xs
xsm
sm
md
lg

“เอสซีจี เซรามิกส์” มั่นใจรายได้โต 5-10% เร่งบริหาร 3 แบรนด์หลักเจาะทุกกลุ่มเป้าหมาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“เอสซีจี เซรามิกส์” ประเมินตลาดเซรามิกปีนี้ เติบโตแบบภาวะทรงตัว แม้มีปัจจัยลบ แต่ภาพรวมตลาดยังฟื้นตัวช้า พร้อมวางเป้ารายได้เติบโตขึ้น 5-10% เดินหน้าบริหาร 3 แบรนด์หลัก ยกระดับมาตรฐานและบริการ สู้สินค้านำเข้าจีน และตลาดล่างเล่นสงครามราคา

นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์ “คอตโต้” “โสสุโก้” และ “คัมพานา” เปิดเผยถึงปัจจัยที่สนับสนุนให้อุตสาหกรรมเซรามิกในปี 2562 ยังเติบโต ว่ามาจากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา จากการลงทุนของภาครัฐ และเอกชน ที่สูงขึ้น จึงทำให้ความต้องการใช้สินค้ากระเบื้องเซรามิกมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย โดยคาดว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ ตลาดจะเติบโตเป็นบวก แต่ตลอดทั้งปีจะอยู่ในภาวะทรงตัวอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและมาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาฯ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจทำให้เกิดชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของนักลงทุนภายในประเทศ

“ไตรมาแรกภาพรวมตลาดเซรามิกเป็นบวก แต่คาดว่าทั้งปีจะทรงตัว หรือเติบโตเล็กน้อย เนื่องจากเราต้องดูเรื่องการเมืองว่าจะเป็นอย่างไรหลังมีการเลือกตั้งแล้ว แต่ทุกๆ รัฐบาลก็ต้องให้ความสำคัญกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งในส่วนของบริษัท ได้วางเป้าเติบโตสูงกว่าตลาด คาดรายได้ปีนี้โตประมาณ 5-10% และมีกำไรสุทธิที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2561”

ทั้งนี้ หลังจากมีการควบรวม 5 บริษัทย่อยภายในเครือ SCG เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2561 ก็จะส่งผลให้กลยุทธ์ทางการตลาดในปี 2562 มีความชัดเจน และเดินหน้าในการทำตลาด และผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่กลุ่มลูกค้าในทุกช่องได้ โดยจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การบริหารแบรนด์สินค้า ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานและบริการของสินค้าทุกแบรนด์ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านดีไซน์ ความสวยงาม คุณภาพสินค้า และบริการที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าทั้งจากในและต่างประเทศ ทั้งจากประเทศจีน และสินค้าระดับล่างที่มุ่งแข่งขันในเรื่องราคาเป็นหลัก ปัจจุบัน หลังควบรวมบริษัทย่อยแล้ว ส่งผลให้บริษัทมีกำลังผลิตกระเบื้องสูงสุดรวมกันถึงปีละ 94 ล้านตารางเมตร (ตร.ม.) และมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 1ใน 3 ของตลาดกระเบื้อง ซึ่งในปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดประมาณ 33,000 ล้านบาท คิดเป็น 170-180 ล้าน ตร.ม. โดยทางบริษัทมีแนวทางที่เพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้มากยิ่งขึ้น

“ต้องยอมรับว่า กำลังการผลิตรวมที่มีอยู่ของบริษัทใช้เพียง 60-70% ยังไม่เต็มกำลังการผลิต ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นมา 2-3 ปีที่แล้ว เนื่องจากสภาพตลาดไม่เอื้ออำนวย การปรับตัว การหันไปเพิ่มตลาดส่งออกในประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ในกลุ่ม CLM หรือ กัมพูชา ลาว และพม่า โดยจะเน้นการวางรากฐาน และระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฐานลูกค้า และเครือข่าย”

ในเรื่องของแผนลงทุน ได้วางงบไว้ 500-600 ล้านบาท ดำเนินการในเรื่องการปรับปรุงสาขา เพิ่มสาขาพื้นที่ขาย “คลังเซรามิก” เฉลี่ยสาขาละ 6-10 ล้านบาท ตามแผน 5 ปี ให้ครบ 100 สาขา เน้นพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก ปัจจุบัน คลังเซรามิกเปิดให้บริการแล้วรวม 25 สาขา

สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 11,557 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2560 มีกำไรสุทธิรวม 10 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 566 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสำคัญจากสภาพการแข่งขันที่รุนแรง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งพลังงานคิดเป็น 41% ของต้นทุนรวม ดังนั้น การควบรวมบริษัทย่อย คาดว่าจะมีส่วนช่วยในเรื่องกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในปีนี้ได้ 10-15% ของกำลังการผลิตรวม ขณะที่รายได้จากการส่งออก 2,534 ล้านบาท และรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน 1,833 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา มีรายได้จากการส่งออก 527 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของยอดขายรวม ลดลง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีปริมาณขายในภูมิภาคอาเซียน คิดเป็นสัดส่วน 17% ของปริมาณขายรวม เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน.


กำลังโหลดความคิดเห็น...