xs
xsm
sm
md
lg

ปิดตลาดหุ้นไทยวันสุดท้ายปีจอ +15.51 จุด ต่ำกว่าปี 60 ถึง 189.83 จุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปิดตลาดสิ้นปีจอ หุ้นไทยบวก +15.51 จุด MBKET มองเป้าหมาย SET Index ปีหมูทองแกว่งกรอบ 1,743 จุด คาดความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวสะท้อนออกไปบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่หมด ลุ้นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าอีกครั้ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดตลาดทำการซื้อขายหุ้นวันสุดท้ายของปี 2561 ปิดตลาดดัชนีปรับตัวบวกกว่า 15.51 จุด หรือเปลี่ยนแปลง +1.00% โดยปิดตลาดที่ 1,563.88 ระหว่างวันปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 1,564.02 จุดและปรับตัวลดลงต่ำสุดที่ 1,549.70 จุด มูลค่าการซื้อขายสุทธิ 38,223.65 ล้านบาท

หลักทรัพยที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 634 หลักทรัพย์ ไม่เปลี่ยนแปลง จำนวน 447 หลักทรัพย์ และปรับตัวลดลง 582 หลักทรัพย์

หากพิจารณาจากประเภทของนักลงทุนที่ซื้อขายหลักทรัพย์พบว่า บัญชี บล. ขายสุทธิกว่า -3,106.50 ล้านบาท และ นักลงทุนในประเทศขายสุทธิกว่า -1,714.41 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศกลับซื้อสุทธิกว่า 2,525.97 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิกว่า 2,294.94 ล้านบาท

จำนวนหลักทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF ปิดที่ 81.50 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น +3.75 บาทต่อหุ้น หรือ +4.82% มูลค่าการซื้อขายกว่า 1,888,504.12 ล้านบาท

บมจ. ปตท หรือ PTT ปิดที่ 46.00 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น +0.50 บาทต่อหุ้น หรือเปลี่ยนแปลง +1.10% มูลค่าการซื้อขายกว่า 1,878,255.88 ล้านบาท

บมจ. ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ปิดที่ 68.75 บาทต่อหุ้น มูลค่าการซื้อขายกว่า 1,597,873.85 ล้านบาท

บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ปิดที่ 71.25 บาทต่อหุ้น ลดลง -0.50 บาทต่อหุ้น หรือเปลี่ยนแปลง -0.70% มูลค่าการซื้อขายกว่า 1,466,905.88 ล้านบาท

บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP ปิดที่ 113.50 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น +0.50 บาทต่อหุ้น หรือเปลี่ยนแปลง +0.44% มูลค่าการซื้อขายกว่า 1,409,028.55 ล้านบาท

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยในวันทำการสุดท้ายของปีที่ผ่านมาวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ปิดตลาดที่ 1,753.71 จุด ซึ่งดัชนีปิดสูงกว่าวันทำการซื้อขายสุดท้ายปี 2561 กว่า 189.83 จุด

อย่างไรก็ตาม บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ประเมินว่า เป้าหมาย SET Index ปี 2562 จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1,743 จุด พิจารณาจากตลาดหุ้นโลก, VIX Index , Bond yield, Dollar และราคาทองคำ ได้ปรับตัวสะท้อนความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวไปแล้วบางส่วน แต่ยังไม่หมด และคาดว่า ความกังวลจะยังกดดันตลาดหุ้นต่อไปจนถึงเดือน ก.พ. (กำหนด Hard Deadlind เจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน ในวันที่ 1 มีนาคม)

นอกจากนี้ ประเมินว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก หรือเรียกว่า “เดินข้างหน้าก็ระแวง ด้านหลังก็กลัวถูกแทง” กล่าวคือ 1.หากเลือกที่จะเจรจาการค้ากับจีน มีโอกาสสูงที่ยอดขาดดุลการค้าทำระดับสูงสุดต่อเนื่อง (ปัจจุบันเริ่มเพิ่มวงเงินภาษี ยังขาดดุลสูงสุดในรอบ 10 ปี) และ 2.หากไม่เจรจาการค้าก็จะส่งผลกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ขณะที่ “ด้านหลัง” อย่างพรรค Democrat ซึ่งภายหลังสามารถครองคะแนนเสียงส่วนมากในสภาล่างได้ ก็เริ่มกดดัน Trump ทั้งจากประเด็น การไล่สอบสวนคดีต่างๆ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งย้อนหลัง ล่าสุด Michael Cohen อดีตทนายความคนสนิท Trump ยอมสารภาพถึงการช่วยเหลือ Trump ยิ่งเป็นการเปิดทางให้ Democrat มีหลักฐานเพิ่มในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

อีกทั้งการโหวตไม่เห็นชอบต่อนโยบายต่างๆ และในปี 2562 กำไรตลาดหุ้นจะเติบโตในอัตราที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากผลของภาษี ทำให้อาจเห็นดอลลาร์สหรัฐกลับมาอ่อนค่าได้ ประกอบกับการหยุด QE และขึ้นดอกเบี้ยของยุโรป ส่วนทางเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว อาจเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาเชิงโครงสร้างต่อยุโรปในปีหน้าได้ ปัจจัยที่กล่าวมาทำให้เมย์แบงก์ ประเมินว่าในช่วงครึ่งหลังปี 2562 อาจเห็นเม็ดเงินเริ่มทยอยไหลกลับภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง


กำลังโหลดความคิดเห็น...