xs
xsm
sm
md
lg

พฤกษาเล็งปรับแผนรับมือ LTV เพิ่มพอร์ตบ้านสั่งสร้าง-ตึกสูง ยืดเวลาผ่อนดาวน์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์
พฤกษาจ่อปรับแผนรับมือมาตรการ LTV เพิ่มพอร์ตบ้านสั่งสร้าง-เพิ่มตึกสูง หวังยืดเวลาลูกค้าผ่อนดาวน์ หลังเพิ่งใช้กลยุทธ์บ้านพร้อมขายได้เพียงปีเดียว พร้อมขนสต๊อกพร้อมขาย 1.3 หมื่นล้านบาท จัดโปรแรง Big Sale Ever ตั้งเป้าระบาย 4,000 ล้านบาท ยอมรับลดเป้าเปิดโครงการใหม่จาก 70 เหลือ 55 โครงการ

นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (PSH) กล่าวว่า มาตรการ LTV ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ออกมาบังคับใช้สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีสัญญากู้บ้านหลังที่ 2 และบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาท กำหนดเงินดาวน์ 20% และสัญญากู้ที่ 3 วางเงินดาวน์ 30% อาจกระทบต่อบริษัทบ้าง แต่เชื่อว่าไม่มาก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นบ้านหลังแรก และซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ ซึ่งเป็นพอร์ตใหญ่ของบริษัท โดยปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากทาวน์เฮาส์ 40% บ้านเดี่ยว 20% และคอนโดมิเนียม 40% ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มผู้ซื้อสัญญาที่ 2 ประมาณ 20% สินค้าราคาเกินกว่า 10 ล้านบาท 4%

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับมือกับมาตรการ LTV ที่ ธปท. เตรียมบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562 บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาปรับพอร์ตการพัฒนาสินค้าใหม่ จากเดิมเน้นบ้านพร้อมขาย หรือบ้านสร้างเสร็จก่อนขาย เพื่อให้สามารถรับรู้ได้เร็ว โดยกลยุทธ์นี้เพิ่งนำมาใช้ โดยจะเปลี่ยนมาเพิ่มพอร์ตสินค้าบ้านสั่งสร้างมากขึ้น ส่วนคอนโดฯ จะเน้นคอนโดฯ ไฮไรซ์ที่ระยะเวลาก่อสร้างนานกว่าคอนโดโลว์ไรซ์ เพื่อเพิ่มระยะเวลาในการผ่อนเงินดาวน์ให้นานขึ้น

นางสุพัตรา กล่าวต่อว่า มาตรการ LTV ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 62 จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเร่งซื้อเร่งโอนก่อนที่มาตรการจะบังคับใช้ ประกอบกับบริษัทต้องการระบายสต๊อกบ้านสร้างเสร็จพร้อมขาย และเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี บริษัทจึงได้จัดแคมเปญใหญ่ “Pruksa 25th Year Big Sale Ever ลดใหญ่ แถมใหญ่ แจกใหญ่” คัดเลือกโครงการพร้อมอยู่ทั้งทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม จำนวน 161 โครงการทั่วประเทศ มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาทเข้าร่วมแคมเปญ ใช้งบในแคมเปญนี้ไปกว่า 200 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท

สำหรับแผนการพัฒนาโครงการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 15 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 11,400 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์เฮาส์ 10 โครงการ บ้านเดี่ยว 2 โครงการ คอนโดฯ แวลู 2 โครงการ และคอนโดฯ พรีเมียมอีก 1 โครงการ

ทั้งนี้ พฤกษา คาดว่าถึงสิ้นปีจะเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 55 โครงการ มูลค่า 49,900 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 10 โครงการ มูลค่า 11,300 ล้านบาท ทาวน์เฮาส์ 35 โครงการ มูลค่า 18,400 ล้านบาท คอนโดฯ แวลู 7 โครงการ มูลค่า 12,800 ล้านบาท และคอนโดฯ พรีเมียม 3 โครงการ มูลค่า 7,400 ล้านบาท จากเดิมในช่วงต้นปีมีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 77 โครงการ มูลค่า 67,800 ล้านบาท และในช่วงกลางปีได้ปรับลดลงมาเหลือ 68 โครงการ มูลค่า 61,400 ล้านบาท กระทั่งล่าสุด ลดเหลือ 55 โครงการ

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3/61 บริษัทยังสามารถครองส่วนแบ่งตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สูงสุดเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 10% จากมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด และยังคงรักษาแชมป์เจ้าตลาดทาวน์เฮาส์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ที่ 21%

สำหรับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าที่ซื้อโครงการของบริษัท ณ สิ้นไตรมาส 3/61 มีการปรับตัวลดลงมาเป็น 4.1% จากสิ้นปี 60 ที่ 6.9% ซึ่งเป็นผลมาจากการทำ Pre-Approve ก่อน และการให้คำปรึกษาในการเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ต่อธนาคาร ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อลดลง

ส่วนความคืบหน้าของธุรกิจโรงพยาบาลวิมุตติ จำนวน 250 เตียง คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในปี 63 และการหาพันธมิตรร่วมดำเนินธุรกิจนั้นจะเป็นการหาพันธมิตรขนาดเล็ก เพื่อเสริมการให้บริการของโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นางสุพัตรา กล่าวต่อว่า บริษัทยังคงมั่นใจรายได้ปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ 47,000 ล้านบาท หลังจากที่ 9 เดือนที่ผ่านมา ทำรายได้แล้ว 30,400 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทยอยรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) จำนวน 11,700 ล้านบาท จาก Backlog ทั้งหมด 35,700 ล้านบาท โดยช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้ โครงการคอนโดมิเนียมในกลุ่มพรีเมียม จะเริ่มโอนเป็นครั้งแรก คือ โครงการ Chapter One Eco รัชดา-ห้วยขวาง คาดว่าจะสามารถโอนได้ในปีนี้ราว 2,000 ล้านบาท

ด้านยอดขายบริษัทก็ยังมั่นใจทำได้ตามเป้าหมาย 53,700 ล้านบาท โดยที่ในช่วง 9 เดือนแรกทำยอดขายได้แล้วเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในช่วงไตรมาส 4/61 ตั้งแต่เดือน ต.ค. ถึงปัจจุบัน บริษัทได้เปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 11 โครงการ และในช่วงที่เหลือของปีจะเปิดตัวโครงการใหม่อีก 4 โครงการ แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ และแนวราบ 2 โครงการ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้อย่างแน่นอน

สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกของบริษัท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,017 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,716 ล้านบาท มียอดขาย 39,196 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 38,067 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 30,480 ล้านบาท ลดลง 0.4% จาก 30,613 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำลังโหลดความคิดเห็น...