xs
xsm
sm
md
lg

“เจมาร์ท กรุ๊ป” มั่นใจธุรกิจพลิกฟื้นมองปี 62 สดใส ปรับกลยุทธ์ ดัน JMT ช่วยพลิกกำไรโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เจมาร์ท กรุ๊ป ย้ำทุกธุรกิจจะกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2562 ชูกลยุทธเด็ดดัน เจเอ็มที สร้างกำไรให้เติบโตต่อเนื่องในปีนี้ และปีหน้า ขณะที่เจฟินเทค เตรียมกลับมาสร้างกำไรในปีหน้า ส่วนที่ธุรกิจจำหน่ายมือถือยังโตได้ต่อหลังเป็นพันธมิตรกับ AIS สร้างความต่อเนื่องของยอดขายได้อย่างแข็งแกร่ง ด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ของ เจเอเอส แอสเซ็ท (J) เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจเน้นธุรกิจหลักที่สร้างกำไร หนุนผลงานทำได้ตามเป้า ในส่วนซิงเกอร์ (SINGER) ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยไตรมาส 3 ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 2.6 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 98% เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการขายลดลง รายได้ส่งเสริมการขายลดลง รวมถึงรายได้ค่าเช่าและค่าบริการลดลง สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย งวด 9 เดือน ปี 2561 ขาดทุนสุทธิ 140.1 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 394.1 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีมุมมองเชิงบวกสำหรับแนวโน้มของธุรกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 โดยธุรกิจการจัดจำหน่ายมือถือ ซึ่งเป็นธุรกิจของบริษัทแกน เชื่อว่าในไตรมาส 4 ปี 2561 จะเข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุดของปี โดยมีสินค้ามือถือรุ่นใหม่ออกมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง และโปรโมชั่นจำหน่ายมือถือในช่วงปลายปีจากแบรนด์ต่างๆ นอกจากนี้ การที่บริษัทได้ทำ Exclusive Partnership กับ AIS ในการจำหน่ายซิมการ์ด และบริการอื่นๆ ของ AIS ในช่องทางการจัดจำหน่ายของเจมาร์ท ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถจัดจำหน่ายมือถือที่มีโปรโมชั่นส่วนลดค่าเครื่องที่แข่งขันได้ และมีรายได้เพิ่มจากส่วนแบ่งรายได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกับ AIS ในการผลักดันจำนวนลูกค้า SIM Card ให้ได้ตามเป้าหมาย

โดยในปี 2562 JMART จะยิ่งได้รับผลส่งกำไรจากบริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ซึ่งทิศทางแนวโน้มของผลประกอบการจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลยุทธ์ของ JMART จะเร่งพลิกผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทย่อยอื่นๆ ให้เติบโตกลับมาได้ เพื่อสร้างผลการดำเนินงานให้กับบริษัท JMART ได้ในปีหน้า

ขณะที่นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยถึง ผลประกอบการที่สร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น รายได้รวมประจำไตรมาส 3 ปี 2561 จำนวน 482.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน 37.6% กำไรสุทธิ จำนวน 138.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน 40% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 28.7% โดยสาเหตุที่บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาจากบริษัทมีรายได้จากการเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ที่รับซื้อ และรวมถึงรายได้จากการให้บริการติดตามหนี้สินและบริการอื่นมากขึ้น ส่วนผลการดำเนินการของบริษัทฯ และบริษัทย่อย งบการเงินรวมงวด 9 เดือน ปี 2561 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 1,331.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 32.9% กำไรสุทธิ จำนวน 374.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวด 9 เดือน ปี 2560 ในอัตรา 26.1% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 28.1% ซึ่งกำไรรอบ 9 เดือน เกือบเท่ากับกำไรสุทธิทั้งปีของปีที่ผ่านมา จึงมั่นใจว่าปีนี้น่าจะสร้างผลกำไร New High อย่างต่อเนื่อง

ด้านนายกิติพัฒน์ ชลวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด (J FINTECH) บริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจทางด้านการปล่อยสินเชื่อ ภายใต้แบรนด์ “J MONEY” เปิดเผยถึงผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 3 ปี 2561 จากการปรับนโยบายการปล่อยสินเชื่อ เพื่อให้ได้ลูกค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น หรือลูกค้าที่มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาท และการจัดเก็บหนี้ได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้ บริษัทได้ขยายการทำธุรกิจไปยังการปล่อยสินเชื่อแฟกตอริ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อที่ดี ทำให้ยังมั่นใจได้ว่าปีหน้า 2562 จะพลิกกลับเป็นกำไรได้

ส่วนนายสุพจน์ วรรณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) (J) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 มีรายได้ค่าเช่าและบริการ 154.9 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 23.2 ล้านบาท โดยในส่วนธุรกิจให้เช่าและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อยู่ระหว่างการปรับปรุงทั้งในด้านรายได้ และต้นทุน โดยสินทรัพย์อะไรที่ยังไม่อยู่ในธุรกิจหลักจะพิจารณาในการขายออก และพิจารณาการหาผู้ร่วมทุนในโครงการที่มีศักยภาพของบริษัท ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นผลตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2561 และไตรมาส 1 ปี 2562 เพื่อสร้างผลประกอบการของบริษัทฯ ให้เติบโตขึ้น ในส่วนธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม Newera อยู่ระหว่างการเปิด Grand Opening วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 โดยบริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะโอนคอนโดมิเนียมให้กับลูกค้าภายในปี 2562

นอกจากนี้ นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ซิงเกอร์” ผ่านทางตัวแทนจำหน่ายต่างๆ มากกว่าร้อยละ 80 ของยอดขายเป็นการขายแบบเช่าซื้อ มีผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 3 ปี 2561 กำไรสุทธิเท่ากับ 43.40 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 1.91 ล้านบาท คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2,172.25% โดยไตรมาสที่ 3 นี้ มีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.16 บาท เทียบกับกำไรต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่เท่ากับ 0.01 บาท

ทั้งนี้ รายได้รวมของบริษัทในไตรมาส 3 ปี 2561 เท่ากับ 835.7 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้ทั้งหมด 585.4 ล้านบาท คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 42.8% สาเหตุหลัก คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าหลัก และรายได้จากค่านายหน้าจากการจัดหาสินเชื่อส่วนบุคคล ค่าธรรมเนียมการทำสินเชื่อ ค่าโอนขายสิทธิ์เรียกร้องลูกหนี้รวมทั้งการปรับปรุงรายการในอดีต

อย่างไรก็ตาม รายได้จากยอดขายสินค้าหลักเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากในปลายไตรมาส 1 ปี 2561 บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการให้อนุมัติสินเชื่อโดยผ่านทางตัวแทนขาย ซึ่งบริษัทฯ จะกำหนดวงเงินและสินค้า โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยคัดกรอง และระบุตัวตนที่แท้จริงเพื่อป้องกันการทุจริต และตัวแทนจะต้องติดตามประสิทธิภาพการชำระหนี้ค่าผ่อนชำระของลูกค้าตัวแทนเอง ซึ่งสะท้อนสู่ผลประกอบการตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2561 ที่ผ่านมา


กำลังโหลดความคิดเห็น...