xs
xsm
sm
md
lg

“AECS” ชี้ หุ้นนิคมฯ-โรงไฟฟ้า น่าลงทุน แนะจับตาปัจจัยต่างประเทศ ยังส่อแวววุ่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บล.เออีซี ประเมินหุ้นไทยยังคงผันผวน แนะเลือกหุ้นที่มีปัจจัยเสริมรองรับการลงทุน ด้านฝ่ายวิจัย ชี้ ควรลงทุนหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อาทิ AMATA-WHA-EASTW เหตุได้อานิสงส์จาก EEC พร้อมแนะหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ BGRIM-BPP-GUNKUL เตือนนักลงทุน ยังต้องจับตาทิศทางต่างประเทศ ที่ยังคงเข้ามาฉุดภาพรวมการลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวน โดยให้น้ำหนักไปยังกลุ่มที่น่าลงทุนกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนิคมและสาธารณูปโภค เนื่องจากได้รับอานิสงส์บวกทั้งราคาขาย และยอดขาย ในพื้นที่เขต EEC อาทิ AMATA เพราะปัจจุบันมีพื้นที่รอการขาย 2,777 ไร่ และพื้นที่รอการพัฒนาอีกราว 8,172 ไร่ ขณะที่หุ้นที่น่าจับตาอีกตัว คือ WHA โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 62 WHA ตั้งเป้าขายที่ดินในนิคมไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ และคาดจะมีลูกค้าเข้ามาเช่าพื้นที่เพิ่มจากคลังสินค้าอีกกว่า 1 แสน ตร.ม.

หุ้น EASTW ที่มีการประเมินว่า ในปี 62 คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของกำไร ซึ่งสอดคล้องรับไปกับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมในเขต EEC ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำดิบในนิคมฯ เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ในระยะยาว EASTW ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วน การจำหน่ายน้ำควบคุมคุณภาพ (มาร์จินสูง) มากขึ้นโดยล่าสุด เซ็นสัญญาให้บริการแก่ GULF (รับรู้รายได้ปี 63) และ AMATA (รับรู้รายได้ปี 64)

นอกจากนี้ ทางฝ่ายวิจัยยังแนะนำลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเน้นหุ้นประเภทที่มีลักษณะธุรกิจที่มีความสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเราเลือกหุ้นโรงไฟฟ้าที่ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่องได้อีก 4-5 ปีข้างหน้า ได้แก่ BGRIM โดยมองว่า ปี 62 มีแผน COD โรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 682 MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม 2,773 MW ณ สิ้นปี 62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 65 ที่ 3,130 MW ขณะที่หุ้น BPP เราประเมินว่า ปี 62 BPP มีแผน COD โรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 312 MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม 2.48 GW ณ สิ้นปี 62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 68 ที่ 4.3 GW และ GUNKUL มองว่า ปี 62 มีแผน COD โรงไฟฟ้าโซลาร์อีก 105 MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม 401MW ณ สิ้นปี 62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 65 ที่ 543 MW

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นในต่างประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปิดหน่วยงานสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อที่สุด (24 วัน) หลังทรัมป์ และวุฒิสภา ยังไม่มีทีท่าจะสามารถตกลงร่างงบประมาณของสหรัฐฯ ได้ จากความขัดแย้งต่อประเด็นงบกำแพงกั้นเขตเม็กซิโก โดยที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาวเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ทุกๆ 2 สัปดาห์ที่อยู่ในภาวะปิดหน่วยงานสหรัฐฯ จะทำให้ GDP ในช่วงไตรมาส 1/2561 ลดลง 0.1%

ขณะเดียวกัน กรณีที่ นางเทเรซา เมย์ เตรียมเปิดลงมติร่างข้อตกลง Brexit ฉบับล่าสุดที่ผ่านการประชุมร่วมกับ EU ซึ่งมีสัญญาณไม่ดีนัก เนื่องมีความขัดแย้งภายในฐานเสียงของพรรครัฐบาล ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะได้รับคะแนนเสียงไม่เพียงพอที่จะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวไปได้ (320 เสียงจาก 639 เสียง) ส่งผลให้อังกฤษมีแนวโน้มที่จะต้องออกจากกลุ่ม EU โดยไร้ข้อตกลง ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ ของทั้ง EU และอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดในช่วงกลาง-ยาว ยังให้น้ำหนักส่วนใหญ่กับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เริ่มมีบรรยากาศการเจรจาที่ดีขึ้น และคาดจะเห็นความคืบหน้ามากขึ้นในการประชุมระหว่างผู้นำระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายในวันที่ 30-31 ม.ค.นี้ โดยหากเป็นไปด้วยดี คาดทำให้นักลงทุนกลับมามองบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก บวกกับปัจจัยหนุนจากการที่เฟด ส่งสัญญาณชัดเจนที่จะชะลอแผนขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2019


กำลังโหลดความคิดเห็น...