์ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 100-200 บาท/คัน ทำให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 600-800 ล้านบาท พร้อมปรับเพิ่มอัตราภาษียาเส้นเป็น 0.1 บาท/กรัม และขยายเวลาการใช้อัตราภาษีบุหรี่ใหม่ที่ 20% และ 40% ออกไปอีก 1 ปี

นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต กล่าวถึงมติ ครม.วันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ได้อนุมัติให้กรมสรรพสามิตปรับโครงสร้างภาษีรถมอเตอร์ไซค์ใหม่โดยอิงจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ว่า ปัจจุบันรายได้จากภาษีสรรพสามิตรถมอเตอร์ไซค์จะมีประมาณปีละ 2 พันล้านบาท แต่หลังจากมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่แล้วจะทำให้กรมสรรพากรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกราวปีละ 600-800 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 30-40%

ส่วนผลกระทบต่อตัวผู้ซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ในประเทศนั้น ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กล่าวว่า โดยเฉลี่ยจะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 100-800 บาทต่อคัน เนื่องจาก 90% ของจำนวนรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตขายในประเทศต่อปีเกือบ 1.5 ล้านคันต่อปี จะเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่มีขนาด CC ต่ำกว่า 150 CC แต่ในโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถมอเตอร์ไซค์เดิมที่กำหนดอัตราภาษีจากขนาด CC เครื่องยนต์นั้น ได้กำหนดว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดต่ำกว่า 150 CC ให้เก็บภาษีสรรพสามิตในอัตรา 0%, ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาด 150 CC เก็บภาษีที่ 2.5%, มากกว่า 150 CC แต่ไม่เกิน 500 CC เก็บ 4%, มากกว่า 500 CC แต่ไม่เกิน 1 พัน CC เก็บภาษี 8% ,และที่มากกว่า 1,000CC เก็บภาษี 17%

นายณัฐกรยังย้ำถึงวัตุประสงค์ของการการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถมอเตอร์ไซค์ใหม่ดังกล่าวนั้นจะเป็นการจัดเก็บภาษีตามหลักการปล่อยมลพิษ โดยเฉพาะการลดฝุ่น PM 2.5 และยังเป็นการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อประหยัดพลังงานในอนาคตอีกด้วย และภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่ารถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ เช่น รถ Big bike จะต้องมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นเสมอไป เนื่องจากหากเป็นรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ได้ในระดับที่ต่ำลงได้แล้วก็จะสียภาษีในอัตราที่ต่ำลง ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กแต่เครื่องยนต์อาจไม่มีประสิทธิภาพ อาจต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นก็ได้

อย่างไรก็ตาม ประชุม ครม.ที่ผ่านมายังให้ความเห็นชอบกับการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาเส้น และอัตราภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่หลังเทียงคืนที่ผ่านมา โดยให้ปรับเพิ่มภาษีตามปริมาณเป็น 0.1 บาท/กรัม จากเดิมที่เคยจัดเก็บ 0.005 บาท/กรัม เพื่อลดช่องว่างของราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตและราคายาเส้นลงให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้นราว 17 เท่า จากเดิมที่ต่างกันกว่า 300 เท่า

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติให้กรมสรรพสามิตขยายเวลาการจัดเก็บภาษียาสูบบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกแนะนำที่ไม่เกินซองละ​ 60​ บาท​ โดยให้เสียภาษีที่อัตรา​ 20% และภาษีบุหรี่ตามราคาปลีกแนะนำที่เกินซองละ 60 บาท ในอัตรา 40% ออกไปอีก​ 1​ ปี​ จากเดิมที่เคยกำหนดให้กรมสรรพาสามิตทำการจัดเก็บภาษีบุหรี่ทั้งที่มีราคาขายปลีกแนะนำซองละ 60 บาท และที่มีราคาขายปลีกแนะนำซึ่งเกิน 60 บาทในอัตราเดียว คือ 40% ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 62 เป็นต้นไป

สำหรับการขยายเวลาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ออกไปอีก 1 ปีนั้นก็เนื่องจาก หลัง ครม.เคยมีมติให้ปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตยาสูบเมื่อเดือน ต.ค.ปีก่อน ได้ส่งผลให้ราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตสูงขึ้น จนส่งผลกระทบให้การสูบบุหรี่มวนปรับตัวลดลง โดยผู้บริโภคบุหรี่หันมานิยมสูบยาเส้นเพิ่มขึ้นอย่าวต่อเนื่องจนทำให้รายได้การจัดเก็บภาษียาเส้นเพิ่มขึ้นราว 2 เท่าตัว คือ เพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านกิโลกรัม มาเป็น 26 ล้านกิโลกรัม ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและผู้นำเข้า ตลอดจนเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของตัวผู้บริโภค เนื่องจากยาเส้นดังกล่าวถูกนำไปทำเป็นบุหรี่มวนเองโดยไม่มีก้นกรอง ทำให้ผู้บริโภครับสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงจำนวนคดีของบุหรี่เถื่อนที่เพิ่งสูงขึ้นจากเดิมราว 30% ด้วย

ทั้งนี้ หลัง ครม.ได้มีมติดังกล่าวแล้วกรมสรรพสามิตคาดว่าในปีงบประมาณ 62 จะมีรายได้จากภาษีบุหรี่ราว 6 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่เคยคาดการณ์หากจัดเก็บในอัตราภาษีตามโครงสร้างของกฎหมายใหม่แล้วจะทำให้มีรายได้จากภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 6-7 พันล้านบาท/ปีงบประมาณ


กำลังโหลดความคิดเห็น...