xs
xsm
sm
md
lg

ปรับตัวสู่ Fintech และ Digital Banking

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

กัญจน์ ปัญจทรัพย์สิน นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวโน้ม Fintech และ Digital Banking มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และพื้นฐานสังคม และกำลังจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ช่วยเพิ่มศักยภาพในระบบเศรษฐกิจและการลงทุน ลดต้นทุนทางธุรกรรมที่ซ้ำซ้อน

กัญจน์ ปัญจทรัพย์สิน นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการการเงินและธนาคารมากมาย ซึ่งสะท้อนมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือเรื่อง Fintech ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 เติบโตกว่าเท่าตัวจากปี 2560 และเรื่อง Digital Banking ที่คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 โดยในปัจจุบัน Fintech และ Digital Banking ได้ส่งผลให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยแนวโน้ม 4 ปัจจัยหลักได้แก่

1. AI (Artificial Intelligence) - ถ้าอธิบายง่ายๆ AI ก็คือการทำให้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรมีความคิดความอ่านเหมือนมนุษย์ เพื่อให้มันตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนแทนมนุษย์ได้ ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นการนำ AI มาใช้ในการให้บริการ เช่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ของธนาคารที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน (Personalization) การใช้ Chatbot แทนมนุษย์ในการสนทนา หรือการนำ AI มาช่วยในการให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละคน ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ OCBC ซึ่งเป็นธนาคารในสิงคโปร์ที่มีบริการ Voice Banking ซึ่งโต้ตอบกับผู้ใช้อัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถสอบถามข้อมูลทั่วไป เช่น สภาพตลาด อัตราดอกเบี้ย หรือขอคำปรึกษาในการวางแผนทางการเงินได้ โดยจากผลสำรวจของ Juniper Research พบว่า Chatbot สามารถประหยัดเวลาไปได้โดยเฉลี่ย 4 นาทีต่อ Enquiry เมื่อเทียบกับ Call Center นอกจากนี้ OCBC ยังมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับประกันที่ใช้เทคโนโลยี AI ด้วย กล่าวคือ เมื่อเราประสบอุบัติเหตุรถยนต์และเกิดความเสียหายที่ตัวรถ เราสามารถใช้แอพพลิเคชั่นนี้สแกนเพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ และระบบจะทำการส่งข้อมูลไปยังบริษัทประกันโดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องรอพนักงานบริษัทประกันมาเคลม

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของ AI คือความสามารถในการเก็บและใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ โดยในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งในด้านความพร้อมของข้อมูล (Data Readiness) และการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ (Talent Shortage) แต่ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีการใช้ AI อย่างแพร่หลายในอนาคตอันใกล้

2. Digital Bank - เราคงได้ยินมาสักพักแล้วว่า ธนาคารหลายแห่งมีการปรับลดจำนวนสาขาลง และเน้นการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน ทุกวันนี้เราสามารถทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน ลงทุน สมัครบัตรเครดิต หรือขอสินเชื่อ ในส่วนของ Physical Branch ในอนาคต จะอยู่ในรูปแบบ Smart Branch ที่นำ Automation มาใช้มากยิ่งขึ้น และลดจำนวนพนักงานและเคาน์เตอร์ให้บริการลง ตัวอย่างเช่น SCB Express ที่เป็นสาขาที่เน้นการทำธุรกรรมผ่านตู้อัตโนมัติ แต่ยังคงมีพนักงานช่วยให้คำแนะนำอยู่ หรือ TMB Digital Branch Banking Experience ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างประสบการณ์การใช้บริการแบบใหม่ให้กับลูกค้า เช่น การนัดหมายล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ (New Queue Platform) และ VDO Conference เพื่อให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจาก TMB Advisory โดยจากผลสำรวจของ McKinsey พบว่า Smart Branch สามารถลดต้นทุนต่อสาขาได้กว่าร้อยละ 35 และเพิ่มกำไรต่อสาขาได้กว่าร้อยละ 50

นอกจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสาขาแล้ว ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Marcus by Goldman Sachs ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลของ Goldman Sachs ที่ไม่มีสาขาและให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลโดยเฉพาะ (Digital-Only Bank) มีการให้บริการทั้งเงินฝากและสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าปกติ โดยตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการในปี 2560 มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 2 ล้านคนและมียอดรวมเงินฝากกว่า 27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (พฤศจิกายน, 2561)

3. Biometric Technology - ในวงการการเงินและธนาคาร แน่นอนว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ปัจจุบันเราเห็นการยืนยันตัวตนโดยใช้การสแกนใบหน้าหรือสแกนลายนิ้วมือเข้ามาแทนที่การใช้รหัสตัวเลข ทั้งนี้ การนำ Biometric มาใช้ไม่ได้จำกัดเฉพาะขั้นตอนการโอนเงิน แต่รวมถึงการเปิดบัญชีที่ต้องมีการยืนยันตัวตนด้วย ตัวอย่างในไทยคือฟีเจอร์ Easy E-KYC ของ SCB ที่ทำให้เราสามารถเปิดบัญชีผ่านแอพพลิเคชั่น SCB Easy ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฟีเจอร์นี้ยังอยู่ในการพัฒนาภายใต้ความควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ (Sandbox) ดังนั้นจะยังเปิดได้เฉพาะบัญชีออมทรัพย์เท่านั้น อีกตัวอย่างคือ Seven Bank ในประเทศญี่ปุ่นที่มีการพัฒนาระบบยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบหน้าสำหรับผู้ที่จะเปิดบัญชีผ่านตู้ ATM ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็น Biometric มีขอบเขตและบทบาทในการยืนยันตัวตนมากยิ่งขึ้น

4. Open Banking - ในปัจจุบันมีผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมการเงินและธนาคารจำนวนมาก เพื่อเป็นการเพิ่มการแข่งขันในตลาดและยกระดับการให้บริการ จึงเริ่มมีการส่งเสริมให้มีการแบ่งปันข้อมูลผ่าน Application Programming Interfaces (APIs) เปรียบเทียบง่ายๆ เช่น บางเว็บไซต์ที่ให้เข้าสู่ระบบผ่าน Facebook นั่นหมายความว่าเว็บไซต์นั้นแบ่งปันข้อมูลกับ Facebook นั่นเอง ในส่วนของธนาคาร ก็หมายความว่า ธนาคารทำการตกลงแบ่งปันข้อมูลของลูกค้ากับบุคคลที่สาม (Third Party) เช่น Fintech เพื่อให้เกิดการพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าและสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยสิ่งที่ธนาคารมี คือ ฐานลูกค้าและข้อมูลลูกค้า ส่วน Fintech มีนวัตกรรมและบริการ ตัวอย่าง Open Banking เช่น ความร่วมมือระหว่าง Chase ธนาคารในสหรัฐฯ กับ Intuit ซึ่งให้บริการแพล็ตฟอร์มบริหารจัดการเงินและวางแผนภาษีสำหรับทั้งบุคคลและธุรกิจ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำให้มีความสะดวกและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากข้อมูลผู้ใช้งานมีการเชื่อมต่อกันโดยตรง และผู้ใช้งานสามารถกำหนดความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...