xs
xsm
sm
md
lg

ชี้ชะตา Brexit บทสรุปทางออกอังกฤษก่อนวันกำหนดเส้นตาย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นับถึงขณะนี้เหลือเวลาเพียงประมาณสองสัปดาห์เท่านั้น ก่อนจะถึงกำหนดเส้นตายที่สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มีนาคม 2562 โดยในช่วงวันที่ 12-14 มีนาคม 2562 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อการตัดสินว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปโดยปราศจากเงื่อนไข (No deal) หรือไม่ โดยรัฐสภาสหราชอาณาจักรจะลงมติในวันที่ 12 มีนาคม 2562 เพื่อพิจารณาร่างข้อตกลงออกจากสหภาพยุโรปอีกครั้ง นับจากการลงมติครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการลงมติชี้ชะตาครั้งที่ 2 (The Second Meaningful Vote) ว่า รัฐสภาจะตัดสินใจอย่างไรต่อร่างข้อตกลงออกจากสหภาพยุโรป เพื่อให้การค้าและบริการ การเคลื่อนย้ายทุน และแรงงานระหว่างกัน ในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นไปโดยราบรื่น

การลงมติของรัฐสภาในวันที่ 12 มีนาคม 2562 เพื่อพิจารณาร่างข้อตกลงออกจากสหภาพยุโรปอีกครั้งหนึ่ง นับจากการลงมติครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการลงมติชี้ชะตาครั้งที่ 2 ว่า รัฐสภาจะยังคงสนับสนุนแผนการของรัฐบาลเพื่อให้สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรปภายใต้ข้อตกลงต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเมย์ จะเสนอร่างข้อตกลงออกจากสหภาพยุโรปต่อรัฐสภาเพื่ออภิปรายและลงมติต่อร่างข้อตกลง หากรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบแล้ว สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรปตามขั้นตอนทางกฏหมายในวันที่ 29 มีนาคม 2562 โดยมีระยะเปลี่ยนผ่าน 21 เดือนไปจนถึงวันที่ 31 ธันาคม 2563 อันจะช่วยให้กระบวนการออกจากสหภาพยุโรปเป็นไปโดยราบรื่น แต่ถ้าหากรัฐสภามีมติไม่ผ่านความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีเมย์จะเสนอให้รัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบต่อการออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีเงื่อนไข (No deal) ในรุ่งขึ้น (วันที่ 13 มีนาคม 2562) ในกรณีที่รัฐสภาไม่เห็นด้วย นายกรัฐมนตรีเมย์จะเสนอต่อรัฐสภาให้ลงมติเพื่อขยายเวลาเลื่อนวันเริ่มต้นออกจากสหภาพยุโรปต่อไป โดยจะมีการลงมติในวันถัดไป (วันที่ 14 มีนาคม 2562)

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งนายกรัฐมนตรีเทเรซ่า เมย์ ได้เดินทางไปเจรจากับนายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานสหภาพยุโรป และ นายฌอง คล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ณ นครสตาร์สบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 นายกรัฐมนตรีเมย์ได้กล่าวว่า สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปต่างเห็นพ้องที่จะประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันว่า (i) สหราชอาณาจักรจะสามารถออกประกาศฝ่ายเดียว (Unilateral Declaration) โดยไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะสกัดกั้นสหราชอาณาจักร หากเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตาม Backstop เพื่อเป็นหลักประกันว่า Backstop จะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น (ii) สหภาพยุโรปจะไม่ดำเนินความพยายามที่จะยับยั้งสหราชอาณาจักร หากไม่ปฏิบัติตาม Backstop อันจะผูกมัดให้สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปร่วมกันดำเนินการสร้างทางเลือก (Alternative arrangement) (iii) ถ้อยแถลงความมุ่งมั่นระหว่าง สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป เพื่อเจรจากำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันในอนาคตให้บังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ นายยุงเกอร์ ยังยืนยันด้วยว่า สหราชอาณาจักรได้รับโอกาสครั้งที่ 2 จากผู้แทนสหภาพยุโรปแล้ว แต่จะไม่ได้รับโอกาสเพิ่มเติมอีกเป็นครั้งที่ 3 สะท้อนว่า สหภาพยุโรปต้องการกดดันให้นักการเมืองฝ่ายต่างๆในสหราชอาณาจักรร่วมกันแสวงหาข้อยุติให้ได้

เมื่อพิจารณาถึงการอภิปรายและลงมติต่อร่างข้อตกลงของรัฐสภาสหราชอาณาจักรในวันที่ 12 มีนาคม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลการลงมติต่อร่างข้อตกลงของรัฐสภาสหราชอาณาจักร จะเป็นไปได้ใน 3 กรณี (Scenarios) คือ

1. รัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบต่อร่างข้อตกลงดังกล่าว ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า แนวทางนี้เป็นไปได้น้อยมาก หรือไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเมย์ ยังเผชิญข้อจำกัดในการประนีประนอมเพื่อรวบรวมเสียงข้างมาก และปัญหาการขาดเอกภาพในพรรคอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาจัด เช่น กลุ่ม European Research Group: ERG ที่พร้อมจะแตกแถวเพื่อคัดค้านการรอมชอมกับกลุ่มเห็นต่าง แม้จะต้องออกจากสหภาพยุโรปโดยปราศจากเงื่อนไขก็ตาม

2. รัฐสภาลงมติไม่เห็นชอบต่อร่างข้อตกลง แต่ผลต่างระหว่างคะแนนเห็นชอบกับคะแนนไม่เห็นชอบต่างกันไม่มาก (อาจไม่เกิน 50 เสียง) ในกรณีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นายกรัฐมนตรีเมย์ จะต้องประนีประนอมกับกลุ่มเห็นต่างเพื่อหาข้อยุติให้ได้ หากจำเป็นต้องขยายเวลาการออกจากสหภาพยุโรปออกไป แต่คาดว่าจะใช้เวลาในการหาข้อสรุปไม่นานนัก และสหภาพยุโรปอาจจะเห็นพ้องให้ขยายเวลาออกไปอีกไม่เกิน 1 เดือน หรือจนสิ้นสมัยประชุมรัฐสภายุโรปในช่วงวันที่ 18 เมษายน 2562 และ

3. รัฐสภาลงมติไม่เห็นชอบต่อร่างข้อตกลงดังกล่าว โดยผลต่างระหว่างคะแนนเห็นชอบกับคะแนนไม่เห็นชอบต่างกันมาก ในกรณีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นายกรัฐมนตรีเมย์ จะต้องใช้เวลาเจรจากับกลุ่มที่มีความเห็นต่าง รวมถึงโน้มน้าวสหภาพยุโรป เพื่อร่วมกันหาข้อยุติ โดยอาจจะขยายเวลาออกไปอีกประมาณ 3 เดือน หรือก่อนเปิดสมัยประชุมของสมาชิกรัฐสภายุโรปชุดใหม่ (ช่วงก่อนวันที่ 2 กรกฏาคม 2562)

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเทเรซ่า เมย์ อาจถูกท้าทายภาวะผู้นำอันจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยอาจจะมีการเสนอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต่อรัฐสภา (Vote of No Confidence) และนายกรัฐมนตรีจะต้องลาออกหากแพ้มติ หรือการเสนอให้มีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนครบวาระ (General Election) ซึ่งต่างมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำการเจรจากับสหภาพยุโรป รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเจรจาต่อรอง ทั้งยังอาจจะมีการเสนอให้ลงประชามติครั้งที่ 2 (Second Referendum) ตามแนวทางของพรรคแรงงาน เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนร่วมหาทางออก แม้ว่านายกรัฐมนตรีเมย์ จะปฏิเสธแนวทางดังกล่าวนี้มาโดยตลอด

จากทั้ง 3 กรณีข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า รัฐสภาจะลงมติไม่เห็นชอบต่อร่างข้อตกลงของรัฐสภาในวันที่ 12 มีนาคม โดยคะแนนไม่เห็นชอบจะสูงกว่าคะแนนเห็นชอบสูง เป็นกรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด (Most likely scenario) โดยเทียบเคียงกับผลการลงคะแนนเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ที่มีคะแนนไม่เห็นชอบสูงกว่าเห็นชอบ ซึ่งมีคะแนนห่างกันมากเกิน 200 เสียง และผลการลงคะแนนล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่มีสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมงดออกเสียงจำนวนสูงถึง 67 คน ขณะที่คะแนนไม่เห็นชอบสูงกว่าเห็นชอบ 44 เสียง จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ผลการลงมติในวันที่ 12 มีนาคม จะมีคะแนนไม่เห็นชอบที่ทิ้งห่างคะแนนเห็นชอบเกินกว่า 50 เสียง โดยสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมจำนวนหนึ่งอาจยังไม่เห็นด้วยกับร่างข้อตกลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคาดการณ์ผลการลงมติที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันที่ 13 และ 14 มีนาคม 2562 หากรัฐสภาลงมติไม่เห็นชอบต่อร่างข้อตกลง นายกรัฐมนตรีเมย์จะเสนอให้รัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบต่อการออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีเงื่อนไข (No deal) ในวันที่ 13 มีนาคม 2562 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า รัฐสภาจะลงมติไม่เห็นชอบต่อการออกจากที่ปราศจากเงื่อนไข กล่าวคือ รัฐสภาต้องการให้มีข้อตกลงออกจากสหภาพยุโรป หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีเมย์จะเสนอต่อรัฐสภาให้ลงมติเพื่อขยายเวลาเลื่อนวันเริ่มต้นออกจากสหภาพยุโรปต่อไป ในวันที่ 14 มีนาคม 2562 ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า รัฐสภาจะลงมติให้ขยายเวลาเลื่อนวันเริ่มต้นออกจากสหภาพยุโรปตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนออกไปอีก ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรจำเป็นต้องยื่นความจำนงต่อรัฐสภาสหภาพยุโรป และจะต้องได้รับฉันทานุมัติจากสมาชิกทุกประเทศ โดยรัฐบาลจะต้องจัดทำตารางเวลาและกำหนดวันออกจากสหภาพยุโรปขึ้นมาใหม่

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า มีความเป็นไปได้ที่ไม่อาจหาข้อยุติจากกลุ่มการเมืองที่มีความเห็นต่าง จนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนกำหนดเวลาวันเริ่มต้นออกจากสหภาพยุโรปที่ได้รับการขยายเวลาเลื่อนออกไปใหม่อีกครั้ง แต่หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางสหภาพยุโรปได้แสดงท่าทีแล้วว่าจะไม่ให้โอกาสเจรจาใหม่เป็นครั้งที่สาม ซึ่งสหราชอาณาจักรอาจจำเป็นจะต้องกลับไปใช้ร่างข้อตกลงเดิม แม้จะมิใช่เงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่มการเมืองต่างๆ จากความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดว่า ความไม่แน่นอนดังกล่าวจะส่งผลต่อความผันผวนในภาคการเงิน โดยเฉพาะผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดการเงิน กดดันให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่า รวมถึงการลดการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเงินปอนด์ ตลอดจนการชะลอการตัดสินใจลงทุนที่อาจส่งผลให้การผลิตรวมของสหราชอาณาจักรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ

ขณะในส่วนของประเทศไทยคาดว่าจะได้รับผลกระทบระยะสั้น จากความผันผวนของค่าเงินปอนด์ ขณะที่ในระยะยาว ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากสหราชอาณาจักรมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับไทยในสัดส่วนที่ต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยโดยรวมน้อย


กำลังโหลดความคิดเห็น...