xs
xsm
sm
md
lg

“กิตติพันธ์” โพสต์เปิดใจขอคนกลางตรวจสอบปมปล่อยกู้ “เอิร์ธ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมื่อวันที่ 14 ม.ค.62 นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) จำกัด (มหาชน) ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก Kittiphun Anutarasoti ชี้แจงกรณีที่ถูกกล่าวโทษในการปล่อยกู้ให้บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ (EARTH) เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย หัวหน้าสายงานสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อธนาคาร แม้ว่านายกิตติพันธ์ ได้แถลงเปิดใจในกรณีดังกล่าวไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562

ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกๆ ท่านที่ส่งกำลังใจมาให้นะครับ มีเวลาช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เลยอยากบันทึกประเด็น และสรุปให้ฟังอีกทีครับ

ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับ ที่ต้องออกมาพูด เพราะคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก่อนหน้านี้ตอนกระบวนการยังไม่จบ ผมก็เลือกไม่ตอบโต้ แต่ตอนนี้การกล่าวหาที่กระทบผมอย่างร้ายแรง ผมคงนิ่งเฉยไม่ได้ ผมต้องปกป้องจรรยาบรรณวิชาชีพนายธนาคารที่ผมสั่งสมมาทั้งชีวิตครับ

หลังจากการแถลงข่าว หลายคนเขียนมา หรือโทรมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น และที่ผมพูดถึงสภาพที่อาจจะไม่เป็นกลาง และมีคำถามเพิ่มว่าจะตรวจสอบให้เป็นกลางอย่างไร

ผมยังขอย้ำนะครับว่า ผมเห็นด้วยกับการตรวจสอบ ควรจะเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ของระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยทั้งผู้ถือหุ้นธนาคาร และเอิร์ธ ผู้ถือหุ้นกู้เอิร์ธ และความเสียหายนั้นลุกลามเร็วมากภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ลูกค้าระดับ Investment Grade กลายเป็น NPL การตรวจสอบนั้นต้องโปร่งใส และทำโดยผู้ที่มีความเป็นกลาง และเป็นธรรม ให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนกับสังคมและผู้เสียหายทั้งหมดว่า ความเสียหายเกิดจากอะไรกันแน่ และที่สำคัญ จะนำไปป้องกันเหตุการณ์อย่างเดียวกันในอนาคตอย่างไร ผมยกตัวอย่างว่า เราควรพัฒนากระบวนการที่ชัดเจนในการช่วยบรรเทาปัญหาลูกหนี้ และในขณะเดียวกัน ปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้ระหว่างที่เจรจาหาทางออกหรือเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้หรือไม่ เพื่อป้องกันการที่ลูกหนี้จะล้มลง และยากมากกว่าเดิมในการกลับมาทำธุรกิจ และอาจทำให้ความเสียหายมากกว่าที่ควรเป็น

ผมเลยขอแบ่งปันความคิดเห็นของผมเอง เป็นความคิดเห็นล้วนๆ นะครับ โดยผมตั้งชื่อบทความตอนที่ 1 ว่า การค้นหาความจริงว่าความเสียหายเกิดจากอะไร?

การที่จะทำให้การตรวจสอบเป็นกลางควรทำอย่างไร จากประสบการณ์ที่เคยเห็นมาตลอดเวลาที่ทำงานมากว่า 25 ปี ผมขอแบ่งปันความคิดเห็นส่วนตัวว่า การตรวจสอบควรครอบคลุมอะไรบ้าง เพื่อให้ความจริงทั้งหมดได้ปรากฏ ทุกๆ ท่านให้ความเห็นได้ครับ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์ที่เคยผ่านและเห็นมาครับ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก และไม่ได้จำกัดเพียงแค่ธนาคาร ซึ่งผมมีความเห็นว่าควรจะมีการตรวจสอบผู้มีส่วนร่วมหลักๆ ดังนี้ครับ

1) ลูกหนี้
ควรมีการตรวจสอบลูกหนี้อย่างละเอียดว่า ที่ผ่านมา ระบบการตรวจสอบปรกตินั้นอาจจะไม่ได้มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่าอาจมีการทุจริต แต่ในเมื่อเกิดปัญหาขึ้น และมีข้อสงสัย ควรมีการตรวจสอบอย่างชัดเจนว่า มูลค่าสินทรัพย์เป็นจริงอย่างที่มีการบันทึกหรือไม่ และธุรกรรมต่างๆ เป็นไปตามที่มีการรายงานในงบการเงินหรือไม่ ก่อนหน้านี้ในกระบวนการฟื้นฟู เข้าใจว่าได้มีการว่าจ้าง Ernst & Young หรือ EY ให้ทำการตรวจสอบ ผมคิดว่าควรมีการเผยแพร่เรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบ
ในปัจจุบันเข้าใจจากข่าวว่ามีการตรวจสอบโดย DSI ซึ่งยังไม่มีบทสรุป และรอฟังอยู่ว่า หากมีการกล่าวโทษเรื่องความไม่ปรกตินั้น ความไม่ปรกตินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมคิดว่า หากยังไม่รู้ จะไปกล่าวโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในธนาคารอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร

2) ผู้สอบบัญชี PWC
จนถึงปัจจุบัน เรายังไม่เคยได้ยินสิ่งใดๆ จากทางผู้สอบบัญชี หรือ PWC เลย ซึ่งผมคิดว่า อาจเป็นเพราะตามมาตรฐานวิชาชีพคงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลลูกค้าได้ อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า ผู้กำกับดูแลคงได้มีการเรียก PWC มาคุยแล้ว ผมคิดว่า สังคมคงอยากทราบว่า โดยเฉพาะเรื่องการกล่าวหาเรื่องการโกง (Management Fraud) ซึ่งโดยปรกติแล้ว ผู้สอบบัญชีมักจะเป็นผู้เห็นก่อน เนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ธนาคาร และนักลงทุน ไม่มีโอกาสเข้าถึง ส่วนตัวผมเชื่อว่า ทาง PWC มีมาตรฐานที่สูงมากจากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสสัมผัส แต่ในกรณีนี้ ผมคิดว่า การตรวจสอบคงไม่สามารถข้ามเรื่องนี้ไปได้ เพราะข้อมูลทางการเงินที่ได้รับการตรวจสอบบัญชีนั้น เป็นข้อมูลหลักสำหรับธนาคาร และนักลงทุน ในการวิเคราะห์ศักยภาพของลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตโดยธนาคารกรุงไทย ว่ามีเรื่องการทุจริตต่างๆ ทั้งเรื่องเอกสารทางการค้า และความมีอยู่จริงของทรัพย์สิน สังคมรอฟังอยู่ครับ

3) เจ้าหนี้ธนาคาร
ซึ่งในกรณีนี้มีหลายธนาคารด้วยกัน นอกจากกรุงไทยแล้ว ยังมีธนาคารอื่นอีก
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์หนี้เสีย หรือ NPL หน่วยงานผู้นำเสนอสินเชื่อมักจะได้รับการตรวจสอบก่อน การตรวจสอบดังกล่าวมักจะดูถึงกระบวนการการนำเสนอและการอนุมัติว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพที่ดีหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้ ผมคิดว่ามีหลักให้อ้างอิงมากมาย เพราะมีหลายธนาคารที่ได้ใช้ดุลพินิจในการปล่อยสินเชื่อให้เอิร์ธเช่นกัน นอกจากนั้น ธนาคารกรุงไทย ยังมีหลายบทบาท รวมถึงการขายหุ้นกู้ให้นักลงทุนรายย่อย ซึ่งต้องมีการใช้ดุลพินิจในเรื่องความสามารถชำระหนี้เหมือนกัน และลูกหนี้เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีข้อมูลที่ใช้ในการอนุมัติไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ดี ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเอิร์ธนั้น ผมคิดว่า การตรวจสอบควรมองให้ครบทั้งกระบวนการ ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
1) สมเหตุสมผลและมีความพยายามในการปกป้องประโยชน์สูงสุดของธนาคาร และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ หรือไม่
2) เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติกับลูกหนี้รายอื่นๆ ในสถานการณ์คล้ายคลึงกันหรือไม่ และ
3) หากเปรียบเทียบกับธนาคารอื่นๆ ที่ปฏิบัติกับลูกหนี้ที่มีสถานการณ์คล้ายคลึงกัน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ที่ผมตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ เพราะผมเห็นว่าโดยปรกติแล้วนั้น หากเริ่มมีปัญหานั้น ธนาคารมักจะเริ่มจากความพยายามแก้ปัญหา แต่ในกรณีนี้กลับมีการตั้งกรรมการตรวจสอบแทบจะทันทีที่มีปัญหาในการชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก ชวนให้สงสัยว่ามีความพยายามในการแก้ปัญหาหรือไม่ และมีความพยายามในการคุมปัญหาให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่ ทำไมปัญหาลุกลามไปทุกๆ วงเงินเร็วมาก เกิดอะไรขึ้น คิดถึงการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของธนาคารและผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบคอบหรือไม่

4) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ หรืออันเดอร์ไรเตอร์
ในกรณีนี้มีนักลงทุนรายย่อยได้รับความเสียหายจำนวนมาก ผมเข้าใจว่ามีการร้องทุกข์ผ่านสำนักงาน ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย และทางกรุงไทยเองก็ได้มีการตอบไปแล้วบ้าง ผมเลยขอตั้งข้อสังเกตว่า คำตอบที่ได้ให้กับทางนักลงทุนนั้น มีความสอดคล้องกับเรื่องที่กล่าวหาทีมงานสินเชื่อหรือไม่ และเป็นการตรวจสอบโดยผู้กำกับดูแล หรือเป็นเพียงการถามไปที่ธนาคารกรุงไทย และอันเดอร์ไรเตอร์อื่น เพื่อให้ตอบกลับ

ประเด็นที่น่าสนใจในความเห็นผม คือ หากมีการยืนยันว่า ลูกหนี้ยังเป็นปรกติในเวลานั้น และธนาคารเองได้พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการก่อหนี้เพิ่ม น่าจะเป็นการยืนยันว่า สินเชื่อที่ปล่อยไปก่อนหน้าหุ้นกู้ทั้งสองชุดนั้น ก็มีการใช้ดุลพินิจที่ไม่ต่างกัน ตอนต่อไป ผมจะนำข้อมูลทางการเงินมาเปรียบเทียบให้ดูครับว่าในแต่ละจุดของการปล่อยสินเชื่อ และออกหุ้นกู้นั้น เอิร์ธนั้นมีสถานะทางการเงินเป็นอย่างไร

ผมขอเสริมอีกประเด็นครับว่า ผู้กำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต. นั้น ควรมีการตรวจสอบและพิจารณาถึงคำตอบที่ธนาคารกรุงไทย ให้กับนักลงทุนว่า มันสอดคล้องกับสิ่งที่ธนาคารกรุงไทย มีการกล่าวโทษทีมงานอำนวยสินเชื่อหรือเปล่า เพราะข้อมูลที่ใช้ในการอนุมัติสินเชื่อ และในการออกหุ้นกู้นั้น คือ ข้อมูลชุดเดียวกัน โดยหลักๆ ครับ ทำไมด้านหนึ่งมีความผิด แต่อีกด้านหนึ่งกลับตอบลูกค้านักลงทุนว่าทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว เรื่องดังกล่าวผมคิดว่า ผู้กำกับดูแลควรจะต้องลงมาดูรายละเอียดครับ และยังเชื่อว่าควรมีคนเป็นกลางตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากธนาคารกรุงไทย มีหลายบทบาท การกล่าวหาด้านสินเชื่อแ ละการตอบผู้ถือหุ้นกู้ ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันครับ ความเห็นส่วนตัวผม คือ การขายหุ้นกู้ให้นักลงทุนรายย่อยต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสำหรับหลายๆ ท่านนั้น เป็นเงินที่สะสมมา และเก็บหอมรอมริบมานาน การเสียหายรวดเร็วแบบนี้ต้องการคำตอบที่เป็นธรรมครับ

อีกประการหนึ่งซึ่งมีการกล่าวหาทีมงานสินเชื่อ คือ การให้วงเงินที่อาจเกินความต้องการของลูกค้า แต่ธนาคารเดียวกันโดยอีกสายงานหนึ่งกลับไประดมทุนเพิ่มให้ลูกค้า อยากฝากผู้กำกับดูแลให้ช่วยตรวจสอบหน่อยนะครับว่า วัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ลูกค้ามาคุยกับธนาคารหรือไม่ครับ เอกสารหลักฐานต่างๆ เหล่านี้ควรจะมีอยู่อย่างครบถ้วน

5) บริษัทจัดอันดับเครดิตเรทติ้ง ซึ่งคือ บริษัท TRIS สำหรับกรณีนี้
TRIS อาจไม่ได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผมคิดว่า เราควรมีการสอบถามไปยัง TRIS เพื่อให้เข้าใจถึงมาตรฐานการจัดอันดับความเสี่ยงสินเชื่อ หรือเครดิตเรทติ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ เพราะ TRIS เป็นสถาบันการจัดอันดับความเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับ และเรทติ้งโดย TRIS นั้น เป็นจุดอ้างอิงได้ว่า หน่วยงานภายนอกธนาคารมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องความสามารถชำระหนี้ของเอิร์ธ ในกรณีนี้ ทาง TRIS เองก็มีการจัดอันดับความเสี่ยงของเอิร์ธ ที่ BBB- ซึ่งเป็น Investment Grade หรือภาษาบ้านๆ เรียกว่า “ลูกค้าชั้นดี” ซึ่งน่าจะเป็นการยืนยันได้บ้างไม่มากก็น้อยว่า ดุลพินิจที่ใช้ในการปล่อยสินเชื่อนั้น น่าจะมีมาตรฐานระดับหนึ่ง เพราะหลังจากสินเชื่อวงสุดท้ายที่ธนาคารปล่อยนั้น ทางเอิร์ธเองได้รับการประเมินจากองค์กรอิสระว่ามีความสามารถชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี และการจัดอันดับดังกล่าวเป็นจุดอ้างอิงที่นักลงทุนตัดสินใจในการลงทุนในหุ้นกู้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ผมมีความเห็นควรมีการตรวจสอบทาง TRIS เช่นกันว่าได้ทำตามกระบวนการทุกอย่างตามมาตรฐานที่พึงกระทำแล้วหรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาว่า ความเสียหายที่แท้จริงเกิดจากอะไรครับ และประเด็นที่น่าสนใจอีกประการ คือ TRIS มีการยืนยันเรทติ้งนี้ในช่วงเดียวกับที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตอนต้นเดือนมิถุนายน 2560 สังคมคงอยากได้ยินว่า หากมองย้อนกลับไป อะไรที่มองพลาดไป

ที่ผมเขียนวันนี้ทั้งหมดนั้น ประเด็นหลักๆ ของผม คือ เรื่องที่มีความเสียหายต่อผู้คนจำนวนมากนั้นควรได้รับการตรวจสอบ และการตรวจสอบนั้นควรมีความเป็นกลาง โดยองค์กรที่เป็นกลาง และสามารถให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบโดยองค์กรที่ได้รับความเสียหาย โดยที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น เป็นผู้ตั้งกรรมการตรวจสอบเอง หากเป็นอย่างนี้แล้ว ชวนให้คิดต่อว่า ใครจะเป็นผู้ดูแลผู้ที่ได้รับความเสียหายอื่นๆ นอกธนาคารครับ ผมขอใช้พื้นที่นี้เสนอว่า หากมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เป็นกลางที่มีความเป็นมืออาชีพเรื่องการตรวจสอบ โดยมีผู้กำกับดูแลเป็นเจ้าภาพ เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย บริษัทสอบบัญชีใหญ่ๆ ใน Big 4 (นอกจาก PWC ซึ่งน่าจะมี conflict of interest) มีบริการด้าน Forensic Audit น่าจะมีความเป็นมืออาชีพ มีความเป็นกลาง และช่วยแสวงหาข้อเท็จจริงว่า ความเสียหายที่แท้จริงเกิดจากอะไร เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้

การจะกล่าวโทษใครควรจะเป็นเรื่องต่อไป แต่การกล่าวโทษนั้น ควรจะมีการพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อที่จะได้ทราบว่า ใครทำผิดอย่างไร ไม่ใช่เป็นการจำกัดการตรวจสอบเฉพาะเรื่องการปล่อยสินเชื่อ ผมอยากเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ง่ายๆ ครับ เอิร์ธ เปรียบเสมือนแก้วน้ำใบหนึ่ง น้ำในแก้วเปรียบเสมือนสินเชื่อในรูปแบบต่างๆ ที่เอิร์ธ ได้รับ ซึ่งก่อนหน้าที่ผมจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แก้วใบนี้มีน้ำอยู่จำนวนหนึ่ง ผมและทีมงานเติมน้ำในแก้วใบนี้เพิ่ม หลังจากนั้น มีอีกหลายคนทั้งภายในธนาคารกรุงไทย โดยสายงานอื่น และธนาคารอื่น มาเทน้ำเพิ่มในแก้วใบนี้ วันหนึ่งแก้วแตกขึ้นมา กลับมีความพยายามที่จะบอกว่า น้ำที่เติมไปกลางแก้ว คือ ปัญหาความเสียหาย ผมจึงอยากให้มีการตรวจสอบ “เหตุผลหลัก” ที่ทำให้แก้วใบนี้แตกว่าเกิดจากอะไร

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า วันนี้มีผู้เสียหายจำนวนมาก ผมคิดว่า การตรวจสอบอย่างเป็นกลางและโปร่งใสเท่านั้น ถึงจะนำมาสู่คำตอบที่แท้จริงให้กับสังคมได้ ซึ่งบทบาทดังกล่าวน่าจะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้กำกับดูแลซึ่งผมหวังว่าจะดำเนินการดังกล่าว เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้คำตอบต่อผู้เสียหายทั้งหมดอย่างเป็นธรรม

ตอนต่อไป ผมจะนำข้อมูลทางการเงินหลักๆ ของเอิร์ธ มาเปรียบเทียบให้ดูครับว่า ในจุดที่มีการตัดสินใจการปล่อยสินเชื่อเมื่อเทียบกับการออกหุ้นกู้ ผลประกอบการของเอิร์ธนั้นเป็นอย่างไร และมีประเด็นอะไรน่าสนใจหรือไม่ครับ...
กำลังโหลดความคิดเห็น...