xs
xsm
sm
md
lg

ปีจอหุ้นไอพีโอพลาดเป้า ตลาดผันผวนกดราคาต่ำจองเพียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน 360 - ปีจอหุ้นจองเจ๊งหนัก เอกชนเสนอขายหุ้นไอพีโอพลาดเป้าแค่ 18 บริษัท ต่ำกว่าปีก่อนถึงเท่าตัว หลังเจอปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศถล่มกดดันตลาดหุ้นผันผวนหนัก ขณะที่ผลตอบแทนราคาซื้อขายวันแรกไม่วิ่ง แถมหลุดจองกันเพียบ นำโดย บมจ.เจ้าพระยามหานคร เทรดวันแรกปิดต่ำกว่าจอง 21.33% ขณะที่ "เอ็ม วิชั่น" เข้าวิน กำไรสูงสุด 71.58% ส่วนปีหน้ายังต้องลุ้น หลังเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัว

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2561 ตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างรุนแรง หลังจากเปิดศักราชใหม่เพียงไม่กี่วัน ดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถพุ่งทะยานจนสามารถทุบสถิติในรอบ 43 ปี ขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,800 จุดได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยก่อตั้งมาในปี 2518 และยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนขึ้นไปแตะ 1,838.96 จุด เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา

แต่ตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่นักลงทุน และคนที่เกี่ยวข้องหวังไว้ เพราะงดงามดังที่นักลงทุนวาดฝันไว้ เพราะหลังจากนั้นได้มีปัจจัยลบทยอยเข้ามารุมเร้า ทั้งปัจจัยจากต่างประเทศ และในประเทศ เช่น เรื่องของสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ รวมถึงความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ

จากความผันผวนที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อความความเชื่อมั่นของนักลงทุน และผู้ประกอบการที่ต้องการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้การเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) ของบริษัทจดทะเบียนในปี 2561 มีจำนวนน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเกือบ 2 เท่าตัว โดยมีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนทั้งสิ้น (ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2561) จำนวน 18 บริษัท ซึ่งเป็นจำนวนต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2556 หรือต่ำสุดในรอบ 5 ปี แบ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET จำนวน 7 หลักทรัพย์ และบริษัทที่จดทะเบียนใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ mai จำนวน 11 หลักทรัพย์

ขณะเดียวกัน ยังมีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต (Thailand Future Fund) เข้าทำการซื้อขาย จำนวน 1 กองทุน และกองทุนรวมเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อีก 3 กองทรัสต์ มูลค่าการระดมทุนรวมแล้วกว่า 74,624.50 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO มากกว่า 156,621.38 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทจดทะเบียนที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนมาก กลับสร้างความผิดหวังให้แก่นักลงทุนที่จองซื้อหุ้นไอพีโอ เพราะราคาที่เข้ามาซื้อขายในวันแรกไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าราคาจองอย่างที่นักลงทุนคาดหวังไว้ แม้กระทั่งบางรายยังมีราคาซื้อขายวันแรกต่ำกว่าราคาจองด้วย

ผู้จัดการรายวัน 360 ได้สำรวจบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ระดมทุนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดเอ็มเอไอ ในปี 2561 พบว่า บริษัทที่ให้ผลตอบแทนติดลบ หรือราคาปิดการซื้อขายวันแรกต่ำกว่าราคาจองมากถึง 6 บริษัท และอีก 2 บริษัทที่ราคาปิดเท่ากับราคาจอง มีเพียง 10 บริษัทที่มีราคาปิดวันแรกเหนือกว่าราคาไอพีโอ แต่เทียบเป็นอัตราส่วนที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับปี 2561 ที่หุ้นไอพีโอ ล้วนแต่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนซื้อที่สูง

โดยบริษัทจดทะเบียนที่ให้ผลตอบแทนติดลบสูงสุด 3 อันดับแรก คือ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอ ราคาไอพีโอ 3.00 บาท ปิดซื้อขายวันแรกที่ 2.36 บาท หรือลดลง 21.33% อันดับ 2 บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ราคาไอพีโอ 2.58 บาท ปิดวันแรกที่ 2.06 บาท หรือลดลง 20.16% และอันดับ 3 บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB จดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอ ราคาไอพีโอ 5.20 บาท ปิดวันแรกที่ 4.36 บาท หรือลดลง 16.15%

ส่วนบริษัทที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนสูงสุดเมื่อเข้าซื้อขายวันแรก 3 อันดับแรก จะเป็น บจ.ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอ ทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MVP ราคาไอพีโอ 1.90 บาท ซื้อขายวันแรกปิดที่ 3.26 บาท ให้ผลตอบแทนแก่ผู้จองซื้อสูงถึง 71.58% อันดับ 2 บริษัท ไทยอุตสาหกรรมพลาสติก (1994) จำกัด (มหาชน) หรือTPLAS ราคาไอพีโอ 1.48 บาท ปิดวันแรก 2.38 บาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 58.81% และบริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ราคาไอพีโอ 9.30 บาท ปิดวันแรกที่ 14.70 บาท หรือเพิ่มขึ้น 58.06%

ขณะที่ บจ. 2 แห่งที่มีราคาปิดวันแรกเท่ากับราคาไอพีโอ ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เสนอขายราคาไอพีโอที่ 11.60 บาท และบริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO จดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอ ราคาไอพีโอที่หุ้นละ 2.88 บาท

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบราคาหุ้นที่เข้ามาซื้อขายแล้ว ส่วนใหญ่ราคายังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนล่าสุดราคาปิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 บริษัทที่จดทะเบียนภายในปีนี้ส่วนใหญ่ยังคงปรับตัวลดลงและต่ำกว่าราคาไอพีโอ โดยมีจำนวนกว่า 12 บริษัทที่ราคายังไม่สามารถยืนเหนือราคาไอพีโอได้ คงเหลือเพียง 6 บริษัทที่ราคาที่เสนอขายให้แก่ประชาชนในครั้งแรก

สำหรับ บจ.ที่มีราคาล่าสุด (20 ธ.ค.61) ปรับตัวสูงกว่าราคาไอพีโอ ได้แก่ บมจ.ดีโอดี ไบโอเทค (DOD) ปิดที่ 14.10 บาท สูงกว่าราคาไอพีโอที่ 9.30 บาท อยู่ 51.61% แต่ยังคงเป็นราคาที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าราคาปิดวันแรกที่ 14.70 บาท อันดับ 2 บมจ.ชโย กรุ๊ป (CHAYO) ปิดที่ 3.54 บาท สูงกว่าราคาไอพีโอ 22.92% และอันดับ 3 บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER ราคาปิดอยู่ที่ 4.20 บาท สูงกว่าราคาไอพีโอที่ 3.65 บาท คิดเป็น 15.07%

ส่วน บจ.ที่ปรับราคาปรับตัวลดลงมากที่สุด คือ บริษัท เอเชีย ไบโอแมส จำกัด (มหาชน) หรือ ABM ราคาปิด (20 ธ.ค.) อยู่ที่ 0.90 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 1.80 บาท ถึง 50.00% อันดับ 2 บมจ.เจ้าพระยามหานคร (CMC) ราคาปิด 1.65 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอ 45.00% และอันดับ 3 บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC ราคาปิดที่ 1.30 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 1.95 บาท คิดเป็น 33.33%

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2561 มีบริษัทจดทะเบียนเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น mai จำนวน 11 บริษัท มูลค่าการระดมทุนกว่า 5,223.02 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งสิ้นประมาณ 19,619.30 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้เฉลี่ยที่ประมาณ 15 บจ. มาร์เกตแคปประมาณ 20,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบ บจ.ที่เข้ามาระดมทุนในตลาดเอ็มเอไอ กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถือว่าใกล้เคียงกับเป้าหมาย แม้จะต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย ทั้งในแง่ของมาร์เกตแคปที่ต่ำกว่าเป้าหมายเพียง 400 ล้านบาท ขณะที่จำนวน บจ. ที่ขาดไปจำนวน 4 ราย

ขณะนี้มี บจ. ใหม่ 3 ราย ที่ผ่านเกณฑ์อนุมัติไฟลิ่งแล้ว และจะเทรดในต้นปี 62 ซึ่งเป็นไปตามการเลือกเวลาเหมาะสมของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ และยังมีบริษัทที่อยู่ระหว่างการอนุมัติอีกกว่า 10 บริษัท ซึ่งในแต่ละบริษัทที่จะเข้าระดมทุนก็จะมีช่วงเวลาไฮซีซันที่เหมาะสมของแต่ละภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีบริษัทที่ยื่นความจำนงเข้าจดทะเบียนในตลาด mai ประมาณ 200 บริษัท โดยในปี 2562 ตลาดเอ็มเอไอ ตั้งเป้าที่จะยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน และมุ่งเน้นด้านความยั่งยืนในธรรมาภิบาลมากขึ้น ตลอดจนถึงการแลกเปลี่ยนให้ความรู้ของผู้บริหารระดับสูงเพื่อให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี ตลอดจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคด้วย

ขณะเดียวกัน จากสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องติดตามดูว่าเรื่องดังกล่าวจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยมากน้อยเพียงใด รวมถึงผลกระทบที่มีต่อแผนเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นของบรรดาบริษัทจดทะเบียนน้องใหม่ซึ่งอาจทำให้ปี 2562 เป็นอีกหนึ่งที่เป้าหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาด mai อาจไม่เป็นไปตามที่หลายส่วนคาดหวัง

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่บริษัทเข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีจำนวนน้อยนั้น สืบเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ภาวะตลาดหุ้นไม่เอื้อ ความพร้อมในการเข้าจดทะเบียน รวมถึงความจำเป็นต้องการใช้เงินทุนของแต่ละบริษัท ซึ่งหากบริษัทไม่รีบใช้เงินอาจจะชะลอแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไว้ก่อน เพื่อรอให้ภาวะตลาดปรับตัวดีขึ้น



กำลังโหลดความคิดเห็น...