xs
xsm
sm
md
lg

ส่องพอร์ตเศรษฐีหุ้น “หมอเสริฐ” ธุรกิจหลักแข็งแกร่งดันรักษาแชมป์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นับเป็นปีที่ 6 สำหรับ “นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” หรือ “หมอเสริฐ” ที่ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการจัดอันดับจากวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2561

โดยปีนี้ “หมอเสริฐ” ถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 77,129.32 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 13,602.02 ล้านบาท หรือ 21.41% ผ่านการถือหุ้นในบริจดทะเบียนทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือโรงพยาบาลกรุงเทพ ด้วยการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ในสัดส่วน 18.47% รวมมูลค่า 73,786.86 ล้านบาท ถัดมาคือ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในสัดส่วนถือหุ้น 10.61% มูลค่า 2,985.22 ล้านบาท บมจ.ส่วนที่เหลืออีก 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) สัดส่วน 0.79% มูลค่า 75.48 ล้านบาท และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย (SPF) สัดส่วน 24.60% มูลค่า 281.75 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ด้านตระกูล “ปราสาททองโอสถ” ยังเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งปีนี้เครือญาติในตระกูลครองหุ้นรวมกันมีมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรกของทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทย โดย 6 เครือญาติในตระกูล ได้แก่ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และ 5 ทายาท อันได้แก่ “พุฒิพงศ์” “สมฤทัย” “อาริญา ปรมาภรณ์” และ “พลตำรวจโทวิสนุ” ถือครองหุ้นรวมกันเป็นมูลค่า 104,530.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,230.94 ล้านบาท หรือ 8.55%

ทั้งนี้ เมื่อนำข้อมูลในอดีตของบริษัทจดทะเบียนทั้ง 4 แห่งที่ “หมอเสริฐ” ถือครองหุ้น พบว่า แต่ละบริษัทมีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่ 1.บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ธุรกิจหลักของตระกูล ปราสาททองโอสถ ถือเป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ผ่านโรงพยาบาลชั้นนำในเครือจำนวนมาก

และหากเปรียบเทียบราคาหุ้นในปัจจุบันกับช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ พบว่า หุ้น BDMS ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1,394% จาก 1.79 บาท/หุ้น เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2552 ขณะที่ปัจจุบัน (6 ธ.ค.2561) ราคา 26.75 บาท/หุ้น ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557 พบว่า ตัวเลขด้านการเงินที่สำคัญของบริษัทขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่สินทรัพย์รวม ปัจจุบันในไตรมาส 3/61 อยู่ที่ 1.25 แสนล้านบาท จาก 9.32 หมื่นล้านบาทในปี 2557

ขณะที่รายได้รวมปี 2560 อยู่ที่ 7.71 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 5.8 หมื่นล้านบาท ส่วนไตรมาส 3/61 บริษัทมีรายได้รวม 6.05 หมื่นล้านบาท และตลอดทั้งปีมีโอกาสทำรายได้รวมในระดับ 7 หมื่นล้านบาทเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน เช่นเดียวกับกำไรสุทธิ ซึ่งไตรมาส 3/61 อยู่ที่ระดับ 7.84 พันล้านบาท ใกล้แตะระดับสูงสุดที่ทำไว้เมื่อปี 2560 ที่ระดับ 1.02 หมื่นล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินผลงานของ BDMS ว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/61 ที่ระดับ 2.88 พันล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้น 19.2% จากปีก่อนและเพิ่มขึ้น 41.0% จากไตรมาสก่อน โดยไม่มีรายการพิเศษ ซึ่งกำไรสุทธิดังกล่าวดีกว่าคาดการณ์ไว้ โดยกำไรในไตรมาส 3/61 คิดเป็น 29.6% ของประมาณการกำไรปีนี้ของเราที่ 9.74 พันล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกปีนี้คิดเป็น 80.5% ของประมาณการปีนี้

ทั้งนี้ กำไรที่โตต่อเนื่องเป็นผลมาจากการที่มีผู้ป่วยมาใช้บริการเพิ่มขึ้นจากปัจจัยฤดูกาลหลังผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์ และรอมฎอนไปแล้ว โดยปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญได้แก่ ฤดูฝน platform โรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพโดยมีศูนย์ COE ถึง 10 ศูนย์ ไม่มีแผนขยายธุรกิจเชิงรุกเหมือนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอีก และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง (มาอยู่ที่ 261 ล้านบาท จากที่เคยสูงถึงกว่า 300-400 ล้านบาทในไตรมาสที่ผ่านๆ มา) โดยรายได้ในไตรมาส 3/61 อยู่ที่ 1.96 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.6% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10.2% จากไตรมาสก่อน ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) อยู่ที่ 32.4% เพิ่มขึ้นจาก 32.3% ในไตรมาส 3 ปี 60 และ 30.2% ใน ไตรมาส 2 ปี 61

ทำให้ บล.เคจีไอ เชื่อว่าการที่บริษัททุ่มลงทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่องมาหลายปีจะผลิดอกออกผลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยในปัจจุบัน บริษัทยังไม่มีแผนลงทุนก้อนใหญ่อีกยกเว้นการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลให้ได้ตามเป้า 50 แห่งภายในปี 2563 จากปัจจุบันที่ 45 แห่ง นั่นหมายถึงกำไรสุทธิจะแตะระดับ 9.74 พันล้าบาทในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 1.09 หมื่นล้านบาทในปีหน้า โดยมีราคาเป้าหมาย 31.00 บาท/หุ้น 2.โรงพยาบาล นนทเวช (NTV) แม้ไม่อยู่ในเครือ รพ.กรุงเทพดุสิตเวชการ แต่ถือว่า หมอเสริฐ ให้ความสำคัญกับการถือหุ้นนี้ไม่น้อย เนื่องจากถือครอง NTV มาอย่างยาวนาน อีกทั้งเคยมีข่าวเข้าเจรจากับผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ NTV เพื่อขอควบรวมกิจการ แต่จนแล้วจนรอด เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือในห้องค้า

หากมองสัดส่วนการถือหุ้น NTV ที่ระดับ 0.79% หรือคิดเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงพยาบาลนนทเวช ที่อันดับ 11 จากจำนวนหุ้นที่ถือครอง 1.258 ล้านหุ้น อย่างไรก็ตาม 10 ปีที่ผ่านมา จากผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่องทำให้ราคาหุ้น NTV ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากวันที่ 6 ม.ค.2552 ราคาอยู่ที่ระดับ 9.00 บาท ขณะที่ 6 ธ.ค.2561 ราคาอยู่ที่ระดับ 57.00 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 533.33%

ขณะที่สินทรัพย์ของ NTV ณ ไตรมาส3/61 อยู่ที่ 2.24 พันล้านบาท จากปี 2557 อยู่ที่ 1.66 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 35% ส่วนหุ้นสินรวมในช่วงเวลาเดียวกันปรับตัวเพิ่มเล็กน้อยจาก 264.08 ล้านบาทในปี 2557 มาอยู่ที่ 297.47 ล้านบาทในไตรมาส 3/61 เช่นเดียวกันกับรายได้รวมที่ขยายตัวจาก 1.89 พันล้านบาทในปี 2557 มาอยู่ที่ 2.06 พันล้านบาทในปี 2560 และ 1.66 พันล้านบาทในไตรมาส 3/61 รวมถึงกำไรสุทธิจาก 265.39 ล้านบาท ในปี 2557 มาอยู่ที่ 317.67 ล้านบาทในไตรมาส 3/61

เหตุผลมาจากแผนธุรกิจของ NTV ที่ตัดสินใจซื้อพื้นที่ข้างโรงพยาบาลมาดำเนินการก่อสร้างอาคารใหม่ แม้เริ่มต้นการลงทุนดังกล่าวจะทำให้รายได้ลดลง แต่เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทำให้โรงพยาบาลสามารถรองรับผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่รายได้ที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และถือว่า แม้จะยังไม่มีการควบรวม NTV เข้ากับโรงพยาบาลในกลุ่ม ปราสาทองโอสถ แต่ หมอเสริฐ ได้กำไรจากการถือหุ้นครั้งนี้ไม่น้อย และ NTV ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกหลายปี 3.บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) หรือ “บางกอกแอร์เวย์ส” แม้ตัวเลขสินทรัพย์รวมตั้งแต่ปี 2557 จะขยายตัวต่อเนื่องจนแตะระดับ 6.19 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 3/61 จาก 4.85 หมื่นล้านบาทในปี 2557 แต่หนี้สินรวมอันมาจากการขยายธุรกิจก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 2.31 หมื่นล้านบาทในปี 2557 มาอยู่ที่ 2.98 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 3/61

ส่วนด้านรายได้รวม บริษัททำรายได้สูงสุดในปี 2560 ที่ระดับ 2.93 หมื่นล้านบาท จากปี 2557 ซึ่งมีรายได้ 2.25 หมื่นล้านบาท ส่วนไตรมาส 3/61 บริษัทสามารถทำได้แล้ว 2.16 หมื่นล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ BA ทำกำไรมากสุดในปี 2558 ที่ระดับ 1.79 พันล้านบาท จากนั้นปรับตัวลดลงเหลือ 787.91 ล้านบาทในปี 2560 และล่าสุด 663.83 ล้านบาทในไตรมาส 3/61

อย่างไรก็ตาม ในด้านภาพรวมธุรกิจ ผู้บริหารคาดว่าผลการดำเนินงานในปี 2561 รายได้จะเติบโต 1% จากปีก่อนอยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท ขณะที่ 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.16 หมื่นล้านบาท เป็นไปตามการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเติบโต 1% และอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารที่จะอยู่ที่ 70% จาก 9 เดือนทำได้แล้ว 69%

เพราะแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/61 น่าจะเติบโตกว่าไตรมาส 3/61 จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอยู่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33% ของนักท่องเที่ยวโดยรวม ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 70% และอีก 30% จะเป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ

สำหรับรายได้ปี 2562 ผู้บริหาร BA คาดว่าจะเติบโต 3% เมื่อเทียบกับปีนี้ จากจำนวนผู้โดยสารที่คาดจะเติบโต 3% และอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) คาดจะอยู่ในระดับ 70% ใกล้เคียงกับปีนี้ เนื่องจากยังคงเผชิญต่อสภาพการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง ส่งผลต่อราคาตั๋วโดยสารปรับตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการปรับตัวทำให้ยังคงประคองราคาให้เติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะในเส้นทางบิน CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) พร้อมยังคงมีแผนเปิดเส้นทางบินใหม่เพิ่มเติมอีกในปีหน้า จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางบินกรุงเทพฯ-แคม รัช (เวียดนาม) เส้นทางบินเชียงใหม่-กระบี่ และเส้นทางบินสมุย-ไทเป

นอกจากนี้ BA มีแผนรับมอบเครื่องบินอีกจำนวน 4 ลำ เพื่อทดแทนการปลดระวางเครื่อง ATR72-500 โดยจะรับมอบเครื่องบิน ATR72-600 เข้ามาทดแทน ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารจัดการได้ดีขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทมีจำนวนฝูงบินรวมทั้งสิ้น 39 ลำ และมีพันธมิตรทางการบิน (Code share) อยู่ที่ 27 สายการบิน

สำหรับธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่สายการบิน ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างรอเข้าประมูล สัมปทานบริหารพื้นที่ร้านค้าปลอดภาษีอากร (ดิวตี้ ฟรี) ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าทาง บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) จะสามารถเปิดประมูลได้ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้

ด้านแผนการซื้อหุ้นคืนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยมีจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนจำนวนไม่เกิน 40 ล้านหุ้น หรือจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 10% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.61-6 มี.ค.62 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการทยอยซื้อหุ้นคืนไปแล้วบางส่วน หรือคิดเป็น 25 ล้านหุ้น ในวงเงิน จำนวน 300 ล้านบาท คาดว่าจะยังคงทยอยเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องตามแผน

ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินทิศทางธุรกิจ BA ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิในไตรมาส 36 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 157 ล้านบาทในไตรมาส 3/60 ถือว่าดีเกินคาดเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหุ้นสายการบินอื่นๆ โดยนอกจากจะเป็นช่วงหน้าท่องเที่ยวของเกาะสมุยแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไรของ BA ยังได้แก่การจัดแคมเปญโปรโมชันน้อยลง มีการขยายเส้นทางเพิ่มขึ้นไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และกลยุทธ์ด้านการขายที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเครื่องบินที่แพงขึ้นก็ส่งผลลบต่อสายการบินต่างๆ รวมถึง BA ด้วย แต่ยังดีที่บริษัทป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้สูงถึง 77% จึงสามารถลดผลกระทบจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่แพงขึ้นลงไปได้บางส่วน ทำให้ในระยะต่อไป เชื่อว่าธุรกิจของบริษัทมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากอีก 6 เดือนข้างหน้า เป็นช่วงที่การท่องเที่ยวไทยแข็งแกร่งขึ้นตามฤดูกาล ไม่เพียงเท่านี้ผลกระทบจากราคาน้ำมันน่าจะลดลง และมีการปรับราคาขายตั๋วเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง จึงยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2561-62 เอาไว้เท่าเดิม แต่อย่างไรก็ตาม เรามองว่าบริษัทอาจมี downside อยู่จากสภาวะการแข่งขันที่ยังคงเข้มข้น และโอกาสที่จะเกิดผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงน้ำมัน (hedging loss) ในช่วงที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง โดยมีเป้าหมาย 18.60 บาท/หุ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...