xs
xsm
sm
md
lg

JMART ปีหน้าแค่กระเตื้อง! ลุ้นบริษัทลูกพลิกฟื้นส่งกำไร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน 360 องศา - ส่องแนวโน้ม “เจมาร์ท” หลังดิ่งลงหนักจากเงินดิจิทัล “JFin Coin” แถมค่าใช้จ่ายเพิ่ม อีกทั้งยอดขายลดตามภาพรวมตลาดมือถืออิ่มตัว ประเมินปีหน้าหลังผลกระทบมาตรฐานบัญชีใหม่ลดลง ยอดขายกลับมากระเตื้อง ส่วนแบ่งจากบริษัทย่อยเริ่มพลิกฟื้น โดยเฉพาะ JMT ที่มีลุ้นสร้างสถิติใหม่ แต่โดยรวมโอกาสขยับกลับถึงยอดดอยยังเป็นไปได้ยาก

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในปี 2561 หนึ่งในบริษัทจดทะเบียนที่มีความผันผวนไม่แพ้ดัชนีหลักทรัพย์ หนีไม่พ้น บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (JMART) ด้วยราคาหุ้นสวิงอย่างรุนแรง จากราคาสูงสุดจนสร้างสถิติที่ระดับ 25.25 บาทต่อหุ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จากนั้นก็เข้าสู่โมเมนตัมขาลงจนเมื่อส่งท้ายเดือนตุลาคม ราคาแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 4.68 บาทต่อหุ้น หรือลดลงกว่า 81%

เดิมที JMART ดำเนินธุรกิจการจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์มือถือผ่านระบบเงินสด ระบบผ่อนชำระ และระบบขายส่ง เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2552 ผลดำเนินงานที่ผ่านมาเติบโตต่อเนื่องตามยอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่ได้รับความนิยม จนทำให้บริษัทได้ขยายธุรกิจไปในส่วนการบริหารพื้นที่เช่าสำหรับธุรกิจค้าปลีกโทรศัพท์มือถือ ภายใต้ชื่อ IT Junction ซึ่งเป็นพื้นที่ในการบริหารของบริษัท เพื่อการค้าปลีกโทรศัพท์มือถือ

จากนั้น JMART ขยายธุรกิจมาสู่การให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ ฟ้องสืบทรัพย์ บังคับคดีทั่วประเทศ และดำเนินการซื้อหนี้ที่สงสัยจะสูญจากสถาบันการเงินและบริษัทผู้ให้บริการอื่นๆ มาดำเนินการติดตามหนี้และหาผลประโยชน์ โดยผ่านบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) ซึ่งปัจจุบัน JMART ถือหุ้น 55.81% และถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ด้วยผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง

ไม่เพียงเท่านี้ JMART ยังขยายอาณาจักรโดยเข้าลงทุนใน บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) ด้วยสัดส่วน 24.99% จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SINGER และในช่วงเดียวกัน บริษัทในเครืออย่าง บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท (J) ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จนกล่าวได้ว่านี่คืออาณาจักรเล็กๆ กลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้น ด้วยบริษัทจดทะเบียนเครือถึง 4 แห่ง เข้าซื้อขายอยู่บนกระดานหลักทรัพย์

สิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลง JMART มากที่สุด หนีไม่พ้นการก้าวกระโดดทางธุรกิจจากการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือมาสู่การติดตามหนี้สินและการให้สินเชื่อผ่าน “J Money” และที่สร้างปรากฏการณ์มากที่สุด คือ การผลักดันให้บริษัทย่อยในเครืออย่าง บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC) ซึ่งบริษัทถือหุ้นใหญ่ 80% เดินหน้าระดมทุนแบบ (Initial Coin Offering : ICO) โดยเสนอขายดิจิทัลโทเคนต่อประชาชนในชื่อ “JFin Coin” จำนวน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากทั้งหมด 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในราคาโทเคนละ 6.6 บาท (เทียบได้กับ 0.20 ดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าระดมทุนราว 660 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาระบบ Decentralized Digital Lending Platform (DDLP) โดยนำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่

“การระดมทุนด้วยดิจิทัลโทเคนแบบ ICO อาจเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย แต่ก็มีหลายบริษัทที่เลือกเข้ามาระดมทุนด้วยวิธีนี้กันในต่างประเทศ เนื่องจากเป็นวิธีระดมทุนที่ไม่มี Dilution และไม่มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย เราเองอยากเป็นบริษัทจดทะเบียนบริษัทแรกที่นำเอาเรื่องนี้เข้ามาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ในฐานะที่เจมาร์ท เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพยายามหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดในทุกขั้นตอน พร้อมยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อทำให้ Fintech เกิดได้จริงในประเทศไทย แม้จะยังไม่มีกฎเกณฑ์ของหน่วยงานผู้กำกับในปัจจุบัน แต่บริษัทยินดีที่จะปฏิบัติตามหากมีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในอนาคต” อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART แสดงความเห็นต่อธุรกิจใหม่ของกลุ่มในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับ JFin Coin ที่เสนอขายนั้น เป็นโทเคนแบบ Utility Token ซึ่งนำเอามาใช้ในระบบ Blockchain ที่ JVC จะพัฒนาขึ้น เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อ โดยนักลงทุนที่สนใจซื้อ JFin Coin จะมีเป้าหมายที่จะนำโทเคนไปใช้ในระบบ และ JFin Coin เองสามารถนำไปซื้อขายในตลาดรองได้ ซึ่งปัจจุบันได้มีพันธมิตรตลาดรอง คือ TDAX ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มซื้อขายเหรียญ Cryptocurrency ชื่อดังในประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทฯ จะมีการตรวจสอบความมีตัวตนของผู้เข้ามาซื้อ JFin Coin ด้วย ผ่านระบบ KYC ของพันธมิตร และจากแผนธุรกิจดังกล่าวทำให้ในช่วงเวลานั้น (ก.พ.2561) หุ้น JMART ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมากจนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ด้วยเพราะเงินดิจิทัลโทเคนกำลังได้รับความสนใจจนนำไปสู่การปรับตัวขึ้นสร้างสถิติที่ 25.25 บาทต่อหุ้นของหุ้น JMART แต่ท้ายที่สุด ไม่ถึง 1 ปี กระแสการตอบรับเงินดิจิทัลอย่าง JFin Coin ลดลงอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่คำถามว่า ประเทศไทยพร้อมมากน้อยเพียงใดสำหรับการลงทุนแบบนี้

มีการกล่าวว่า นักลงทุนที่รุมเข้าไปเล่น JFin Coin น่าจะแยกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งมีความรู้เกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัลอย่างดี และมีความประสงค์จะเข้าไปใช้บริการระบบสินเชื่อที่พัฒนาขึ้น โดยเชื่อว่าอนาคตน่าจะสดใส ส่วนอีกกลุ่มอาจมีความรู้เกี่ยวกับเงินสกุลใหม่ในระดับงูๆ ปลาๆ ไม่เข้าใจในระบบสินเชื่อแบบไม่มีคนกลาง แต่ต้องการเข้าไปเก็งกำไร เพราะหากได้รับความนิยมเหมือนบิตคอยน์ อาจรวยในพริบตา

ขณะเดียวกัน การลงทุนใน JFin Coin ใช้เงินไม่มาก เหรียญละ 6.60 บาท ซื้อ 1 พันเหรียญ ใช้เงินเพียง 6,600 บาท ลงทุน 1 หมื่นเหรียญ เสี่ยงลงเงินเพียง 66,000 บาท แต่ถ้าอนาคต JFin Coin ได้รับความนิยมเหมือนบิตคอยน์ ราคาพุ่งทะยาน ถือไว้เพียง 1 หมื่นเหรียญ ก็อาจจะกลายเป็นเศรษฐีได้

ไม่ว่าจะมองโลกอย่างไรก็ตาม เมื่อนักลงทุนที่จองซื้อบางส่วนเป็นนักเก็งกำไร ไม่คิดจะเข้าไปทำธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลโดยไร้คนกลาง ทำให้โครงการที่กลุ่ม JMART พัฒนาขึ้นจึงไม่เป็นที่นิยม ฉุดให้ความต้องการ JFin Coin ลดลง แม้ที่ผ่านมา ผู้บริหารพยายามทำแผนกระตุ้น แต่ราคากลับไม่กระเตื้อง โดยราคาซื้อขายกลับปรับลดต่ำลงเหลือเพียง 1 บาทกว่าๆ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อ JFin Coin ไม่เพียงเท่านี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวยังกดดันให้ราคาหุ้น JMART ปรับตัวลดลงตามด้วย ทำให้นักลงทุนที่เข้าลงทุนในเงินดิจิทัลของกลุ่ม และนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้น JMART ส่วนหนึ่งประสบปัญหาขาดทุนจากมูลค่าเงิน JFin Coin ที่ลดลงในทิศทางเดียวกับราคาหุ้น JMART จนนักลงทุนบางส่วนต้องยอมตัดขายขาดทุน และเพิ่มความระมัดระวังในเงินสกุลดิจิทัลมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของ JFin Coin ทำให้บริษัทที่วางแผนที่จะระดมทุน โดยเสนอขายเงินสกุลดิจิทัลต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ ICO ต้องถอยมาตั้งหลักใหม่ เพราะหวั่นว่า หากจัดตั้งออกมาอาจไม่ได้รับความสนใจ เนื่องจากนักลงทุนเข็ดขยาดจากตัวอย่างที่เกิดขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ ความเชื่อมั่นต่อ JMART ยังปรับตัวลดลงอีก หลังผลดำเนินงานงวดไตรมาส 3/61 และงวด 9 เดือน ประกาศออกมาเหลือกำไรสุทธิ 2.62 ล้านบาทในไตรมาส 3/61 ขณะที่ช่วงเดียวกันปีก่อน บริษัททำได้ 130.82 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนบริษัทขาดทุน 140.09 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรสุทธิ 394.12 ล้านบาท โดยบริษัทให้สาเหตุว่าในไตรมาส 3/61 มีรายได้จากการขายลดลง รวมถึงรายได้ค่าเช่า และค่าบริการ โดยเฉพาะยอดขายในส่วนของช่องทางของ SINGER

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากร่วม 43.9% จากการสำรองหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลของบริษัทย่อย รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน เพราะบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจด้านสินเชื่อมีการขยายส่วนงานธุรกิจ

แต่หากพิจารณาภาพรวมธุรกิจของ JMART ต้องยอมรับว่า หนึ่งธุรกิจหลักที่เคยสร้างรายได้และกำไรในปัจจุบันมีทิศทางที่เปลี่ยนไปเป็นขาลง นั่นคือ การเป็นผู้จำหน่ายค้าปลีก และค้าส่งโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ และสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพราะหากมองธุรกิจดังกล่าวควบคู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีทั้งตลาดล่าง ตลาดกลาง และตลาดบน จะรู้ได้ว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดล่างและตลาดกลางเติบโตมาก เป็นผลมาจากกำลังซื้อที่สูง จนทำให้ผลดำเนินงานของบริษัทเติบโต แต่ปัจจุบัน ตลาดโทรศัพท์มือถือระดับล่างกับระดับกลางเริ่มอิ่มตัว จึงฉุดให้ยอดขายของ JMART ลดลง บริษัทมีการค้างสต๊อกของสินค้ามากขึ้น ส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัท

นอกจากนี้ การตั้งสำรองหนี้ ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS9 นั้น สร้างผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทลูกทั้ง JMT และ SINGER และเป็นอีกสาเหตุที่ผู้บริหารเชื่อว่าทำให้เกิดแรงขายหุ้น JMART จนปรับตัวลดลงมาก เพราะนักลงทุนกังวลในเรื่องที่บริษัทต้องตั้งสำรองตามมาตรฐานบัญชีใหม่ โดยมีรายงานว่า นอกจากนักลงทุนทั่วไปที่เทขายหุ้น JMART แล้ว ยังมีนักลงทุนสถาบันบางส่วนขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมาเช่นกัน จากเหตุผลข้างต้น จึงทำให้ราคาหุ้น JMART ปรับตัวลดลงอย่างมาก และยังมีนักลงทุนบางส่วนขาดทุนจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลง

ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตาม JMART ต่อจากนี้ คือ ผลดำเนินงานในไตรมาสสุดท้ายของปี โดยบริษัทฯ ยังมีมุมมองเชิงบวกว่า ธุรกิจการจัดจำหน่ายมือถือ ซึ่งเป็นธุรกิจของบริษัทจะเข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุดของปี โดยมีสินค้ามือถือรุ่นใหม่ออกมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง และโปรโมชันจากแบรนด์ต่างๆ มากระตุ้นยอดขาย

ขณะที่ในปี 2562 JMART คาดว่าจะยิ่งได้รับผลส่งกำไรจาก JMT ในทิศทางที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนคาดว่าจะมีผลประกอบการที่สร้างสถิติใหม่ ขณะเดียวกัน บริษัทจะเร่งพลิกผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทย่อยอื่นๆ ให้เติบโตกลับมาได้ เช่น บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด (J FINTECH) บริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจทางด้านการปล่อยสินเชื่อภายใต้แบรนด์ “J MONEY” คาดว่า หลังจากปรับนโยบายการปล่อยสินเชื่อเพื่อให้ได้ลูกค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น หรือลูกค้าที่มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาท และการจัดเก็บหนี้ได้ตามเป้าหมาย บริษัทยังได้ขยายการทำธุรกิจไปยังการปล่อยสินเชื่อแฟกตอริ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อที่ดี ทำให้ยังมั่นใจได้ว่าปีหน้า 2562 จะพลิกกลับเป็นกำไรได้

ส่วน บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงทั้งในด้านรายได้ และต้นทุน โดยสินทรัพย์อะไรที่ยังไม่อยู่ในธุรกิจหลักจะพิจารณาในการขายออก และพิจารณาการหาผู้ร่วมทุนในโครงการที่มีศักยภาพของบริษัท ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นผลตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2561 และไตรมาส 1 ปี 2562

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์ที่อยู่บนพื้นฐานธุรกิจของบริษัท แต่สิ่งที่หลายฝ่ายต้องการเห็นจาก JMART คือ แผนธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาช่วยผลักดันผลประกอบการให้มีอัตราการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และมั่นคง เพื่อผลักดันให้หุ้น JMART ผ่านพ้นจุดต่ำสุด และช่วยให้ผู้ที่ถือหุ้นลดการขาดทุนจากส่วนต่างของราคาลงได้ แม้หลายฝ่ายคาดว่าอาจปรับตัวดีขึ้นจากราคาปัจจุบัน แต่ไม่มากนัก ส่วนการกลับไปที่จุดสูงสุดถือเป็นเรื่องยาก ขณะที่ JFin Coin ถูกคาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร


กำลังโหลดความคิดเห็น...