xs
xsm
sm
md
lg

เนชั่นกรุ๊ป ตั้ง “ฉาย บุนนาค” กุมบังเหียน หวังพลิกฟื้นองค์กร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ที่ประชุมบอร์ด NMG มีมติตั้ง “ฉาย บุนนาค” นั่งแท่นกรรมการ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 กรรมการบริหาร และของบริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.2562 หวังพลิกฟื้นธุรกิจในกลุ่มเนชั่นกรุ๊ป ให้กลับมามีกำไรอีกครั้ง

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติ เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2562 แต่งตั้ง นายฉาย บุนนาค ดำรงตำแหน่งกรรมการ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 กรรมการบริหาร และประธานกรรมการบริหาร ของบริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.2562 การเข้ามานั่งแท่นบริหารองค์กรสื่อที่มีอายุยาวนาน 47 ปี ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ที่ต้องจัดการ คือ ภาระหนี้ก้อนโตเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายผู้บริหารใหม่ นำพาองค์กรแห่งนี้ให้พ้นจากภาวะถดถอย

ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2559 บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG เผชิญผลกระทบจากอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลที่ธุรกิจไม่เป็นไปตามคาดการณ์ และสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในภาวะถดถอย ทำให้บริษัทประสบปัญหาทางการเงินเหมือนกับรายอื่นในอุตสาหกรรม จนมาสู่การผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทีมบริหาร และโครงสร้างธุรกิจ

“ฉาย” เปิดใจว่า ปัญหาของกลุ่มเนชั่น คือ อยู่ในธุรกิจสื่อที่ถดถอย และยากลำบาก กลุ่มเนชั่น มีทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ที่สถานการณ์ไม่ค่อยดี ขณะที่ธุรกิจดิจิทัล รายได้ยังไม่สามารถขึ้นมาทดแทนรายได้โฆษณาสิ่งพิมพ์ได้ ด้านทีวีดิจิทัล มีต้นทุนการประมูลที่แพงเกินจริง ซึ่งกลุ่มเนชั่น มีหลายสื่อในตัวเอง จึงเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมๆ กัน ยิ่งเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง จึงเห็นผลกระทบที่หนักมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ปณิธานและจิตวิญญาณในการทำข่าวต้องคงเอาไว้ เพราะเนชั่น เป็นสถาบันมากกว่าเป็นบริษัท สื่อที่เป็นที่พึ่งของประชาชน เสมือนห้องครัวของประเทศมีผลผลิตที่มีอิทธิพล ถ้าเสนอสิ่งที่ผิด เปรียบเสมือนการเสนอยาพิษให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไปนั้นและยังรักษาความเป็นสถาบันสื่อที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพ เป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้บริหารทุกคนที่มานั่งทำงานกันวันนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรม การขับเคลื่อนองค์กร 13 ราย ประกอบด้วย นายฉาย บุนนาค, นายสมชาย มีเสน, นางสาววรางคณา กัลยาณประดิษฐ์, นางมัธยา โอสถานนท์, นางเนตรนภา ภูษิตตานนท์, นายศุภวัฒน์ สงวนนาม, นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย, นายพรประยูร อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา, นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล, นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร, นายประกิต ชมภูคำ, นางสาวเอี่ยมศรี บุญหชัยรัตน์ และนางสาวนัฐวรา แสงวารินทร์

นอกจากนี้ ยังมีคณะที่ปรึกษาอีก 6 ราย ประกอบด้วย นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, นายมารุต อรรถไกวัลวที, นายพนา จันทรวิโรจน์, นายปราโมท ฝ่ายอุประ, นายพิพัฒน์ ชนะสงคราม และ นายกนก รัตน์วงศ์สกุล

ดังนั้น การอยู่รอดให้ได้ในธุรกิจสื่อที่กำลังถดถอย คอนเทนต์ต้องมีความน่าเชื่อถือ (content is a king) พร้อมกับการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี และกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่า กลุ่มเนชั่น หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ไปแล้ว ยังมีปัญหาหนี้ที่ต้องแก้ไขพร้อมๆ กับการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยยึด 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1.ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ มีทั้งหมด 3 ฉบับ คือ กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึก และ THE NATION ตั้งเป้ารายได้ปีนี้รวมที่ 700 ล้านบาท

2.ธุรกิจทีวี มี 2 ช่อง ตั้งเป้ารายได้ 1,100 ล้านบาท มาจากช่อง NATION 22 ประมาณ 500 ล้านบาท และช่อง NOW 26 อีก 600 ล้านบาท ซึ่งแต่ละช่องมีจุดแข็งแตกต่างกัน ช่อง NATION 22 จะคงความเป็นช่องข่าวที่เข้มข้น ส่วนช่อง NOW 26 ยังอยู่ระหว่างปรับแผนธุรกิจจะมีการเปิดเผยในช่วงเดือน ก.พ. นี้

3.ธุรกิจดิจิทัล เป็นงานที่ยากที่จะตั้งเป้าหมายในปีนี้ เพราะรายได้แฝงรวมอยู่ในแต่ละสื่อที่เนชั่น มีอยู่แล้ว แต่รายได้ต้องหาช่องทางที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับสื่อที่มีอยู่เหมาะสมกับแพลตฟอร์มไหน ดังนั้น จะมีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูงานในส่วนนี้อย่างเดียว

4.ธุรกิจอีเวนต์ แบ่งเป็นส่วน 2 คือ คงงานที่กลุ่มเนชั่น ดำเนินการอยู่แล้ว และนำโครงการเดิมมาปัดฝุ่นใหม่ จะเห็นได้ว่า กรุงเทพธุรกิจ มีงานสัมมนา งานดินเนอร์ทอล์ก ด้านทีวีมีงานวิ่ง ปั่นจักรยาน คมชัดลึกอวอร์ด แทนคุณแผ่นดิน และปีนี้ทีวีจะมีโครงการอบรมสานฝันผู้ประกาศ

นอกจากนี้ งานอีเวนต์พิเศษจัดปีละครั้ง เพื่อให้เป็นรายได้หลัก และเป็นการเน้นจุดขายให้องค์กร น่าจะเป็นงานเกี่ยวข้องกับงานดิจิทัลเทคโนโลยี ที่ยังไม่มีสื่อไหนจัด โดยมีเป้าหมายของธุรกิจอีเวนต์มีรายได้ปีนี้ 150-200 ล้านบาท

“รายได้ทั้งกลุ่มเนชั่น ในปี 2562 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ไม่เกินความสามารถ เพราะปัจจุบัน ธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ มีกำไรได้ แต่ด้วยภาระหนี้ในอดีตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง 8-9% ต่อปี และมาจากกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักทั้งธุรกิจมหาวิทยาลัย, บริษัทขนส่ง, บริษัทโรงพิมพ์ จึงทำให้มีภาระดอกเบี้ยปี 2561 สูงถึง 90 ล้านบาท เท่ากับช่วงที่ผ่านมา มีภาระการเงินในกลุ่มเหล่านี้ 50 ล้านบาท หากเคลียร์ปัญหาหนี้สินตรงนี้ ฐานการเงินกลับมาเป็นบวกได้”

ขณะที่การปรับโครงสร้างทางการเงินจึงมีความสำคัญจากมูลค่าหนี้กับสถาบันการเงินถึง 9 แห่งมีตั๋วเงิน บี/อี 300 กว่าล้านบาท ตั๋วสัญญาเงิน (PN) 300 ล้านบาท สินเชื่อระยะสั้นและยาวกับสถาบันการเงินอีก 800 ล้านบาท ทำให้ต้องมีการเจรจากับเจ้าหนี้ทุกราย เพื่อขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้บริษัทสามารถเพิ่มทุน นำมาพัฒนาธุรกิจให้ฟื้นขึ้นมาได้ ซึ่งหลังจากเจรจากับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ล้วนเห็นชอบหมด ทำให้คาดว่าน่าจะมีการเจรจากับเจ้าหนี้เสร็จภายในไตรมาส 1 และดำเนินการเพิ่มทุนในช่วงไตรมาส 2 ตามแผนการเพิ่มทุนครั้งนี้ นำมาใช้หนี้กับสถาบันการเงิน ที่เหลือนำมาลงทุน ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยเตรียมที่จะลงทุนด้านทีวีมีการปรับปรุงสตูดิโอใหม่ พัฒนาผู้ประกาศ และเนื้อหาข่าว ด้านหนังสือพิมพ์ นักข่าวต้องมีคุณภาพ ทำข่าวเจาะลึก เชิงวิเคราะห์ เพื่อให้เนื้อหาข่าวเป็นจุดแข็งของหนังสือพิมพ์ให้ได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...