xs
xsm
sm
md
lg

“CPALL” แกร่งไม่สะเทือนค้าปลีกซบ! กระแสเงินสดดี & บริหารสินค้าเยี่ยม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน 360 - ภาพรวมธุรกิจ “ซีพี ออลล์” แข็งแกร่ง ความกังวลธุรกิจค้าปลีกปี 2562 ซบเซา ไม่อาจกดดันอัตราการเติบของผลประกอบการจากยอดขายแต่ละสาขาที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งแผนขยายเพิ่มสาขายังสนับสนุน แถมแผนกกระตุ้นยอดขายเวิร์ก โบรกฯ ชูจุดแข็งธุรกิจอิงกับความต้องการอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวัน ทำให้มีความเป็น Defensive อีกทั้งกระแสเงินสดจากการดำเนินงานดีมาก และมีการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และระบบลอจิสติกส์ดี

จากกรณี ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย คาดการณ์ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกไทยช่วงครึ่งปีแรก 2562 อาจไม่สามารถขยายตัวหรือเติบโต 0% พร้อมประเมินภาพรวมธุรกิจค้าปลีกทั้งปีนี้ว่าจะทรงตัว หรือเติบโตประมาณ 3-3.1% เนื่องจากความกังวลสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐยังไม่ชัดเจน รวมถึงราคาสินค้าเกษตรยังชะลอตัว เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกลุ่มค้าปลีก ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจทำให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจในกลุ่มเผชิญปัจจัยลบเข้ามากดดันผลดำเนินงาน โดยหุ้นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด หนีไม่พ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL)

ทั้งนี้ ทีมงาน ผู้จัดการรายวัน 360 ͦ จึงรวบรวมความคิดเห็นจากบริษัทหลักทรัพย์ต่อทิศทางการดำเนินงานของบริษัท เพื่อขยายภาพธุรกิจของ CPALL ในปี 2562 ให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น โดยเริ่มที่ บล. หยวนต้า มีมุมมองต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก ว่า เหตุผลที่ให้น้ำหนักกลุ่มค้าปลีก “มากกว่าตลาด” เนื่องจาก 1) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค. ฟื้นตัวเป็น 80.7 จุด ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายปีที่ผ่านมา คาดหุ้นในกลุ่มนี้จะเติบโตเด่นสุดกว่าทุกไตรมาสของปี 2561 หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5% อีกทั้งการเติบโตของยอดขายในสาขาเดิมยังเป็นบวกและเร่งขึ้นจากไตรมาส 3/61 โดย CPALL ถือเป็น Top Pick ของกลุ่ม เหตุผลเพราะด้วยแรงหนุนจากกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นจากผลฤดูกาล บวกกับแผนกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดโปรโมชัน เช่น โปรโมชันแสตมป์ของ CPALL ได้รับการตอบรับที่ดี ขณะเดียวกัน กลุ่มค้าปลีก โดยรวมยังสามารถเพิ่มมาร์จินได้ 20 ถึง 50 bps จากการเพิ่มสินค้าที่มีมาร์จินสูง โดยเฉพาะ Private Brand หนุนกำไรโดยรวมของกลุ่มเติบโตเด่นสุดกว่าทุกไตรมาสในปีที่ผ่านมา

สอดคล้องกับผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) เดือน ม.ค.2562 ที่ 80.7 จุด ขยับขึ้นจากเดือน ธ.ค.2561 ที่ 79.4 จุด และเดือน พ.ย.2561 ที่ 80.5 จุด หลังเกิดความชัดเจนในวันเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ขณะเดียวกัน ธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจีน จากมาตรการ Visa On Arrival (VOA) ทำให้คาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะแกร่งต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า หนุนด้วยฤดูกาล และมาตรการภาครัฐ

ขณะที่ บล. ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวงจรของธุรกิจค้าปลีกว่า ช่วงไฮซีซันของธุรกิจจะอยู่ในไตรมาส 2 และไตรมาส 4 ของปี เนื่องจากมีวันหยุดยาว มีการเดินทางท่องเที่ยว ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่ไตรมาส 1 และไตรมาส 3 ของปีเป็นช่วงโลว์ซีซัน

โดยรวมประเมินภาพรวมกลุ่มค้าปลีก ปี 2562 น่าจะยังคงมีการเติบโตได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนการเติบโตเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส อาจมีทั้งปรับตัวเพิ่มขึ้น และทั้งทรงตัว แต่โดยภาพรวมทั้งปี 2562 น่าจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของยอดขายต่อสาขา (SSSG) รวมถึงการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการแต่ละราย อีกทั้งมองว่า ปัจจัยทางการเมืองที่สมาคมค้าปลีกไทยกังวล ถือเป็นเพียงปัจจัยกันดันระยะสั้นเท่านั้น

ขณะที่ภาพรวมราคาสินค้าเกษตร ที่ผ่านมาพบว่าทรงตัวในระดับต่ำมา 2-3 ปีแล้ว ซึ่งถ้ายังคงทรงตัวในระดับต่ำต่อไป เชื่อว่าก็ไม่ส่งผลกระทบ แต่หากปรับตัวดีขึ้น เป็นรายสินค้าก็อาจกลายเป็นปัจจัยหนุนในช่วงปลายปีได้ โดยรวมฝ่ายวิเคราะห์เลือก CPALL เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากบริษัทมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับการที่มีจำนวนสาขาที่มากกว่า 1 หมื่นสาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสัดส่วนของสาขาในกรุงเทพฯ ประมาณ 44% ต่างจังหวัดราว 56% ซึ่งแม้สัดส่วนสาขาในกรุงเทพฯ จะน้อยกว่า แต่ยอดซื้อต่อบิลต่อคนสูงกว่า และสามารถกระตุ้นยอดซื้อต่อบิลได้ง่ายกว่าในต่างจังหวัด แต่หากกำลังซื้อต่างจังหวัดสามารถฟื้นตัวได้ดีช่วงครึ่งหลังของปีนี้ CPALL ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง  

ทำให้คาดกำไรทั้งปี 2561 ของ CPALL จะอยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% ถือเป็นการเติบโตต่ำสุดในรอบ 4 ปี แต่คาดกำไรปกติของ CPALL จะกลับมาฟื้นตัวในปี 2562 ที่ระดับ 2.41 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% จากปัจจัยหนุนจากแผนการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง ส่วนยอดซื้อต่อสาขา (SSSG) จะเติบโตได้ 3-4% อีกทั้งบริษัทจะรับรู้กำไรปกติของ MAKRO ปีนี้ประมาณ 6.09 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%

ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมสำหรับ CPALL ในปี 2562 หลายฝ่ายให้น้ำหนักไปที่หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดราว 2.3 หมื่นล้านบาทในเดือนมีนาคม และเดือนสิงหาคม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมออกหุ้นกู้ชุดใหม่ เพื่อ Refinance และรองรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งบริษัทยังพยายามรักษาระดับต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในกรอบ 4.5-4.7% ใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยในปัจจุบัน จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 90 บาท

ด้าน บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า บรรยากาศการเลือกตั้งน่าจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงกลุ่มค้าปลีก ที่ได้ประโยชน์จากการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และคาดว่า ผลประกอบการ ไตรมาส 4 ปี 2561 จะออกมาดี ทำให้ราคามีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น

พร้อมกับประเมินว่า ตลาดค้าปลีกของไทยจะเติบโต 3-4% ในปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยส่วนที่จะเติบโตได้ Outperform จะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับค้าปลีกออนไลน์ และร้านสะดวกซื้อที่มี Economy of scale ขณะที่ค้าปลีกดั้งเดิมจะทรงตัว/หรือหดตัวเล็กน้อย

ดังนั้น CPALL ยังเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มค้าปลีก โดยมีปัจจัยหนุนจาก 1) ธุรกิจอิงกับความต้องการอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวัน ทำให้มีความเป็น Defensive, 2) กระแสเงินสดจากการดำเนินงานดีมาก เพราะขายสินค้าเป็นเงินสด และมีการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และระบบลอจิสติกส์ที่ดี, 3) จำนวนสาขาที่มากกว่า 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ เปิดโอกาสในขยายธุรกิจได้อีกมาก และ 4) ปรับ Product mixed รักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในเกณฑ์ดี



กำลังโหลดความคิดเห็น...